เดินหน้าชน : ส่วย‘หน้ากาก’2.8พันล.

12.03.20 | 13:45 น.

เดินหน้าชน : ส่วย‘หน้ากาก’2.8พันล. : โดย โกนจา

ผมพยายามค้นหาต้นตอถึงความผิดปกติการกักตุนหน้ากากอนามัยและขายในราคาขูดเลือดขูดเนื้อประชาชน

เมื่อค้นหาข่าว โดยจับคำให้สัมภาษณ์ของ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ที่ไปตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย ย่านปากเกร็ด นนทบุรี เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา

“จุรินทร์” เน้นย้ำว่า “จากการประเมินเบื้องต้นยังเชื่อมั่นว่ากำลังการผลิตและการผลิตรวมในประเทศยังเพียงพอสำหรับการที่จะใช้สนองต่อความต้องการของตลาดในประเทศให้เพียงพออยู่และสต๊อกปัจจุบันที่มีอยู่นั้นประมาณ 200 ล้านชิ้น ก็สามารถที่จะใช้ในการสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ 4-5 เดือน ถ้าไม่มีการผลิตเพิ่ม”

“ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกกักตุน มั่นใจมีเพียงพอ มีสต๊อกประมาณ 200 ล้านชิ้น สามารถใช้ได้นาน 4-5 เดือน” จุรินทร์ย้ำ

Advertisement

แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏว่าหน้ากากอนามัยกลายเป็นของหายาก ราคาแพง ประชาชนเข้าร้านขายยาเพื่อหาซื้อ แทบทุกร้านจะปิดป้ายแจ้งว่า “สินค้าหมด” ซึ่งคำตอบจากเจ้าของร้านคือ “ของไม่มี” “สั่งของไม่ได้” “สั่งไปแล้วแต่ไม่รู้ว่าจะได้ของมั้ย และจะมาเมื่อไหร่”

ปัญหายังลุกลามไปถึงหมอ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ทั้งโรงพยาบาลรัฐบาล โรงพยาบาลเอกชน หลายๆ แห่งเริ่มไม่มีหน้ากากอนามัยใช้เข้าขั้นวิกฤต แม้จะสั่งออเดอร์ไปแล้วแต่ไม่รู้ว่าจะได้ของมาหรือไม่ หรือบางแห่งก็ไม่ยอมรับออเดอร์ โดยให้เหตุผลว่าต้องจัดสรรสินค้า 50% ของกำลังการผลิตให้กับกระทรวงพาณิชย์เพื่อนำไปกระจายต่อก่อน

ยิ่งความต้องการมีมากขึ้น ราคาพุ่งขึ้นไปอย่างบ้าคลั่ง จากราคา 60-80 บาท/กล่อง (50 ชิ้น) ก็ขยับไปเป็น 200-300 บาท/กล่อง ก่อนขยับจาก 300 ไปเป็น 500-600 บาท และทะลุหลัก 1,000 บาทไปแล้ว

ขณะที่ วิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้ให้สัมภาษณ์ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ว่ารัฐบาลมอบหมายให้กรมการค้าภายในจัดหาหน้ากากอนามัยให้กับชาวไทยอย่างทั่วถึง ในราคาที่เป็นธรรม คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้ประชุมด่วนและมีมติให้จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการหน้ากากอนามัย ณ กรมการค้าภายใน โดยสั่งการให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และตัวแทนจำหน่าย แจ้งปริมาณการเก็บ สต๊อก ราคาซื้อ ราคาขาย ต้นทุนการผลิต ให้กรมการค้าภายในทราบ โดยศูนย์ทำหน้าที่บริหารจัดการจัดลำดับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการใช้สูงสุด และกระจายไปยังทั่วประเทศแล้ว 6 ล้านชิ้น

จัดสรรให้องค์การเภสัชกรรม โรงพยาบาล 3.8 ล้านชิ้น ร้านธงฟ้าลดค่าครองชีพ 1.4 ล้านชิ้น การบินไทย 2.8 แสนชิ้น สมาคมร้านขายยา 2 แสนชิ้น รวมทั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2563 คาดว่าไม่น้อยกว่า 10 ล้านชิ้น

สำหรับในเดือนมีนาคมจะมีหน้ากากอนามัยเข้ามาในศูนย์อีกไม่น้อยกว่า 15 ล้านชิ้น เพื่อกระจายให้ทั่วถึง โดยจัดจำหน่ายในราคาชิ้นละ 2.50 บาท รวมกว่า 2.1 ล้านชิ้น ในราคาเดียวกันทั่วประเทศ

โดยสต๊อกหน้ากากอนามัยเวลานี้ 30 ล้านชิ้น กระจายให้ประชาชนได้สัปดาห์ละ 3 ล้านชิ้น หรือวันละประมาณ 500,000 ชิ้น

สิ่งที่น่าสงสัยจากสต๊อกที่ “จุรินทร์” บอกว่า 200 ล้านชิ้น แต่ตอนนี้ “วิชัย” บอกว่าเหลือแค่ 30 ล้านชิ้น

เมื่อมาปะติดปะต่อ หลังเพจดังออกมาแฉคลิป ศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี ที่กักตุนหน้ากากอนามัยหลายล้านชิ้นและขายในราคาแพง โดยเชื่อมโยงถึงคนในรัฐบาลชุดนี้ โดย “ศรสุวีร์” ระบุว่า “พร้อมจำหน่ายหน้ากากอนามัย มีสินค้าประมาณ 200 ล้านชิ้น” ซึ่งจะขายเป็นล็อตใหญ่อย่างน้อย 1 ล้านชิ้น ตกราคาชิ้นละ 14 บาท

ข้อสงสัยปมสต๊อกหน้ากากอนามัย ถูกตั้งคำถามโดย เชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กให้สาวลงลึกถึงหน้ากากอนามัยที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงพาณิชย์ หลุดรอดไปได้อย่างไร มีใครเข้าไปเอี่ยวกับการทุจริตบนความทุกข์ของประชาชนหรือไม่

กระทรวงพาณิชย์ต้องชี้แจงว่า สต๊อกหน้ากากอนามัยในช่วงปลายเดือนมกราคมมีสูงถึง 200 ล้านชิ้น เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ 4-5 เดือน หน้ากากอนามัยในส่วนนี้หายไปไหน เหตุใดจำนวนจึงไปสอดรับกับการกักตุนหน้ากากอนามัยที่ปรากฏเป็นข่าว

และทำไมปัจจุบันจึงมีการพูดถึงแต่ปริมาณหน้ากากอนามัยที่ผลิตได้ในแต่ละวันเท่านั้น แต่ไม่มีการชี้แจงถึงปริมาณหน้ากากอนามัยในสต๊อกเลย

เช่นเดียวกับคำถามของ อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาแฉข้อมูลจากโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยแห่งหนึ่งอ้างว่า ได้รับการติดต่อจากนักการเมืองคนหนึ่งให้ผลิตหน้ากากอนามัยส่งให้กับหน่วยงานรัฐ แต่คิดค่าหัวคิวชิ้นละ 1 บาท จากเดิมที่ขายอันละ 1.30 บาท ปรับราคาเป็น 2.50 บาท โดยให้เหตุผลว่าค่าวัสดุที่นำมาทำหน้ากากมีราคาแพงขึ้น แต่แท้ที่จริงคือโรงงานต้องปรับราคาขายส่งขึ้นให้กับหน่วยงานรัฐ เพราะต้องแบ่งเงินค่าหัวคิวอันละ 1 บาท ส่งให้กับนักการเมืองคนนี้

หากคำนวณจากสต๊อก 200 ล้านชิ้น ซึ่งราคาในภาวะปกติตกอันละไม่ถึง 1 บาท เมื่อกลายเป็นสินค้าควบคุมถูกปรับราคาขึ้น 2.50 บาท มีส่วนต่างของราคากว่า 200-300 ล้านบาท แต่ถ้าคิดจากราคาชิ้นละ 14 บาท ตามคลิปที่ถูกแฉออกมาจะมีมูลค่าสูงถึง 2.8 พันล้านบาท

ดังนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง และต้องสาวให้ถึง “ไอ้โม่ง” ที่หากินบนความทุกข์ร้อนของคนในแผ่นดิน ส่วยก้อนใหญ่กว่า 2.8 พันล้านบาท ตกไปอยู่ในกระเป๋าใคร…

โกนจา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน