ฉุกเฉิน หมายถึงเหตุที่เป็นไปโดยปัจจุบันทันด่วนและต้องเริ่มแก้ไขอย่างฉับพลัน เช่น การระบาดของ Covid-19 หรือการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับภาวะการเงินของประเทศ เป็นต้น
กรณีการบัญญัติกฎหมายตามระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยแบ่งการตรากฎหมายได้ 2 ลักษณะ คือ กฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ การออกพระราชบัญญัติ กับกฎหมายของฝ่ายบริหาร ได้แก่ การออกพระราชกำหนดและการประกาศกฎอัยการศึก
พระราชบัญญัติ (Bill) เป็นกฎหมายที่ตราโดยฝ่ายนิติบัญญัติ เสนอเข้าสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) พิจารณา 3 วาระ แล้วส่งต่อวุฒิสภา (Senate) พิจารณาอีก 3 วาระ แม้เป็นกฎหมายหลักที่ใช้บริหารประเทศ แต่ใช้เวลาพิจารณามากอาจเป็นปี จึงไม่เหมาะกับภาวะฉุกเฉิน
พระราชกำหนด (Emergency Decree) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 184 กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 172 บัญญัติไว้มีข้อความตรงกัน ดังนี้
“ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติได้
การตราพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้”
กฎอัยการศึกษา (martial Law) เป็นกฎหมายของฝ่ายทหารที่มีเหตุฉุกเฉินเฉพาะแห่งที่มีความจำเป็นเร่งด่วน
พระราชกำหนด และกฎอัยการศึกประกาศได้รวดเร็ว และมีผลบังคับทันที จึงเหมาะสมกับภาวะฉุกเฉิน
กฎหมายฉุกเฉินที่ใช้บังคับในปัจจุบัน
คือ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสภานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 บทบัญญัติที่ใช้เป็นส่วนมาก ได้แก่
มาตรา 9 ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็วหรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด ดังต่อไปนี้
(1) ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับยกเว้น
(2) ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย
(3) ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม อันดีของประชาชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือทั่วราชอาณาจักร
(4) ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ
(5) ห้ามการใช้อาคาร หรือเข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ใดๆ
(6) ให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนดังกล่าว หรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด
ข้อกำหนดตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดเงื่อนเวลาในการปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดพื้นที่และรายละเอียดอื่นเพิ่มเติม เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุก็ได้
เฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 9 (1) ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเรียกว่า “เคอร์ฟิว (curfew)”
คำว่า “เคอร์ฟิว” (curfew) ในภาษาอังกฤษ มาจากคำในภาษาฝั่งเศสว่า couvre feu แปลว่า ดับไฟ (couvre = feu = ไฟ) เกิดขึ้นในยุโรปสมัยกลางบ้านเรือนทำมาจากท่อนซุง ตรงพื้นกลางบ้านมักจะขุดเป็นหลุมเพื่อเอาไว้ใช้เป็นเตา เพราะกลัวไฟไหม้ตอนดึกๆ จึงต้องมียามเดินไปให้สัญญาว่าได้เวลานอนแล้ว ขอให้กลบไฟให้เรียบร้อย ซึ่งภาษาฝรั่งเศสใช้ว่า cuevre-feu แปลเป็นอังกฤษว่า to cover the fire เมื่อพระเจ้าวิลเลี่ยมแห่งฝรั่งเศสเข้าโจมตีอังกฤษได้ก็เอามาใช้ในอังกฤษ ให้ทุกบ้านดับไฟและห้ามออกจากบ้าน curfew จึงพัฒนามาเป็นคำที่หมายถึง มาตรการห้ามออกนอกเคหสถานในเวลากำหนด
การประกาศเคอร์ฟิวเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน (state of emergency) คือ สถานการณ์อันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยแห่งรัฐ หรืออันอาจทำให้รัฐตกอยู่ในภาวะคับขันหรือภาวการณ์รบหรือการสงคราม ซึ่งฝ่ายบริหารรัฐมีอำนาจประกาศว่าพื้นที่ใดกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่น ว่าโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายของรัฐนั้นๆ ซึ่งให้อำนาจพิเศษในการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน และเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
เคอร์ฟิว ต่างจากล็อกดาวน์ (Lockdown) ล็อกดาวน์ เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่ป้องกันไม่ให้ผู้คนหรือข้อมูลออกจากพื้นที่เป็นสถานการณ์สามารถประกาศได้โดยบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งผู้นำของประเทศเท่านั้น ล็อกดาวน์ยังสามารถใช้เพื่อปกป้องประชาชนในอาคารจากภัยคุกคามหรือเหตุการณ์ภายนอกของอาคาร ให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน งดออกไปไหนมาไหนจากอาคารที่อยู่ปิดบริการทุกอย่าง ยกเว้นที่จำเป็น (ร้านอาหาร ร้านยา) ห้ามจัดกิจกรรมที่คนรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เว้นระยะห่างในการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ต่างจากเคอร์ฟิวที่เป็นการห้ามออกจากพื้นที่เป็นระยะเวลานั่นเอง
การประกาศเคอร์ฟิวในอดีต
ในอดีตมีการประกาศเคอร์ฟิว 3 สาเหตุ กล่าวคือ
1.จากการทำรัฐประหาร
2.จากสถานการณ์ชุมนุมทางการเมือง
3.จากปัญหาด้านความมั่นคง
เหตุการณ์สำคัญของประกาศเคอร์ฟิว ได้แก่
การประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 โดยนายกรัฐมนตรี พลเอกสุจินดา คราประยูร ในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรี
การประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลาประมาณสามเดือน
การประกาศเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2550 โดยแม่ทัพภาคที่สี่ประกาศห้ามออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 20.00 น. ถึง เวลา 04.00 น. ในเขตท้องที่ อำเภอยะหา และอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา หลังจากมีเหตุลอบวางระเบิดและลอบยิงประชาชนอย่างต่อเนื่อง
เหตุฉุกเฉินกับเคอร์ฟิวในปัจจุบัน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 9 (1) ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) ระหว่างเวลา 22.00-04.00 น. ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2563 เป็นต้นไป เพื่อระงับการแพร่กระจายของ COVID-19
หากต้องการยกเลิกเคอร์ฟิว เพื่อให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างแท้จริง ต้องหยุด COVID-19 ให้ได้เร็วที่สุด ดังคำขวัญ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”
ผศ.ดร.สมหมาย จันทร์เรือง

