หน้าแรก เด่นวันนี้ อำนาจอัยการกั...

อำนาจอัยการกับประเด็นไม่อุทธรณ์คดี‘โอ๊ค’ : โดย ไพรัช วรปาณิ

28.04.20 | 13:00 น.

ปรากฏข่าวในทางสื่อต่างๆ วันก่อน เป็นที่อึกทึกครึกโครมว่า…การยื่น 6 ข้อบี้ “อัยการตอบคำถามไม่อุทธรณ์คดีฟอกเงินโอ๊ค” มีใบสั่ง-
วิ่งเต้นหรือไม่?

โดยอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ขอทราบเหตุผล รายละเอียดกรณีที่อัยการไม่อุทธรณ์คดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทยให้กลุ่มกฤษดามหานคร จำนวน 10 ล้านบาท ที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย พร้อมทั้งตั้งคำถาม 6 ข้อ สรุปความได้ว่า คดีนายพานทองแท้นี้มีใบสั่งหรือมีการวิ่งเต้นหรือไม่ และขอรายชื่ออัยการศาลสูงที่เกี่ยวข้องกับการสั่งไม่ฟ้องทั้ง 5 ท่าน เพื่อที่จะเตรียมการนำไปพิจารณาดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม ตาม ป.วิอาญามาตรา 157 โดยมี ทนายสุวัตร อภัยภักดิ์ และคณะ ซึ่งเป็นทนายความกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะร่างสำนวนฟ้องต่อศาลต่อไป และยังระบุอีกว่า มาขอเหตุผลว่าอัยการมีเหตุผลประการใดที่เห็นพ้องต้องกันในการไม่อุทธรณ์คดี ทำไม? คดีนี้จึงไม่อุทธรณ์

เรื่องนี้ทำให้เพื่อนฝูงผู้ใฝ่รู้เรื่องกฎบัตรกฎหมาย และแฟนๆ ผู้อ่าน “มติชน” ของผู้เขียนพากันตั้ง “ปุจฉา” มาถามอย่างล้นหลามว่า ในฐานะที่ผู้เขียนจบเนติบัณฑิตทางกฎหมาย และเป็นทั้งกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ มีมุมมองในประเด็นปัญหาในเรื่องนี้อย่างไร?

โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจ คืออยากทราบว่า ในที่สุดอัยการศาลสูงผู้สั่งไม่อุทธรณ์ในคดีดังกล่าวนี้ ปฏิบัติการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?…

ในที่นี้ ผู้เขียนจะ “วิสัชนา” แบบไม่ฟันธงว่าใครผิดใครถูก แต่จะเขียนวิเคราะห์ประเด็นปัญหาด้วยความเป็นกลาง จากประสบการณ์ที่เคยคลุกคลีกับแวดวงของกฎหมายมานานพอควร โดยมองว่า ในการนี้ ถ้าหากพนักงานอัยการศาลสูงทั้ง 5 ท่านผู้เกี่ยวข้องกับการสั่งคดีนี้นั้น สั่งคดีโดยปราศจากการทุจริต อันมีพฤติกรรมแสดงให้เห็น หรือเป็นที่สงสัยว่ามีการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น และมิได้มีการกระทำผิดด้วยเจตนาโดยรู้สำนึกในการกระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลแล้วไซร้ ย่อมไม่เข้าข่ายมีความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 157 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษฯ”

Advertisement

ทั้งนี้ เพราะถ้าหากปรากฏว่า อธิบดีอัยการศาลสูงได้สั่งคดีโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ด้วยการใช้ดุลพินิจโดยอิสระนั่นเอง

เป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งคือ การสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีของพนักงานอัยการไม่ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง และได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 248 ตลอดจนมาตรา 21 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พศ.2553 บัญญัติว่า “พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายโดยสุจริตเที่ยงธรรม” อีกทั้งมาตรา 22 ในกฎหมายฉบับเดียวกันได้บัญญัติว่า “ดุลพินิจของพนักงานอัยการในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 21 ซึ่งได้แสดงเหตุผลอันสมควรประกอบแล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครอง” เป็นอาทิ

ดั่งคดีคล้ายคลึงกันที่น่าจะนำมาเทียบเคียงกันได้กับกรณีนี้นั่นคือ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 18389/2562 ซึ่งได้วินิจจัยไว้ว่า…

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นพนักงานอัยการ อ้างว่า “จำเลยทั้งสามมีคำสั่งฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท และจำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาล พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ไม่รอบคอบ และไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่โดยสุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 175, 200

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 248 วรรคสอง บัญญัติว่า ‘พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เที่ยงธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง และไม่ให้ถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง’ พระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า

‘พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายโดยสุจริตและเที่ยงธรรม’ มาตรา 22 บัญญัติว่า ‘ดุลพินิจของพนักงานอัยการในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 21 ซึ่งได้แสดงเหตุผลอันสมควรประกอบแล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครอง’ จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมาย ดุลพินิจของพนักงานอัยการซึ่งได้แสดงเหตุผลอันสมควรประกอบแล้วย่อมได้รับความคุ้มครอง

ข้อเท็จจริงได้ความจากสำเนารายงานการสอบสวน บันทึกความเห็นและคำสั่งฟ้องของจำเลยทั้งสามว่า คดีที่โจทก์ถูกฟ้องนั้น ส. มอบอำนาจให้ ก. ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก เพื่อให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหาเพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำความผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของโจทก์ แล้วมีความเห็นสั่งฟ้องโจทก์และส่งสำนวนการสอบสวนไปให้สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก

การดำเนินการสอบสวนถูกต้องตามขั้นตอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในหมวด 1 การสอบสวนสามัญ จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้พิจารณาสำนวนตรวจพิจารณาสำนวนแล้วมีความเห็นสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมรวม 3 ครั้ง และทำความเห็นโดยแสดงเหตุผลอันสมควรประกอบและเสนออัยการประจำจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก (ผู้กลั่นกรอง) เพื่อทำความเห็นเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาสั่ง

เมื่อโจทก์ร้องขอความเป็นธรรม จำเลยที่ 2 ก็พิจารณาและทำความเห็นผ่านอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 1 ภาค 6 และรองอธิบดีอัยการภาค 6 จำเลยที่ 3 ซึ่งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีอัยการภาค 6 พิจารณาแล้วมีความเห็นเช่นเดียวกับความเห็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 การที่จำเลยทั้งสามในฐานะพนักงานอัยการสั่งฟ้องโจทก์โดยทำความเห็นแสดงเหตุผลอันสมควรประกอบ ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในขอบเขตอำนาจของตนชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 แล้ว

การวินิจฉัยสั่งคดีของพนักงานอัยการมิใช่เป็นการวินิจฉัยว่าโจทก์มีความผิดหรือบริสุทธิ์ ดังเช่นกระบวนการพิจารณาของศาล เป็นเพียงการวินิจฉัยมูลความผิดตามที่ ส. กล่าวหาเท่านั้น ซึ่งเกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดของพนักงานอัยการที่วินิจฉัยสั่งฟ้องและไม่ฟ้องผู้ต้องหาคือ มีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ที่จะนำผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อให้ศาลวินิจฉัยขั้นสุดท้ายว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่

การที่จำเลยทั้งสามใช้ดุลพินิจสั่งฟ้องโจทก์เนื่องจากเห็นว่ามีหลักฐานพอฟ้องโดยอ้างอิงข้อเท็จจริงแสดงเหตุผลประกอบในการพิจารณาสั่งคดี แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามได้พิจารณาสั่งคดีโดยสุจริตเที่ยงธรรมและได้แสดงเหตุผลอันสมควรประกอบแล้ว จำเลยทั้งสามย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 248 วรรคสอง และพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง และมาตรา 22 การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องโจทก์”

อย่างไรก็ตาม คดีความดังกล่าวนี้ยังไม่เป็นที่สิ้นสุด จะถึงที่สุดได้ก็ต่อเมื่อกรมสวบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่เห็นแย้งเท่านั้น เพราะคดีนี้เมื่อทางพนักงานอัยการศาลสูงมีคำสั่งไม่อุทรณ์ คดีก็ยังไม่แล้วเสร็จตามกระบวนการกฎหมาย สำนวนคดีจึงยังต้องเดินต่อไป ที่กรมสวบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถ้าดีเอสไอพิจารณาแล้ว “เห็นด้วย” กับคำสั่งไม่อุทธรณ์ของอัยการคดีจึงจะถึงที่สุด แต่ถ้าดีเอสไอเห็นแย้ง สำนวนก็ต้องส่งต่อไปที่อัยการสูงสุดเพื่อขี้ขาด

ดังนั้น มุมมองของผู้เขียนจึงมองว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่อาจมีความเห็นแตกต่างในทางคดี แต่ในแง่มุมของกฎหมายคือ เมื่อศาลวินิจฉัยยกฟ้อง และคณะพนักงานอัยการเห็นด้วยกับเหตุผลของศาลและมีมติสั่งไม่อุทธรณ์เรื่องคือจบในระดับอธิบดี ไม่น่ามีอะไรข้องใจมากกว่านั้น

ไพรัช วรปาณิ
กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ