“เซลฟ์ ไดรฟ์วิง คาร์” ในที่นี้หมายถึง ยานยนต์ที่ติดตั้งระบบขับอัตโนมัติ (เซลฟ์ ไดรฟ์วิง ซิสเต็ม-เอสดีเอส) โดยไม่จำเป็นต้องมี “มนุษย์” ทำหน้าที่ขับอีกต่อไปแล้ว
งานศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบขับอัตโนมัติที่ว่านี้มีมานานหลายปีแล้ว ในหลายประเทศเสียด้วย
เป้าหมายสูงสุดของนักวิจัยและผู้พัฒนาระบบนี้ก็คือ นำการขับขี่ไปสู่ยุค “ซีโร แครช” คือไม่มีการเฉี่ยวชนอีกต่อไป
ปูพื้นมาอย่างนี้เพื่อที่จะบอกว่า เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว สถาบันประกันภัยเพื่อความปลอดภัยบนถนนหลวง (ไอไอเอชเอส) ในสหรัฐอเมริกา เผยแพร่งานวิจัยเชิงวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งออกมา เพื่อที่จะสื่อสารสั้นๆ กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับ “เอสดีเอส” ว่า ระบบขับอัตโนมัตินั้นไม่ได้มีประสิทธิภาพดีอย่างที่คาดหวังกันไว้
บอกเล่ากันก่อนว่า ไอไอเอชเอส นั้นเป็นกลุ่มงานวิจัยเกี่ยวกับรถและอุบัติเหตุที่ก่อตั้งขึ้นและให้เงินสนับสนุนโดยกลุ่มบริษัทประกันภัยทั้งหลายในสหรัฐ ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับอุบัติเหตุแต่ละครั้ง
ไอไอเอชเอส ไปหยิบเอาอุบัติเหตุบนท้องถนนในสหรัฐเมื่อปีที่แล้วมา 5,000 ครั้ง นำมาวิเคราะห์อย่างละเอียดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร สภาพรถเป็นอย่างไร สภาพถนน การจราจร ในขณะเกิดเหตุเป็นอย่างไร
บทสรุปของงานวิจัยของไอไอเอชเอสที่ว่านี้มี 2-3 ประเด็นสำคัญ
อย่างแรกก็คือ ระบบขับอัตโนมัติ หรือเอสดีเอส นั้น สามารถป้องกันอุบัติเหตุที่นำมาวิเคราะห์ทั้งหมดได้แค่ 1 ใน 3 เท่านั้น
ถัดมาก็คือ ระบุว่า ส่วนที่เหลือของอุบัติเหตุบนถนนนั้น เกิดจากความผิดพลาด ซึ่งระบบขับอัตโนมัติป้องกันให้เกิดไม่ได้
ทั้งสองอย่างนั้นนำมาซึ่งข้อสรุปที่ว่า ระบบขับอัตโนมัติก็ไม่ได้ดีไปกว่าการใช้คนขับแต่อย่างใด
ในรายละเอียดนั้นงานวิจัยนี้นำข้อมูลเหล่านั้นมาสังเคราะห์แล้วชี้ให้เห็นว่า 1 ใน 3 ของอุบัติเหตุเท่านั้นที่เกิดจากความเข้าใจผิดของคนขับเกี่ยวกับสภาวะที่แวดล้อมรถอยู่ขณะเกิดอุบัติเหตุ บวกกับการที่คนขับไม่สามารถควบคุม บังคับรถได้ในขณะเกิดเหตุ
ส่วนนี้คือส่วนที่ป้องกันได้ด้วยระบบขับอัตโนมัติ แต่ส่วนที่เหลือกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นอุบัติเหตุที่มีสาเหตุจาก �ความผิดพลาดที่ซับซ้อน� มากกว่า ซึ่งเป็นส่วนที่ไอไอเอชเอสไม่เชื่อว่าระบบขับอัตโนมัติจะป้องกันได้
อย่างเช่น ในขณะเกิดเหตุ คนขับ “เข้าใจผิด” เกี่ยวกับพฤติกรรมหรือทิศทางของรถคันอื่น, หรือรถที่เกิดเหตุใช้ความเร็วไม่เหมาะสมกับสภาพถนน อาจขับช้าบนถนนที่ควรเร็ว หรือขับเร็วบนถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ หรือไม่ก็เกิดจากการตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว กะทันหัน เป็นต้น
ส่วนนี้แหละที่ไอไอเอชเอสบอกว่าป้องกันไม่ได้ เพราะไม่เชื่อว่าระบบขับอัตโนมัติจะรับมือหรือจัดการกับความซับซ้อนเหล่านี้ได้
เจสซิกา ซิคชิโน รองประธานฝ่ายงานวิจัยของไอไอเอชเอส ย้ำว่า ถ้ายังรับมือกับเรื่องนี้ไม่ได้ เอสดีเอสก็ไม่มีประโยชน์มากนักในแง่ของความปลอดภัยบนท้องถนน
แน่นอนครับ องค์กรวิจัยที่เป็นตัวแทนของฝ่ายผู้ผลิตรถยนต์และระบบขับอัตโนมัติ อย่างเช่น หุ้นส่วนเพื่อให้การศึกษายานยนต์อัตโนมัติ (พีเอวีอี) และพันธมิตรเพื่อนวัตกรรมยานยนต์ (เอเอไอ) ต้องออกมาแย้งข้อสรุปนี้แน่
เพราะได้รับผลกระทบโดยตรงจากงานวิจัยนี้
พีเอวีอี บอกว่า รถในระบบขับอัตโนมัติของตนนั้น ถูก “โปรแกรม” มาเพื่อให้ “ป้องกัน” การเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนหลากหลายรูปแบบมาก ในโปรแกรมควบคุมรถอัตโนมัตินั้น รวมเอาเรื่อง “ความผิดพลาดซับซ้อน” ที่ว่าเอาไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจหักเลี้ยวกะทันหันของคนขับแล้วหักพวงมาลัยไม่พอ หรือมากเกินไป จนรถแหกโค้ง พลิกคว่ำ หรือการเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน
พีเอวีอี บอกว่า ถ้ารวมเอาทุกอย่างที่โปรแกรมป้องกันไว้ล่วงหน้าทั้งหมดมาดู จะพบว่าระบบขับอัตโนมัติป้องกันอุบัติเหตุได้ถึง 72 เปอร์เซ็นต์ของรูปแบบการเกิดอุบัติเหตุทั้งหมด
เอเอไอ บอกว่า แค่ป้องกันได้ 1 ใน 3 ก็ควรดีใจกันแล้ว แต่ระบบขับอัตโนมัติตั้งเป้าให้ป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์
แจ็ค วีส รองประธาน “โมบิลอาย” บริษัทลูกของ อินเทล คอร์ป. ที่พัฒนาระบบนี้ บอกว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบันได้หลอมรวมเอารูปแบบของโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ กับ พฤติกรรมของมนุษย์เอาไว้ในโปรแกรมขับอัตโนมัติมากมายมหาศาล จนเชื่อว่า รถที่ไม่มีคนขับจะ “ปลอดภัย” เต็มที่
การผสมผสานสองอย่างนั้นเข้าด้วยกันทำให้ วีส เชื่อว่าโปรแกรมขับอัตโนมัติดีกว่ามนุษย์ขับเองแน่
ปัญหาของวีสก็คือ ตราบใดที่ยังมี “คนขับมนุษย์” อยู่บนท้องถนน ตราบนั้นก็ยังมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น
ผมออกจะเห็นด้วยกับข้อนี้ครับ แต่ก็เชื่อเหมือนกันว่า คงอีกนานไม่น้อยที่ “คนขับมนุษย์” จะหายไป
อาจนานจนเราลืมไปแล้วว่าเคยถกเถียงกันในเรื่องนี้!

