อีกก้าว(ใหม่)ขององค์กรอัยการ :โดย ไพรัช วรปาณิ
การประชุมคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนนี้ ซึ่งผู้เขียนได้เข้าร่วมประชุมด้วยนั้น ได้มีมติเห็นชอบ ประกาศคณะกรรมการอัยการ ข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการ ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด และมาตรการกำหนดตำแหน่งข้าราชการธุรการ อันเป็นเป้าหมายเพื่อพัฒนาองค์กรอัยการให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยดำเนินงานไปตามนโยบายปฏิรูปองค์กรให้สอดคล้องกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอื่นๆ ของ ท่านอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานกรรมการ ก.อ. และท่านวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด สองผู้มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ซึ่งนับเป็น
“มิติใหม่” และเป็นอีกก้าว (ใหม่) หนึ่งขององค์กรที่เกี่ยวข้องกระบวนการยุติธรรมแห่งนี้
ทั้งนี้ โดยได้เน้นแก้ไข ปรับปรุงในเรื่องการแบ่งหน่วยงานและกำหนดอำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานภายในสำนักงานอัยการสูงสุด อาทิ มีการยกเลิกประกาศเดิม 26 ฉบับที่ออกใช้ระหว่าง พ.ศ.2554-2563 แล้วประกาศปรับปรุงโครงสร้างองค์กรอัยการใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นและให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติราชการ ด้วยการแยกหน่วยงานราชการอัยการ และหน่วยงานราชการธุรการ ตลอดจนการเพิ่มหน่วยงานตามภารกิจใหม่ เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า นัยแห่งประกาศคณะกรรมการอัยการฉบับใหม่ดังกล่าว กำหนดให้มีตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ปรึกษาระบบงานสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด
โดยเฉพาะในเรื่องมาตรฐานกำหนดตำแหน่งข้าราชการธุรการและระดับตำแหน่งตามมาตรฐานในตำแหน่งประเภทบริหาร ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล
พร้อมทั้งมีการวางมาตรฐานการกำหนดตำแหน่งข้าราชการระดับสูงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุดตำแหน่งรองเลขาธิการฯ ที่ปรึกษาระบบงานฯ และผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุดนั้น ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการไว้อย่างครอบคลุม
ทั้งนี้ ข้าราชการอัยการที่จะโอนไปเป็นเลขาธิการ รองเลขาธิการ ที่ปรึกษาระบบงาน และผู้ช่วยเลขาธิการหรือตำแหน่งทางธุรการอื่น เมื่อโอนกลับมาเป็นข้าราชการอัยการ ให้มีลำดับอาวุโสที่ลำดับเดิม มีเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งในชั้นและชั้นเดียวกันกับข้าราชการอัยการตามลำดับอาวุโสเดิมนั้นๆ
นอกจากนั้น ยังได้พิจารณากำหนดระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยรถราชการและค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง ตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันด้วย
ในการนี้ ท่านอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธาน ก.อ. ได้เปิดเผยว่า ตนเองมีความตั้งใจมุ่งมั่นทำงานเพื่อองค์กรอัยการในฐานะประธาน ก.อ. ซึ่งได้ทำงานร่วมกับท่านอัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ก.อ.ทุกท่านที่ผ่านมาช่วยผลักดันการออกระเบียบต่างๆ ให้แก่ข้าราชการฝ่ายอัยการ ได้รับสิทธิประโยชน์ทัดเทียมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น ระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยเงินค่าตอบแทนพิเศษของข้าราชการธุรการสำนักงานอัยการสูงสุด ฉบับที่ 4 พ.ศ.2563 ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ และประกาศคณะกรรมการอัยการ เรื่อง การแบ่งหน่วยงานและการกำหนดอำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุด ฉบับที่ 26 พ.ศ.2563 และจากกระแสข่าวที่ทุกท่านได้ทราบว่าจะมีการปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานภายในสำนักงานอัยการสูงสุด โดยกำหนดให้มีสำนักเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้เป็นหน่วยงานทางการบริหารงานช่วยการทำงานของท่านอัยการสูงสุดให้เกิดการขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในความเห็นของผมแล้วเห็นว่าเป็นการดีที่จะเกิดหน่วยงานนี้ แต่การกำหนดตำแหน่งให้ของเลขาธิการ รองเลขาธิการ และผู้ช่วยเลขาธิการนั้น ควรที่จะให้โอกาสความก้าวหน้าตามความรู้ความสามารถของข้าราชการที่จะมาดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความก้าวหน้าของข้าราชการธุรการที่เป็นข้าราชการที่สนับสนุนการทำงานให้พนักงานอัยการก็ควรได้มีความเติบโต ซึ่งเห็นว่าหากมีการกำหนดโครงสร้างสำนักเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุดขึ้น ข้าราชการธุรการก็ควรจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการเป็นอย่างน้อย อย่างไรก็ดี การกำหนดโครงสร้างหน่วยงานและดำรงตำแหน่งนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง การพิจารณาของคณะกรรมการอัยการจะพิจารณาด้วยความละเอียดรอบคอบ เพื่อประโยชน์ขององค์กรอัยการต่อไปในอนาคต
ส่วนประเด็นเรื่องที่สอง อยากจะเรียนให้น้องๆ ได้ทราบและคลายความกังวลใจในเรื่องการกำหนดตำแหน่งเทียบเท่าอธิบดีของข้าราชการกลาโหม และผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้น ได้มอบหมายเรื่องดังกล่าวให้ ม.ล.ศุภกิตต์ จรูญโรจน์ ไปทำการศึกษาและทำความเห็นเสนอผู้บริหารตามลำดับชั้นถึงท่านอัยการสูงสุด เพื่อนำเสนอต่อ ก.อ.ออกระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์การเทียบตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการภายในสำนักงานอัยการสูงสุดที่เทียบเท่าอธิบดีต่อไป โดยมีหลักการสำคัญให้อัยการจังหวัดเทียบเท่าอธิบดี
และประเด็นที่สาม เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอัยการในตำแหน่ง รองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ อธิบดีอัยการ อัยการพิเศษฝ่าย อัยการอาวุโส ที่จะแต่งตั้งในรอบวันที่ 1ตุลาคม 2563 นี้ คณะกรรมการอัยการจะพิจารณาจากความรู้ความสามารถของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมแก่ข้าราชการอัยการทุกท่าน
ในขณะเดียวกัน ท่านวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ได้แถลงเสริมว่า
เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายการบริหารและการพัฒนาองค์กรเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เกิดความคล่องตัวและสัมฤทธิผล จึงได้มีการปรับปรุงโครงสร้างสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีการแบ่งส่วนหน่วยงานข้าราชการอัยการและข้าราชการธุรการใหม่ กำหนดให้มีตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งได้มีการบรรจุอยู่ในวาระการประชุม ก.อ.ในวันที่ 17 มิถุนายน 2563 ดังกล่าว
โดยที่ปัจจุบันได้มีการเทียบตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าอธิบดีขึ้น ทำให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับตำแหน่งของพนักงานอัยการ โดยเฉพาะตำแหน่งอัยการจังหวัด ผมตระหนักถึงข้อกังวลดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงได้เร่งรัดนโยบายให้ออกระเบียบเกี่ยวกับการเทียบตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการภายในสำนักงานอัยการสูงสุดที่เทียบเท่าอธิบดี ซึ่งขณะนี้สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายพัฒนากฎหมาย ได้มีการยกร่างระเบียบฯเป็นที่เรียบร้อยและจะนำเข้าสู่วาระที่ประชุม ก.อ. ในเดือนกรกฎาคมต่อไป
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการอัยการชุดนี้ เห็นพ้องด้วยกับเรื่องประกาศคณะกรรมการอัยการ เรื่อง การแบ่งหน่วยงาน และกำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุดในครั้งนี้อย่างยิ่ง
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปรับปรุง พัฒนาองค์กรสำนักงานอัยการสูงสุดให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแบ่งหน่วยงาน และการกำหนดอำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจขององค์กรอัยการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมายว่าด้วยองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ล้วนเป็นสิ่งที่พึงปฏิรูป บูรณาการให้สอดคล้องกับกาลสมัยทั้งสิ้น
โดยเฉพาะเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมในทางอาญา การรักษาประโยชน์ของรัฐ และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม ตามหลักการโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 เพื่อให้องค์กรอัยการแห่งนี้ ซึ่งเป็นเสมือน “ต้นธารแห่งความยุติธรรม” เป็นที่เชื่อถือ ศรัทธา ของประชาชนตลอดไป
ไพรัช วรปาณิ
กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ

