หน้าแรก เด่นวันนี้ 2475ในกระแสปฏ...

2475ในกระแสปฏิวัติโลก! : โดย สุรชาติ บำรุงสุข

25.06.20 | 13:33 น.

คําอธิบายหลักของการปฏิวัติสยามในปี 2475 นั้น มุ่งอยู่กับเรื่องของการเมืองภายในเป็นด้านหลัก ซึ่งก็เป็นเพราะสถานะและเงื่อนไขการเมืองภายในของประเทศเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในทุกยุคทุกสมัย หรือที่กล่าวเป็นเชิงทฤษฎีได้ว่า ปัจจัยภายในคือสาเหตุพื้นฐานของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของทุกประเทศ

แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่ไม่ควรละเลยก็คือ รัฐทุกรัฐมีทั้งบริบทภายนอกและภายในคู่ขนานกันตลอดเวลา และเป็นสภาวะคู่ขนานที่แยกออกจากกันไม่ได้ เงื่อนไขเช่นนี้ทำให้การพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่งนั้น อาจจะต้องทำความเข้าใจกับ สภาวะคู่ขนานŽ ดังที่กล่าวแล้ว เพราะปัจจัยภายนอกเป็นประเด็นสำคัญอีกส่วนที่เป็นแรงขับเคลื่อนของการเปลี่ยนแปลงนั้นเสมอ

ฉะนั้น หากย้อนอดีตกลับไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามใน พ.ศ.2475 หรือ ค.ศ.1932 นั้น จะเห็นได้ว่าโลกที่ล้อมรอบสยามกำลังอยู่ในกระแสความเปลี่ยนแปลง จนต้องเรียกในอีกมุมว่า โลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสของ การปฏิวัติŽ ใหญ่ และกระแสนี้ล้วนแต่มีนัยถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รออยู่เบื้องหน้า บางทีอาจจะต้องเรียกว่า ช่วงเวลาดังกล่าวเป็น ยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงŽ อีกชุดหนึ่งของโลก และโลกชุดนี้เริ่มหลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว โดยเริ่มจากปี 1919 และจบลงด้วยการกำเนิดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1939 ซึ่งในด้านหนึ่งอาจจะเรียกช่วงเวลานี้ได้ว่าเป็น 20 ปีแห่งความผันผวนŽ ของการเมืองโลก และการปฏิวัติสยามก็อยู่ในช่วงเวลาที่ผันผวนเช่นนี้ด้วย

ดังนั้น บทความนี้จะลองทบทวนอย่างสังเขปถึงสภาวะ โลกล้อมรัฐŽ ที่มีนัยถึงสภาวะแวดล้อมภายนอกของสยามในบริบทการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 1932 (บทความนี้จะขอใช้ปี ค.ศ. ในการเปรียบเทียบ)

กระแสปฏิวัติจีน
หากเราทดลองเอาการปฏิวัติสยามในปี 1932 เป็นตัวตั้ง และถอยเวลากลับสู่อดีตแล้ว การเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการเมืองที่น่าจะมีผลกระทบต่อสยามทั้งในบริบทของทรรศนะทางการเมือง และจิตวิทยาทางการเมืองของชนชั้นนำสยามแล้ว ไม่มีอะไรจะ น่ากลัวและน่ากังวลŽ มากเท่ากับ การปฏิวัติซินไห่Ž ของ ดร.ซุนยัตเซ็น (The Xinhai Revolution) หรืออาจเรียกว่า การปฏิวัติ 1911Ž (The 1911 Revolution) ที่เกิดขึ้นในปีดังกล่าว

Advertisement

ต่อมาในปี 1912 การปกครองแบบระบอบกษัตริย์แห่งราชวงศ์ชิงในจีนได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ (20 ปีก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม) และขณะเดียวกันก็เป็นจุดกำเนิดของสาธารณรัฐจีน (Republic of China) และในอีกด้านก็คือ การจบลงของจักรวรรดิจีน (The Imperial China) ที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนาน มากกว่า 2,000 ปีในประวัติศาสตร์ … ไม่น่าเชื่อเลยว่า จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ในโลกของเอเชียไม่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวได้ ไม่ว่าจะมองมุมภายนอกหรือภายใน หลายกลุ่มการเมืองในสังคมจีนที่เปิดการเคลื่อนไหว ล้วนมีวัตถุประสงค์เดียวกันที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และกลุ่มเหล่านี้ความเห็นตรงกันว่า ระบอบการปกครองแบบเก่าล้าหลัง และไม่พร้อมที่จะพาประเทศจีนเดินไปสู่อนาคตข้างหน้าได้ จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องยุติการปกครองในระบอบเก่าที่รวมศูนย์อำนาจไว้กับฮ่องเต้ในพระราชวังต้องห้าม

แม้จีนจะไม่ถูกเจ้าอาณานิคมยึดครองเช่นที่หลายราชสำนักในเอเชียต้องเผชิญ แต่การพ่ายแพ้สงครามฝิ่นครั้งแรกในปี 1842 คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า จีนอ่อนแอและล้าหลังเกินกว่าที่รับมือกับการคุกคามของมหาอำนาจตะวันตก และการแพ้สงครามฝิ่นครั้งที่สองในปี 1860 ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการตอกย้ำสถานะแห่งความอ่อนแอของจีนอีกครั้ง แต่การเผชิญกับปัจจัยภายนอกของจักรวรรดิจีน แม้จะไม่ได้จบลงด้วยการตกเป็นอาณานิคม แต่ผลดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในจีนเอง

ราชวงศ์ที่ปกครองจีนไม่ได้ล้มด้วยอำนาจของเจ้าอาณานิคม เช่นในกรณีของพม่า หรือเวียดนาม แต่กลับยุติลงด้วยการต่อสู้ของขบวนการเมืองภายในที่ต่อต้านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ฉากสุดท้ายปิดลงด้วยการลุกขึ้นสู้ด้วยกำลังอาวุธที่อู่ชาง (The Wuchang Uprising) และตามมาด้วยการสิ้นสุดของราชวงศ์ใหญ่ของเอเชียในปี 1912

ในอีกด้านของการเมืองเอเชีย ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในพื้นที่การปกครองรอบสยามนั้น ถูกโค่นล้มลงโดยเจ้าอาณานิคมไปก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเวียดนาม พม่า ลาว และกัมพูชา ดังนั้นจึงไม่มีประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัฐอาณานิคมแต่อย่างใด เพราะอำนาจรัฐถูกควบคุมโดยรัฐมหาอำนาจตะวันตกที่เป็นเจ้าอาณานิคม (ข้อถกเถียงเรื่องรูปแบบของระบอบการปกครองในประเทศเหล่านี้ จึงเป็นประเด็นในยุคหลังได้เอกราชแล้ว)

แน่นอนว่าราชสำนักที่กรุงเทพฯเฝ้าดู การปฏิวัติจีนŽ ด้วยความกังวล แม้โลกาภิวัตน์ที่เป็นการเชื่อมต่อของโลกในแบบสมัยใหม่จะยังไม่เกิดในยุคสมัยนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระแสการปฏิวัติจีนได้เดินทางมาถึงสยาม ดังจะเห็นได้ว่า ดร.ซุนยัตเซ็นเองได้เคยเดินทางเข้ามาพบพี่น้องชาวจีนในสยามถึง 4 ครั้ง เพื่อแสวงหาความสนับสนุนให้แก่การปฏิวัติของเขา หรือหนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์ที่ออกเผยแพร่ในสยามก็มีเรื่องของการปฏิวัติจีนเป็นประเด็นสำคัญในการนำเสนอ

ดังนั้น ความสําเร็จในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงกลายเป็นหัวข้อข่าวสารที่สำคัญที่ผู้สนใจการเมืองในสยามติดตามด้วยความสนใจ และยิ่งเป็นกลุ่มที่มีความตื่นตัวทางการเมืองแล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความสําเร็จในจีนก็ถูกเฝ้ามองด้วยความสนใจจากผู้คนส่วนนี้ และพวกเขาเองก็มีความหวังว่า จะสร้างปรากฏการณ์อย่างเดียวกันในสยามให้ได้

น่าสนใจอย่างมากว่า แกนนำทางความคิดเป็น กลุ่มทหารหนุ่มŽ ที่ส่วนใหญ่เป็นนายทหารระดับร้อยตรีและร้อยโทเท่านั้นเอง และมีนายทหารยศร้อยเอกเป็นหัวหน้า แต่แล้วการเคลื่อนไหวนี้จบลงด้วยการถูกจับกุมในต้นปี 1912 การปฏิวัติในสยามครั้งแรกปิดฉากลงอย่างรวดเร็ว … นักปฏิวัติจีนประสบความสำเร็จในการลุกขึ้นสู้ในปี 1911 และนำไปสู่การ
สิ้นสุดของระบอบเก่าในปี 1912 แต่ชีวิตของนักปฏิวัติสยามจบลงด้วยมหันตโทษในเรือนจำในปีเดียวกัน (นับเหตุการณ์ในสยามตามปีสากล)

มองจีน เห็นสยาม
ดังนั้น หากเรากำหนดเส้นเวลาที่ปี 1932 และถอยกลับไปไกลแล้ว จะพบว่า 90 ปีก่อนการปฏิวัติสยามนั้น จักรวรรดิจีนที่เป็นดังรัฐมหาอำนาจใหญ่แห่งเอเชียแพ้สงครามให้กับกองทัพของมหาอำนาจตะวันตกในปี 1842 การพ่ายแพ้ครั้งนี้อาจไม่เกี่ยวโยงโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงในปี 1932 แต่ก็เป็นจุดที่ยืนยันให้แก่ผู้ที่เฝ้ามองอนาคตด้วยข้อสรุปที่ชัดเจนว่า ระบอบการปกครองแบบเก่าไม่อาจรับมือกับการคุกคามของรัฐมหาอำนาจตะวันตกได้

สภาวะเช่นนี้ทำให้ นักปฏิรูปสยามชุดแรกŽ ที่ประกอบด้วย 4 เชื้อพระวงศ์ และ 7 ข้าราชการประจำสถานทูตสยามในยุโรป ได้ทำข้อเสนอถึงรัชกาลที่ 5 เพื่อให้เกิดการปฏิรูประบบการเมืองของสยามในปี 1885 (47 ปีก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง) อันเป็นจุดเริ่มต้นของความต้องการที่ชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพื่อให้ประเทศมีความทันสมัยมากพอที่จะเผชิญกับภัยคุกคามที่มาจากรัฐมหาอำนาจภายนอกได้ แต่ข้อเสนอนี้ก็มิได้มีนัยถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองแต่อย่างใด เพราะเป็นข้อเสนอแบบปฏิรูปที่มาจาก ชนชั้นบนŽ ไม่ใช่เป็นแรงกดดันทางสังคมที่เป็นกระแสจาก ข้างล่างŽ ในแบบของการปฏิวัติ

ในสมัยรัชกาลที่ 6 กระแสความคิดเรื่อง การเปลี่ยนแปลงการปกครองŽ เริ่มปรากฏตัวขึ้นจริง ดังที่กล่าวแล้วว่า ในต้นปี 1912 การจับกุมคณะนายทหารใน เหตุการณ์ รศ.130Ž คือคำยืนยันถึงความต้องการจาก ข้างล่างŽ ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสยาม แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดครั้งนี้ต่างจากข้อเสนอของ คณะปฏิรูป 1885Ž อย่างสิ้นเชิง เพราะ คณะทหารหนุ่มŽ ไม่ได้คิดในแบบนักปฏิรูป แต่มองว่า ถึงเวลาที่สยามต้องเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังแล้ว และอาจจะต้องถือว่าคณะนายทหารชุดนี้เป็น นักปฏิวัติสยามชุดแรกŽ

ดังนั้น หากพิจารณาข้อเรียกร้องทางการเมืองที่เกิดในปี 1912 (20 ปีก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง) แล้ว สัญญาณที่ชัดเจนในอีกด้านคือ นับจากนี้ไปราชสำนักที่กรุงเทพฯจะเผชิญหน้ากับความท้าทายที่มากขึ้นจากการเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากกลุ่มต่างๆ และการเรียกร้องเช่นนี้จะไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป แม้การต่อสู้เรียกร้องเช่นนี้ในสยามจะไม่ซับซ้อน
มากเท่ากับกรณีของจีน แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า ราชสำนักที่กรุงเทพฯในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มเผชิญหน้ากับ กระแสใหม่Ž ของยุคนั้นมาแล้ว … กระแสข้างบนจาก คณะปฏิรูป 1885Ž และกระแสข้างล่างจาก คณะทหารหนุ่ม 1912Ž (คณะนายทหาร รศ.130)

แม้กระแสทั้งสองจะไม่สามารถนำพาการเมืองสยามไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเช่นที่ต้องการได้ และด้านหนึ่งสงครามโลกครั้งที่ 1 อาจจะเข้ามาเป็นตัวขั้นเวลา และในอีกด้านชัยชนะของสยามในสงครามโลกครั้งที่ 1 เอื้อให้อำนาจของราชสำนักมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว สยามได้กลายเป็น สมาชิกผู้ก่อตั้งŽ สันนิบาตชาติที่กำเนิดขึ้นในปี 1919 ซึ่งเท่ากับการส่งเสริมสถานะของรัฐบาลกรุงเทพฯในเวทีระหว่างประเทศอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเป็นครั้งแรกที่สยามนั่งในองค์กรระหว่างประเทศด้วยสถานะใหม่ที่เท่าเทียมกับเจ้าอาณานิคม และชัยชนะครั้งนี้ช่วยส่งเสริมและดำรงสถานะของของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไว้ต่อไปได้

หลังจากความล้มเหลวของคณะทหารครั้งนั้นแล้ว ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงไม่ปรากฏให้เห็นอีกในที่สาธารณะ แต่ในขณะเดียวกัน ความกังวลของราชสำนักกรุงเทพฯต่อความเปลี่ยนแปลงใน ตัวแบบจีนŽ ไม่เคยหมดไป ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากความผันแปรของการเมืองโลก และอีกส่วนเป็นผลจากสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ว่า การเมืองไทยในยุคหลังสงครามโลกจะผันแปรไปดังเช่นที่ความยุ่งยากของการเมืองโลกกำลังก่อตัวขึ้นในยุโรปขณะนั้นหรือไม่

ในเวทีโลกนั้น หลังการก่อตัวของสันนิบาตชาติในปี 1919 แล้ว ก็เห็นถึงการที่มุสโสลินีประกาศจัดตั้งพรรคฟาสซิสต์ในอิตาลี และในปีต่อมา ก็เห็นถึงฮิตเลอร์เปิดการเคลื่อนไหวในเยอรมนี และหนึ่งในหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของการเมืองโลกคือ เหตุการณ์ เดินขบวนสู่โรมŽ (March on Rome) ของมุสโสลินีในปี 1922 อันเป็นดังจุดเริ่มต้นของการขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลฟาสซิสต์ในอิตาลี (10 ปีก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง)

ปี 1922 ยังมีเหตุการณ์สำคัญอีกสองประเด็นคือ หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบราชวงศ์เพราะการแพ้สงครามโลกแล้ว มุสตาฟา เคมาล ได้ประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐขึ้นในตุรกี เช่นเดียวกับหลังการสิ้นสุดของระบอบการปกครองของพระเจ้าซาร์ในรัสเซีย เลนินได้ประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐสหภาพสังคมนิยมโซเวียต (USSR) อันเท่ากับเป็นสัญญาณว่า นับจากนี้ราชสำนักสยามอาจจะต้องปัญหาที่ต้องกังวลอีกประการคือ การมาของ อุดมการณ์สังคมนิยมŽ ที่ก่อตัวขึ้นในเวทีโลกอันเป็นผลจากการปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 ซึ่งในมุมมองของฝ่ายรัฐสยามนับจากนี้แล้ว ความคิดในเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น จึงอาจถูกนำมาเชื่อมโยงกับลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ไม่ยากนัก

สยามในโลกที่ผันผวน!
ฉะนั้นหากพิจารณาจากมุมมองภายนอกแล้ว ในเวลา 20 ปีก่อนการปฏิวัติสยาม ได้เห็นถึงความสําเร็จของ ดร.ซุนยัตเซ็น ในการจัดตั้งสาธารณรัฐจีนที่ปักกิ่ง … 10 ปีก่อนสยามเปลี่ยน เห็นถึงความสําเร็จของเลนิน
ในการจัดตั้งสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตที่มอสโก และบทบาทของลัทธิคอมมิวนิสต์ในเวทีโลก

ในขณะที่การขับเคลื่อนของกระแสความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเวทีโลกก่อตัวเป็นคลื่นลูกใหญ่ และส่งผลต่อการเมืองภายในของสยามแล้ว คลื่นอีกลูกก็เข้ามากระแทก รัฐนาวาสยามŽ อย่างรุนแรง เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Recession) ในช่วงปี 1929/1930 … สองปีก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองในสยาม เศรษฐกิจโลกลากเศรษฐกิจสยามลงเหวไปด้วย

ฉะนั้นสภาวะของ คลื่นสองลูกใหญ่Ž ทั้งเศรษฐกิจและการเมืองของกระแสโลก ที่ถาโถมซัด รัฐนาวาลำเก่าŽ ของสยามเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า เรือลำเก่าŽ น่าจะไปไม่ไหว และการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสยามน่าจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว

หนึ่งปีก่อนการปฏิวัติสยาม ญี่ปุ่นที่ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่ของเอเชียก็ตัดสินใจบุกแมนจูเรียในปี 1931 สงครามครั้งนี้เป็นโจทย์ของความผันผวนในเอเชียที่ส่งผลกระทบกับภูมิภาคนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และด้วยเงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว สงครามของญี่ปุ่นย่อมกระทบกับอนาคตสยามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

แน่นอนว่าราชสำนักที่กรุงเทพฯกำลังมีความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นหลายเรื่องอย่างปฏิเสธไม่ได้ โลกที่ล้อมรัฐสยามไม่เพียงแต่ผันผวนเท่านั้น หากแต่ยังท้าทายต่อสยามอย่างมากด้วย ในขณะที่การเมืองภายในของสยามเองก็ผันผวนเช่นกัน และมีข่าวเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครองมีอยู่ตลอดในช่วงเวลานั้น

แล้วในท่ามกลางความผันผวนดังกล่าว สามัญชน กลุ่มหนึ่งในนามของ คณะราษฎรŽ ก็ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 1932 … ทอดเวลาห่างจากความล้มเหลวของ คณะทหารหนุ่มŽ เป็นเวลา 20 ปี ห่างจากการเปลี่ยนแผ่นดินในจีน 20 ปี ห่างจากการจัดตั้งระบอบฟาสซิสต์ในอิตาลี 10 ปี ห่างจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก 2 ปี และห่างจากการเปิดสงครามของญี่ปุ่นในเอเชียเพียง 1 ปี แต่ก็ก่อนการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ในเยอรมนี 1 ปี และความผันผวนเช่นนี้จะขยายตัวจนเป็นวิกฤตใหญ่ในเวลาต่อมาด้วยกำเนิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1939 ในยุโรป และปี 1941 ในเอเชีย

ดังนั้น เมื่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นจริงในสยาม เราจึงอาจกล่าวในมุมของวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ว่า กระแสปฏิวัติสยามคือกระแสปฏิวัติโลกŽ นั่นเอง เพราะหากพิจารณาจากปัจจัยภายนอกดังที่กล่าวในข้างต้น การเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน … ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง!

สุรชาติ บำรุงสุข