หมายเหตุ – นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ หัวข้อ “ชวนคุยชวนคิด ปรับวิถีธุรกิจท้องถิ่นในโลกใหม่อย่างยั่งยืน” ที่ศูนย์เรียนรู้ ธปท. เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม
หากประเมินตั้งแต่ไทยเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะเห็นได้ว่าปัญหาดังกล่าวจะกระทบกับภาคการเงินหลักๆ โดยในช่วงแรกเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม ในช่วงนั้นคนไทยยังไม่รู้จักไวรัสโควิด-19 และในช่วงดังกล่าวประชาชนมีความตระหนกค่อนข้างมากเพราะไม่มั่นใจว่าสถานการณ์จะรุนแรงขนาดไหน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงแรก คือการเกิดขึ้นของตลาดการเงินหลายแห่ง หลายด้านที่ถูกกระทบเพราะประชาชนส่วนใหญ่อยากถือเงินสดเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งยังกระทบต่อราคาหุ้นที่ร่วงอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับตราสารหนี้ และกระทบกับกองทุนรวมที่มีประชาชนที่ตกใจแล้วแห่ไปถอนกองทุนรวม
ดังนั้น ในช่วงแรกเรื่องการรักษาเสถียรภาพทางการเงินจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่ ธปท.ให้การดูแล เพื่อให้ตลาดการเงินทำงานได้ปกติและไม่ส่งผลกระทบซ้ำเติมกับภาพรวมเศรษฐกิจ
ช่วงที่สอง หรือในช่วงของการควบคุมการระบาดไม่ให้การระบาดเกิดขึ้นรุนแรง โดยก่อนหน้านี้มีนักวิเคราะห์หลายคนที่ออกมาวิเคราะห์ว่าไทยไม่มีการควบคุมอาจส่งผลให้มีการระบาดเพิ่มเป็น 2 แสนราย และจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ ในช่วงนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการควบคุมการระบาด อาทิ มาตรการหยุดเชื้อเพื่อชาติ หรือการล็อกดาวน์ และหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
มาตรการควบคุมดังกล่าวส่งผลกระทบรุนแรงทำให้เกิดการว่างงาน หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง รวมถึงหลายธุรกิจต้องหยุดชะงักลง ซึ่งไม่ใช่เพียงประเทศไทยเท่านั้น ทั่วโลกล้วนแต่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
ในช่วงที่สองนี้จึงเน้นในเรื่องของมาตรการเยียวยา โดยรัฐบาลเองได้ออกมาตรการที่จะเข้าไปช่วยเติมรายได้ให้กับภาคประชาชน ในส่วนของ ธปท.ได้หารือกับสถาบันการเงินเรื่องการพักชำระหนี้ให้กับประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย ในช่วงนั้นไม่มีเวลาที่จะมานั่งทำมาตรการแยกประเภทลูกค้าแต่ละรายหรือแต่ละกลุ่ม การแพร่ระบาดนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรง จึงต้องให้ความสำคัญกับการทำมาตรการที่เป็นมาตรการทั่วไป
เมื่อเริ่มควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศได้ ไทยก็เริ่มเข้าสู่ช่วงที่สาม เป็นช่วงที่ต้องมีการฟื้นฟูเร่งปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยให้สอดคล้องกับโลกใหม่หลังโควิด-19
ในช่วงนี้ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับมาตรการที่ตรงเฉพาะกลุ่ม เพราะแต่ละกลุ่ม แต่ละอุตสาหกรรมก็ได้รับผลกระทบที่ต่างกัน ถึงแม้ว่าในอุตสาหกรรมเดียวกันแต่บางรายก็จะได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันไป ดังนั้น จึงต้องให้ความสำคัญเรื่องการเงิน คือต้องเร่งในเรื่องของการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้ตรงกับความสามารถในการชำระหนี้ของทั้งลูกหนี้รายย่อย และผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มด้วย
จะเห็นได้ว่าในช่วงที่สามนี้ ธปท.ได้ทำงานร่วมกับสถาบันทางการเงินก็จะให้น้ำหนักในการดูแลกลุ่มผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเร่งให้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เป็นมาตรการเฉพาะกลุ่มมากกว่ามาตรการที่ประกาศเป็นการทั่วไป เพราะเมื่อประกาศเป็นการทั่วไปสำหรับทุกคนก็เหมือนลักษณะการเหวี่ยงแห ไม่ได้มีการลงไปที่กลุ่มไหนอย่างจริงจัง
ปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนหรือผู้ประกอบการมีประเด็นในเรื่องของรายได้และภาระหนี้ ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงภาระหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้ให้ตรงกับความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนและผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ จากข้อมูลที่มีจะเห็นได้ว่ามีจำนวนประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขและภาระเดิม แต่เมื่อมีการประกาศเป็นการทั่วไปก็อาจถือโอกาสไม่ชำระหนี้ ก็อาจจะสร้างผลข้างเคียงมาที่ระบบสถาบันการเงินได้
อย่าลืมว่าสถาบันทางการเงินหากเลื่อนกำหนดการชำระหนี้ หรือเลื่อนกำหนดการชำระดอกเบี้ย สถาบันการเงินจะต้องเป็นผู้จ่ายในส่วนนั้นอยู่ตลอด และจะส่งผลให้สถาบันการเงินมีเงินที่จะไปช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบน้อยลง จึงต้องการเร่งให้สถาบันการเงินเข้าไปช่วยเฉพาะกลุ่มมากขึ้น
สำหรับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน ในส่วนของ ธปท.ตาม พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หรือ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน จะมีวัตถุประสงค์อยู่ 2 เรื่อง ได้แก่ การเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบในช่วงแรก และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดลดลง อาทิ ธุรกิจโรงแรม ที่ได้รับผลกระทบจากรายได้ที่หายไป ขาดสภาพคล่อง แต่เมื่อจะเริ่มเปิดกิจการอีกครั้งก็อาจจะต้องมีการปรับมาตรฐานและลงทุนเพิ่ม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวใหม่อีกครั้ง ดังนั้น ซอฟต์โลนก็จะเข้ามาช่วยเยียวยาและฟื้นฟู เป็นต้น
ในส่วนของ พ.ร.ก.ดังกล่าวนี้สามารถต่ออายุในอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 6 เดือน โดยเจตนาของ ธปท.จะเสนอให้ขยายเวลาไปจากเดิมที่จะหมดอายุในสิ้นปี 2563 เป็นถึงสิ้นปี 2564 ก็จะช่วยให้ซอฟต์โลนที่มีวงเงินเหลืออยู่ช่วยในเรื่องของการฟื้นฟู เพื่อให้เป็นสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำ ที่จะให้ภาคธุรกิจได้รับประโยชน์เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมา
ส่วนการปรับเงื่อนไขเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่ายกว่าเดิมนั้น เบื้องต้นมีการหารือกับ บสย.(บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) แล้ว อาจจะเข้ามาช่วยในเรื่องการทำประกันสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น เพราะตามข้อกำหนดของ พ.ร.ก.ระบุไว้ว่าความเสียหายจะอยู่ในช่วง 2 ปีแรก ในภาวะที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงอยู่ สถาบันทางการเงินและผู้ประกอบการเห็นว่าถ้ามีการค้ำประกันสินเชื่อที่มีระยะยาวมากขึ้นก็จะเป็นประโยชน์
เรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งในแนวทางที่กำลังพิจารณา ขณะนี้ ทาง บสย.อยู่ระหว่างการจัดทำโครงการดังกล่าวอยู่ ส่วนเรื่องของการปรับเงื่อนไขจะช่วยให้ผู้ประกอบการที่หลากหลายกลุ่มมากขึ้น
จากการติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ จะเริ่มเห็นหลายกิจกรรมในประเทศกลับมาดำเนินธุรกิจมากขึ้น อาทิ ภาคธุรกิจบริการ สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร เริ่มมีคนไปใช้บริการมากขึ้น แต่ในเมืองที่ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติก็อาจจะได้รับผลกระทบที่แรงกว่าจังหวัดอื่นๆ จึงอาจส่งผลให้มีบางกิจการต้องหยุดลงบ้าง
แต่การที่จะไปให้ถึงเป้าหมายมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในไทย 40 ล้านคน มองว่ายังเป็นเรื่องที่ยากที่จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางกลับมา รวมถึงคนในประเทศเองก็ยังไม่อยากเห็นการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะกังวลว่าอาจจะเกิดการแพร่ระบาดในรอบที่ 2 ได้
ดังนั้น จึงทำให้จังหวัดที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น เชียงใหม่ และภูเก็ต เป็นต้น จึงได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เรื่องนี้ถือเป็นโจทย์ที่สำคัญว่าภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดูแลเรื่องนี้อย่างไร เพื่อให้แรงงานที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ได้รับการช่วยเหลือ
โจทย์หลักที่ต้องทำคือการเคลื่อนย้ายทรัพยากรที่มีกำลังการผลิตส่วนเกินสูง ให้ย้ายไปสู่ชีวิตวิถีใหม่หลังโควิด-19 สอดคล้องกับการทำธุรกิจรูปแบบใหม่หลังโควิด-19 เพื่อไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นในระยะยาว และใช้โอกาสที่ไทยควบคุมการระบาดได้เร็วกว่าหลายประเทศเป็นการสร้างจุดแข็งและข้อเด่น ซึ่งจะส่งผลให้เมื่อการแพร่ระบาดทั่วโลกมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น ไทยก็จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าประเทศอื่น
ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ หรืออาจต้องใช้เวลาถึง 2 ปี กว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเทียบเท่ากับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์
โควิด-19 โดยมองว่าเศรษฐกิจจะไม่ได้ฟื้นตัวเป็นรูปตัว “ยู” แต่จะฟื้นตัวเป็น “เครื่องหมายถูกหางยาว” เนื่องจากจากการสำรวจภาพรวมในหลายประเทศจะเห็นได้ว่ากว่า 100 ประเทศ ต้องการความช่วยเหลือผ่านทางกองทุนสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปในทิศทางใหม่ แต่ประเทศไทย สถาบันการเงินยังคงมีความแข็งแกร่งและเงินทุนสำรองอยู่ในระดับสูงทำให้ปัญหาในครั้งนี้ไทยไม่ต้องกู้ยืมเงินจาก
ไอเอ็มเอฟ
ขณะที่เรื่องการออมถือเป็นการบริหารความเสี่ยงที่เป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งเรื่องการวางแผนทางการเงิน เพื่อรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยจะเห็นได้ว่าจากปัญหาของโควิด-19 มีผลกระทบต่อหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น ประชาชนควรให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวด้วย
ส่วนเรื่องของค่าเงินบาทที่มีความผันผวนในช่วงนี้นั้น ส่วนหนึ่งหลังจากโควิด-19 คลี่คลายลงตลาดเงินจะมีความผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดเงินและตลาดทุนที่เกี่ยวเนื่องกับต่างประเทศ เพราะว่ามีสภาพคล่องส่วนเกินเยอะมากในโลก จากการที่ธนาคารของหลายประเทศอุตสาหกรรมหลักๆ ได้มีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้ามาเพื่อช่วยแก้ปัญหาโควิด-19 นอกจากนี้ จากการแพร่ระบาดในหลายประเทศก็ยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าในสภาวะเศรษฐกิจจริงที่ยังได้รับผลกระทบอยู่ค่อนข้างมาก จึงทำให้เกิดการผันผวนได้เมื่อมีข้อมูลใหม่ๆ ออกมา อีกเหตุผลหลักที่ทำให้เกิดการผันผวนคือปัจจัยในประเทศและปัจจัยจากต่างประเทศ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของ ธปท. จึงทำให้มีผลต่อค่าเงินค่อนข้างมาก
ช่วงที่ผ่านมาอาจมีกระแสเรื่องเงินไหลออกแต่ไม่มากจนเกิดผลกระทบ จึงอยากให้มีการกระจายความเสี่ยง รวมทั้งความไม่นอนของเศรษฐกิจไทยที่มาจากผลกระทบภาคการท่องเที่ยว และเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศที่อาจสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน จึงกระทบทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค
ฉะนั้น ผู้ประกอบการที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการส่งออกต้องคำนึงถึงผลกระทบแบบต่อเนื่อง และใช้ช่วงเวลานี้ในการกำหนดรายได้ที่จะได้จากการส่งออกไว้ล่วงหน้า เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าทิศทางของค่าเงินจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

