‘อ้ายจรัล’อยู่หนใด?
วันที่ 3 กันยายน นับได้ 6,935 วัน (หรือ 19 ปี) ตั้งแต่ 3 กันยายน 2544 ที่จรัล มโนเพ็ชร จากไป
การจากไปของจรัลเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการต่างๆ เพราะไม่มีใครรู้และคาดคิด แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยไปหาหมอ เพราะไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ อนึ่ง เมื่อเรามองย้อนกลับไปศึกษา 24 ปีที่จรัลทำงาน เราจึงได้รู้ว่าแม้จรัลจะมีวัยเพียง 50 ปี วัยที่ไม่ควรมีใครจากลาไป วัยของคนกำลังทำงาน สร้างผลงาน แต่ผลงานของจรัลที่พัฒนาขึ้นไปลำดับ ทำให้หลายคนเรียกเขาว่า “อ้ายจรัล” อย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ เพราะคำว่า “อ้าย” ในภาษาล้านนา เป็นคำเรียกด้วยความเคารพ-คารวะ ไม่ใช่ด้วยวัย ที่แบบแผนเก่ากำหนดให้
ในทางกายภาพ อ้ายจรัลกลายเป็นคน 2 แผ่นดิน คือ เชียงใหม่-ลำพูน อ้ายเกิดและเติบโตที่เชียงใหม่ และไปทำงานหนักในช่วงอายุ 40-50 ปีที่ลำพูน โชคชะตาเหมือนจะทำให้เป็นเช่นนั้น ที่ดินที่เตรียมสร้างบ้านไม่ไกลนักจากศาลากลางจังหวัดแห่งใหม่ถูกทางการสร้างถนนวงแหวนรอบ 2 ผ่ากลาง จึงเหลือที่ดินอีกผืนเดียว คือที่ลำพูน
แต่มองให้ลึกลงไป เชียงใหม่ในห้วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาเริ่มตั้งแต่เพลงชุดแรกของอ้ายจรัล (2520) ได้กลายเป็นกรุงเทพฯที่ 2 อย่างรวดเร็ว ขณะที่กรุงเทพฯเป็นเอกนครระดับชาติ – เมืองที่ใหญ่โตเป็นศูนย์กลางความเจริญทุกๆ ด้านของประเทศ แตกต่างจากเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วประเทศถึง 40 เท่า (8-14 ล้าน ต่อ 1-2 แสนคน) เชียงใหม่ก็ได้กลายเป็นเอกนครระดับภาค (Regional primate city) ความเจริญทุกอย่างกระจุกตัวในเมืองเชียงใหม่ สถาบันอุดมศึกษา 10 กว่าแห่งอยู่ที่นั่น ฝาง จอมทอง แม่แจ่ม ฯลฯ ช่างไกลแสน 55 ปีผ่านไป เพลง “อำเภออมก๋อย” ที่แต่งในราวปี 2508 ก็ยังไม่ล้าสมัย ปัญหากลับเพิ่มมากขึ้นหลายเท่า
ในปี 2520 ที่เพลงกำเมืองของอ้ายจรัลโด่งดังทั่วประเทศ สถาบันอุดมศึกษาในล้านนายังคงอยู่ในกรอบของรัฐราชการจากส่วนกลาง อ้ายจรัลจบบัญชีจากวิทยาลัยสายอาชีวะ (ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากหน่วยราชการอื่นใดเลย) แต่จากการได้ศึกษาที่มหาวิทยาลัยชีวิตที่พ่อแม่สั่งสอนและเจ้าตัวใฝ่รู้ใฝ่เรียนเพิ่มเติม จรัลในวัย 25 ปี (2519) แต่งเพลงคำเมืองได้มากพอ และร้องเพลงเหล่านั้น ซึ่งสะท้อนความเป็นจริงว่าด้วยชีวิตของคนท้องถิ่น ที่สถาบันการศึกษาไหนของประเทศนี้ในขณะนั้นก็ไม่เคยใส่ใจ
ในช่วง 24 ปีที่อ้ายทำงาน อ้ายเริ่มจากขับขานเพลงคำเมือง คือการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ป่าวร้องให้ผู้คนรับรู้เรื่องราวของคนเสียเปรียบ, พี่น้องชาติพันธุ์, แม่น้ำ-ป่าเขาที่เสื่อมโทรมลง, อาหารและเครื่องดนตรีที่สูญหายไป, ศิลปินที่ควรได้รับการเชิดชูดูแล, ศักดิ์ศรีของคนเมือง,ประวัติศาสตร์-การต่อสู้ดิ้นรน, และความภาคภูมิใจในแผ่นดินเกิด ฯลฯ
ที่น่าสนใจคือ อัลบั้มชุด “ศิลปินป่า” ออกในปี 2537 ที่ควรจะมีเพลง “ซึงสุดท้าย” รวมอยู่ด้วย รวมทั้งเพลงอื่นๆ ที่มีความรู้สึกคล้ายๆ กัน “คนเปิ้นก้ายดอกไม้เมืองของเฮา” (ดอกไม้เมือง) “ของกิ๋นบ้านเฮา เปิ้นบะเอาแล้วนาย เป๋นของปื๊นเมือง เป๋นเรื่องเสียดาย” (ของกิ๋นคนเมืองภาค 2) และมาถึงเพลงสุดท้าย “ซึงเอ๋ยเจ้าจำต้องลาล้านนาไปแล้วสิหนอ ไม่มีคนเมือง ไม่มีค่าวซอ เสียงซึงจึงเสื่อมมนต์… หรือสูญเสียคนจะฟังแล้วหรือซึงเจ้าเอ๋ย…” (ซึงสุดท้าย)
ถูกต้องแล้ว อ้ายจรัลมีความรักซึ่งปรากฏในแทบทุกเพลง ความรักต่อศิลปวัฒนธรรมล้านนา ต่อคนเมือง ผู้คน อาหาร สิ่งแวดล้อม และต่อแผ่นดิน ทุกๆ อัลบั้มและทุกการขับขานในเวทีต่างๆ อ้ายจรัลมีความรักที่จะแสดง และมีความหวังที่ไม่ได้เอ่ย นั่นคือ ที่ทำงานมาตลอดและเหน็ดเหนื่อยมากนี้ ก็เพราะมีความหวัง อยากจะเห็นสิ่งที่ดีงามเหล่านั้นเกิดขึ้น จนมาเป็นอัลบั้มสุดท้ายในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่อ้ายเปล่งออกมา คือ “ความหวัง ความฝันของวันนี้” (2541)
อ้ายจรัลเป็นนักปฏิวัติสังคมแบบละมุน (Soft revolutionary) อ้ายเรียนหนังสือเก่งมาก แต่เรียนบัญชี ไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัย แต่ด้วยสมองที่ใฝ่เรียนรู้ไม่เคยหยุดนิ่ง การได้คลุกคลีกับปัญญาชนนักคิดในช่วงปี 2516-25219 ในปี 2551 อ้ายจรัลได้ให้สัมภาษณ์ว่าอ้ายอยู่ปีที่ 5 ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม “อยากจะรู้เรื่องราวการเมืองว่าเป็นอย่างไร (จึง) เริ่มอ่านหนังสือ…พออ่านแล้วก็…เห็นด้วย คิดว่าควรจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข แต่..ไม่เห็นด้วย…กับความรุนแรง… ไม่ชอบ…อย่างเด็ดขาด…” (สิเหร่, “รางวัลแด่คนช่างฝัน : จรัล มโนเพ็ชร” 2551 ใน พงศธร นัทธีประทุม “รำลึก 16 ปีการจากไปของจรัล” ประชาไท. 29 สิงหาคม 2560)
เมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา อ้ายจรัลย่อมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อ้ายยังคงขับขานเพื่อศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อชีวิต ผู้คน และสิ่งแวดล้อมต่อไป จนกระทั่งขบวนนักศึกษาทยอยออกจากป่าในช่วง 2525-2527 อ้ายจรัลเขียนบทกวีลงในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 29 กรกฎาคม 2527 บทกวีชื่อ “เขา”
“ครั้งหนึ่ง เขาเคยสว่างไสว เขาปลูกดอกไม้ทุกหนแห่ง ครั้งหนึ่ง เขาเคยแข็งแกร่ง
ผาดแผลงไม่พรั่นพรึงใคร…เขาหายไปไหนมา หรือเขาห่วงหวง
หรือควงข้างใครอยู่หนา หรือลืมแล้วหรือสัญญา บุปผาร่วงโรยโหยครวญ”
และแล้ว ในตอนปลายปี 2527 ก็มีอัลบั้มชุด “บ้านบนดอย” มีเพลง “รางวัลแด่คนช่างฝัน” ที่ขึ้นต้นว่า “อย่ากลับคืนคำเมื่อเธอย้ำสัญญา อย่าเปลี่ยนวาจาเมื่อเวลาแปรเปลี่ยนไป…” ตอกย้ำอีกครั้ง ไม่ว่าคนมีอุดมการณ์ร่วมกันจะไปอยู่แห่งหนไหน ขอจงอย่าลืมสัญญา และอย่าเปลี่ยนไปไม่ว่าวันไหนเวลาใด
อ้ายหวนคืนสู่ล้านนา ทุ่มเทงานส่งเสริมเยาวชนและศิลปินล้านนาที่มีฝีมือ อ้ายทุ่มเทสนับสนุนการพัฒนาเครื่องดนตรีล้านนา สร้างเพลงซิมโฟนี่ท้องถิ่น และสุดท้าย การรณรงค์หาทุนสร้าง “หอศิลป์สล่าเลาเลือง” ก่อนที่จะละสังขารไปโดยมิได้ร่ำลา
6,935 วันที่ผ่านมา “อ้ายจรัล” อยู่หนใดเล่า คำตอบไม่ได้อยู่ในสายลม สมฤทธิ์ ลือชัย กล่าวไว้ในเวทีเสวนาถึง 2 เวที
สมฤทธิ์ กล่าวกับนักดนตรีและนักร้องว่าอย่าเป็นจรัล แต่ต้องก้าวข้ามความเป็นจรัล คือเป็นตัวของตัวเอง และทำให้ดีที่สุดด้วยความเป็นตัวของตัวเอง
แต่ตลอด 43 ปีที่ผ่านมา (2520-2563) ความเป็น อ้ายจรัล ไม่ได้หายไปไหนนี่นะ แต่ยังสดใสเลาเลืองอยู่บนแผ่นดินล้านนาและสังคมไทยนี้ เพียงแต่ว่าเราจะทำความเข้าใจประเด็นนี้อย่างไรต่างหาก
คำถาม ความเป็น “อ้ายจรัล” หมายความว่าอย่างไร
ข้อที่ 1 อ้ายจรัลใส่ใจศึกษาเล่าเรียนอย่างต่อเนื่อง อ้ายศึกษาและสังเกตชีวิตของคนและสิ่งต่างๆ รอบๆ อ้ายจรัลอ่านและค้นคว้าเรื่องราวในอดีต อ้ายเดินทางท่องเที่ยวไปตามดินแดนต่างๆ และบันทึกสิ่งที่เห็น เพราะอ้ายสังเกตเห็น อุ๊ยคำ ลุงต๋าคำ ตากับหลาน แม่ก๊าป๋าจ่อม ผักกาดจอ มิดะ ฯลฯ อ้ายจึงแต่งเพลงได้ดี บรรยายและให้ภาพที่ชัดเจน เกิดอารมณ์สะเทือนใจ
ข้อที่ 2 อ้ายฝึกฝนการเล่นดนตรีและขับร้องอย่างต่อเนื่อง ค้นหากฎเกณฑ์เพื่อปรับปรุงเครื่องดนตรีและการขับขาน “ซึงคอร์ด” “ซึงเบส” และ “ล้านนาซิมโฟนี่” คือตัวอย่างรูปธรรมการพัฒนางานที่ไม่หยุดนิ่ง
ข้อที่ 3 อ้ายมีจุดยืนที่แจ่มชัดเพื่อปกป้องศิลปวัฒนธรรมล้านนา อ้ายจึงอู้คำเมืองทุกครั้ง และอู้ด้วยความภาคภูมิใจในมรดกของบรรพชน อ้ายมีจุดยืนเพื่อปกป้องประชาชนที่เสียเปรียบในสังคม ปกป้องชุมชน แม่น้ำ ป่าเขา และสิ่งแวดล้อมของแผ่นดิน อ้ายจึงแต่งเพลงเพื่อการอนุรักษ์มากมาย
ข้อที่ 4 อ้ายเก่งเครื่องดนตรีล้านนาหลายอย่าง แล้วก็ไปเก่งเครื่องดนตรีฝรั่ง สุดท้ายอ้ายเลือกกีตาร์และใช้คำเมืองเป็นเสียงเพื่อประกาศเนื้อหาให้สังคมรับรู้ จากนั้นอ้ายก็นำเอาดนตรีพื้นเมืองมาผสมผสาน นำศิลปินคนอื่นๆ เข้ามาร่วม ขยายวงดนตรีพื้นเมืองออกไป และหันไปส่งเสริมงานละครและดนตรีของเยาวชน สุดท้ายคืองานพิพิธภัณฑ์ด้านศิลปะและการดนตรี อ้ายมีวิธีการและเครื่องมือที่หลากหลายในการทำงาน เพราะงานแต่ละอย่างอาศัยวิธีการและเครื่องมือที่ต่างกัน
ข้อที่ 5 อ้ายสนใจเรื่องราวต่างๆ รอบตัว ซึ่งเป็นสิ่งถูกต้อง อ้ายสนใจไปศึกษาการเมือง ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่อ้ายบอกว่าไม่ชอบความรุนแรง แต่อ้ายรู้ไหมว่านักศึกษาไม่ได้เป็นคนก่อความรุนแรง เขาถูกปราบปรามต่างหากจึงต้องหลบหนีไปหาหนทางต่อสู้แบบใหม่ อ้ายรู้ไหมว่ากว่าจะเกิดชีวิตใหม่ขึ้นมาบนโลกใบนี้ แม่ของเราเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด นั่นก็คือความรุนแรงอย่างหนึ่ง หรือว่าอ้ายจะปฏิเสธ วิธีการและเครื่องมือในการแก้ไขปัญหานั้นจึงมีหลากหลาย อ้ายได้ทำให้เราได้เห็นแล้วในเรื่องศิลปวัฒนธรรม-ดนตรีที่อ้ายเก่งและถนัด ดนตรี-เพลงกับการเปลี่ยนแปลงสังคมล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน คือ จะศึกษาเข้าใจให้ดีได้อย่างไร และจะค้นหาวิธีการและเครื่องมืออะไรไปใช้แก้ไขปรับปรุงสิ่งเหล่านั้น ฯลฯ
เมื่ออ้ายกลับมายังบ้านเกิด อ้ายเป็นศิลปินระดับประเทศ ที่ใครๆ ก็รู้จักและชื่นชม ในยามนั้น คนที่มีฐานะระดับอ้าย สามารถเข้าพบผู้ว่าฯเชียงใหม่และลำพูน กระทั่งรัฐมนตรีที่ดูแลงานวัฒนธรรมได้ และย่อมเป็นข่าวได้ทันที แต่อ้ายเลือกใช้วิธีที่ไม่ใช่ “อัลบั้มชุดอมตะ 2520” ที่ดังพลุแตก อ้ายไปสอนเยาวชนลำพูนเป็นกลุ่มๆ วิ่งเต้นเชิญศิลปินล้านนาในแต่ละจังหวัดมาร่วมงาน คนเก่งอย่างอ้ายเป็นรัฐมนตรีด้านวัฒนธรรมของล้านนาได้สบาย และงานก็จะพัฒนาไปไกล และก่อผลสะเทือนมากมาย
อ้ายทำงานระดับล่างสุด แต่ยังต้องบินขึ้นลงเชียงใหม่-กรุงเทพฯ และขับรถขึ้นล่องเชียงใหม่-ลำพูนบ่อยครั้ง ทำงานทั้งกลางวันกลางคืน ไม่มีวันหยุด เพื่อไปงานรับเชิญ-งานอื่นๆ จนร่างกายบอบช้ำ คนรุ่นหลังจะทบทวนวิธีการและเครื่องมือในการทำงานเหล่านี้อย่างไรดี
ข้อที่ 6 อ้ายเป็นคนดี รักพ่อแม่พี่น้อง รักชุมชน รักศิลปวัฒนธรรม และรักแผ่นดินล้านนา เลือดทุกหยดในกายของอ้ายอุทิศให้แผ่นดินนี้ อ้ายเป็นคนสุภาพ พูดจาดี เรียบร้อย วางตัวดี และไม่ว่าร้ายใคร อ้ายมีความคิดเป็นประชาธิปไตย เคารพรับฟังความเห็นของคนอื่น และเห็นแก่ประโยชน์สุขส่วนรวม อ้ายชื่นชมการสอนที่เป็นเลิศของครูสว่าง, ความคิดเฉียบคม ชีวิตที่สมถะของ อ.จำเหลาะ, และการผสมผสานแบบบ้านและศิลปวัฒนธรรมของ อ.วิถี อ้ายเป็นคนใฝ่เรียน ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ตลอดเวลา และทำงานหนัก ทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติที่ดีเลิศของคนเมืองที่ชื่อ จรัล มโนเพ็ชร
ข้อที่ 7 แต่อ้ายครับ ในโลกของทุนนิยม ที่มีการต่อสู้แข่งขันเพื่อแสวงหาประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในสังคมที่คนส่วนน้อยเห็นแก่ตัว เอาเปรียบคนส่วนใหญ่ ภาคประชาสังคมอ่อนแอ ถูกมอมเมามาช้านาน สภาผู้แทนฯและรัฐบาลจากการเลือกตั้งล้มลุกคลุกคลาน รัฐธรรมนูญถูกฉีกทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า การบริหารประเทศและระบบราชการขาดการถูกตรวจสอบ การใช้จ่ายงบประมาณคลุมเครือ จนถึงทุกวันนี้ คนอย่าง “อุ๊ยคำ” มีอยู่เท่าใด รถยังขับเร็วชนหลานกับตาหน้าโรงเรียนอีกเท่าไหร่ สถานการณ์ของศิลปินและศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นอย่างไร แม่น้ำและป่าเขาที่อ้ายรักอยู่ในสภาพเช่นไร และอ้ายรู้ไหมว่าหลายปีมานี้ หมอกควันและสภาพอากาศของล้านนา 8 จังหวัดเลวร้ายลงเพียงใด ฯลฯ
ครูจำเหลาะมีชีวิตที่แสนจะเรียบง่าย เหมือนอ้ายจรัล แต่อ้ายเคยคิดบ้างไหมว่ารายได้มากมายจากการขายผลงานเพลงของอ้ายควรมีการพินิจพิเคราะห์หรือไม่ อย่างไร เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อหลายๆ ฝ่ายที่อ้ายรักและห่วงใย โดยเฉพาะความรักและความหวังอย่างแรงกล้าของอ้ายที่มีต่อเยาวชน-ดนตรี-ละคร-กองทุนจรัล มโนเพ็ชร-หอศิลป์สล่าเลาเลือง และศิลปวัฒนธรรมล้านนาที่อ้ายทุ่มเทกายใจให้ทั้งชีวิต
การไม่ว่าร้ายใครนั้นเป็นอย่างหนึ่ง แต่การพูดความจริง การกล้าวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่ไม่ถูกต้อง กล้าเปิดโปงความอยุติธรรม และการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งเพื่อสร้างประชาธิปไตย เป็นความกล้าหาญทางจริยธรรม ที่ควรจะเป็นวัฒนธรรมอันดีงามของคนเมืองและคนไทยทั้งประเทศ
นี่คือ 7 ข้อของความเป็น “อ้ายจรัล” ในห้วง 6,935 วันที่ผ่านมา
ในวาระสำคัญโดยเฉพาะ 3 กันยาในวันนี้ การรำลึกถึง “อ้ายจรัล” จึงไม่ควรเป็นการร้องเพลงของอ้ายมากมาย อาจจะร้องเพียง 2-3 เพลง แต่เพลงต่อจากนั้นคือเพลงที่กล้าพูดถึงความจริงต่างๆ ในสังคมยุคหลังๆ ที่ควรจะแต่งขึ้นใหม่ในบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป และร่วมกันขับขานในวาระสำคัญเช่นนี้
เหมือนอย่างที่อ้ายหาญกล้า เอากีตาร์มาบรรเลงเพลง “น้อยไจยา” ร้องเพลง “อุ๊ยคำ” “สาวมอเตอร์ไซค์” “ของกิ๋นคนเมือง” ฯลฯ และพูดคำเมืองเสียงดังฟังชัดบนเวทีอย่างที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน
6,935 วันที่ผ่านมา อ้ายจรัล ไม่ได้หายไปไหนเลย แต่ยังล่องลอยไปมา รอคอยจิตวิญญาณของความดีงาม ความเป็นคนเมือง ความเป็นคนกล้าหาญ และเป็นนักรบวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษให้ได้รับการจารึกให้มั่น สำรวจและประเมินอย่างรอบด้าน และสืบสานคุณธรรมทั้งหลายนั้นต่อไปเพื่อให้ความหวังและความฝันของอ้าย-จรัล มโนเพ็ชร ได้ปรากฏเป็นจริงในอนาคต
ธเนศวร์ เจริญเมือง

