หน้าแรก เด่นวันนี้ เสียงส่วนใหญ่...

เสียงส่วนใหญ่คือสวรรค์บัญชา

1.10.20 | 13:33 น.

เมื่อยังสอนหนังสืออยู่ ผู้เขียนได้บรรยายให้นักศึกษาฟังในชั่วโมงการเรียนวิชาปัญหาปรัชญาการเมืองของโลกตะวันออกว่าในสังคมมนุษย์ทั่วโลก มีกลุ่มชนที่แย่งอำนาจกันอยู่ 3 กลุ่ม คือ หนึ่ง กลุ่มชนที่มีอาชีพทางจับอาวุธ สอง กลุ่มชนที่มีเงิน คือ พ่อค้านายทุน สาม กลุ่มชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ในการแย่งอำนาจรัฐของคนทั้ง สามกลุ่มนี้ แต่ละกลุ่มจะหยิบอุปกรณ์ข้างกายที่ตัวมีนั่นแหละมาเป็นเครื่องมือ กล่าวคือ คนมีอาชีพทางถืออาวุธฆ่าคน ก็จะใช้อาวุธนั้นมายึดอำนาจ คนมีเงินก็จะใช้เงินนั่นแหละมายึดอำนาจ ส่วนกลุ่มสุดท้าย ไม่มีทั้งเงิน ไม่มีทั้งอาวุธ แต่เขาก็มีพลังมวลชน เป็นเครื่องมือในการหาอำนาจรัฐได้

ถามว่า หลักการดังกล่าวมาจากไหน ตอบว่า มาจากการได้พบเห็นที่นักการเมืองทำกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน บางท่านอยากจะเห็นตัวอย่างหลักการดังกล่าวมานั้นว่ามีจริงไหม ก็ไม่ยากอะไรที่จะยกตัวอย่างมาให้ดู เมืองไทยนี่แหละเป็นตัวอย่างอย่างดี

กลุ่มที่หนึ่งที่ว่า ใช้อาวุธยึดอำนาจ ทหารไทยทำเป็นประจำ ล่าสุดนี้ก็แย่งยึดอำนาจมาจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา แถมรัฐบาลที่เขาแย่งมาตอนหลังนี้ ประชาชนนิยมเสียด้วย ฝูงชนจึงหวังลุกฮือขึ้นเพื่อทวงอำนาจคืน ความจริง พวกคนถืออาวุธเขาก็กระดากเหมือนกัน ที่เขาใช้อาวุธยึดอำนาจมา มีหลักฐานอะไรที่กล่าวว่าพวกนี้กระดากอายชาวโลกในการกระทำของตน หลักฐานที่ว่าก็คือ เขาสร้างคำขึ้นมากลบเกลื่อน พฤติกรรมของเขา คำที่ว่านั้นก็คือ ประชาธิปไตยแบบไทยไทยนั่นไง ! คำคำนี้ ฟังแล้วชวนเอือมระอา ในประเด็นที่ว่าคนกลุ่มนี้ เห็นแก่ตัวจริงๆ เพราะเพียงต้องการปกครองคนส่วนใหญ่ของประเทศไว้ในมือของตัวเท่านั้น จึงสร้างคำต่างๆ มาให้คนไทยยอมรับการกระทำของตน

กลุ่มต่อไปที่ว่ากลุ่มพ่อค้านายทุน ใช้เงินเบิกทางไปสู่อำนาจรัฐนั้น ตัวอย่างก็มีในเมืองไทยนี่แหละ เฉพาะส่วนตัวและเฉพาะส่วนพรรคการเมือง ก็แอบใช้เงินซื้อเสียง ตัวอย่างตอนเลือกตั้งซ่อมที่ลำปาง หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย นำภาพการจ่ายเงินซื้อเสียงมาโชว์ชาวโลก พรรครัฐบาลก็ไม่สน ประกาศรับรองเป็น ส.ส.ของพรรคเฉย แถมคงคำรามในใจว่า ใครมีปัญหาบ่?
แล้วก็ยิ้มเยาะๆๆ ทั้งนี้เพราะ กกต. เป็นของตน ส่วนนายทุนที่ยึดอำนาจรัฐได้ ก็มีในเมืองไทยเช่นกัน เผอิญนายทุนคนนั้นมีเงินเป็นหมื่นล้าน แถมได้ทำประโยชน์ให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ คะแนนนิยมจึงมาก อีกทั้งมีอำนาจจะอนุมัติให้ใครมาสมัครเป็น ส.ส.ก็ได้ นักการเมืองจึงวิ่งเข้าหา อำนาจรัฐจึงอยู่ในมือ นี่แหละ !
พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ได้อำนาจแล้วอย่าเมาอำนาจ จนพูดให้ตนเสียหายŽ คนที่รู้ทันจะอิจฉาแล้วทำลายสำเร็จ

ถามว่า ประชาชนทั่วโลกรู้ไหมว่า การใช้อาวุธยึดเอาอำนาจรัฐมาเป็นของตนก็ดี ใช้เงินซื้อเสียแล้วเอาอำนาจรัฐมาเป็นของตนก็ดี ผิดทั้งศีลธรรม ผิดทั้งกฎหมาย ตอบว่า รู้ ถามต่อไปว่า รู้แล้วทำไมจึงยังทำเล่า ก่อนตอบเรื่องนี้ขอให้ผู้อ่านทราบนิสัยของมนุษย์ปุถุชนก่อน ว่าคนเรามีปมด้อยอยู่ 2 อย่าง คือ กลัวตาย และมักโลภ เผอิญคนกลุ่มแรกมีอาวุธ ที่ขู่คนให้กลัวตายได้ นั่นแล เมื่อเขาอยากได้อำนาจเขาถือปืนให้เห็นเท่านั้น ประชาชนก็กลัวตายแล้ว จะเอาอะไรก็เอาไปเถอะ ส่วนกลุ่มที่สอง มีเงินมาก คนเราพอเห็นเงินเท่านั้น ตาโต อยากได้อะไรก็ให้หมด นี่คือคำตอบที่ว่า รู้ว่าไม่ถูกแล้วทำไมจึงยังทำ แต่ทุกวันนี้ ชาวบ้านรู้แล้วว่าพวกนี้ใช้เงินซื้อเสียง เมื่อเข้าไปแล้วจะถอนทุน โดยการทำทุจริต พวกเขาจึงประกาศว่า ต่อไปรับเงินหมากาเบอร์ห้า

Advertisement

น่าสังเกตว่าการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา ฝ่ายรัฐบาลทุ่มเต็มที่ ด้วยหวังผล 2 อย่าง หนึ่ง หวังได้ผู้แทนเพิ่ม สอง หวังโชว์ให้คนรู้ว่าการเลือกตั้งมีแต่ซื้อเสียง สู้การยึดอำนาจไม่ได้ เพราะพรรคเหล่านี้เชียร์การยึดอำนาจ ทำลายประชาธิปไตย

สําหรับคนกลุ่มที่สาม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งมีพลังมวลชนเป็นฐานอำนาจ แต่การที่มวลชนจะมีอำนาจต่อรองได้ต้องมีการชุมนุมกัน หากแต่ว่าเมื่อเผด็จการยึดอำนาจรัฐได้แล้ว สิ่งที่พวกเขากลัวที่สุดก็คือการรวมตัวกันของประชาชน ดังนั้นพวกเขาเมื่อยึดอำนาจได้แล้ว เขาจึงประกาศสภาวะฉุกเฉิน หรือกฎอัยการศึก เพื่อห้ามการชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ดังนั้นชนชั้นรากหญ้าจึงไม่มีโอกาสรวมพลได้เลย แต่คราวนี้นักศึกษามีความกล้าหาญ ไม่กลัวลูกปืน ได้นัดชุมนุมกัน เมื่อวันที่ 18 ก.ค.63 แล้วก็ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ตำรวจก็มีหมายเรียก มีหมายจับ ผู้กล้าเหล่านั้นก็ไปโรงพักรับทราบข้อกล่าวหา

การไปโรงพักของผู้กล้า หาได้ไปอย่างโดดเดี่ยวไม่ ประชาชนตามไปรวมตัวกันที่โรงพักนั้นๆ แล้วผู้กล้าก็ปราศรัยถึงความผิดของเผด็จการในที่นั้นๆ รัฐบาลจึงไม่กล้าทำอะไรรุนแรงเพราะกลัวฝูงชนลุกฮือต่อต้าน ถึงขนาดบางครั้ง จำเลยไม่ยอมประกันตัว เพราะเขาถือว่าเขาไม่ผิด เขามีสิทธิเสรีชุมนุมกันได้ ศาลจะสั่งจำคุกเขาก็ยอม พอเขาถูกจำคุกไปได้เพียง 5 วัน ตำรวจก็มาแจ้งศาลขอให้ปล่อยตัวจำเลย นั่นคืออะไร? เพราะไม่เคยทำกันมาก่อน มันจะมีอะไรเล่า! นอกจากเกิดความกลัวการลุกฮือของมหาชน ในวันที่ 19 ก.ย.นั่นเอง แล้วเมื่อวันนั้นมาถึง ฝูงชนสองแสนกว่าคนมาชุมนุมเต็มท้องสนามหลวง แล้วมีมติให้ประยุทธ์ลาออก ให้แก้รัฐธรรมนูญใหม่ ตามที่พวกเขาแจ้งไว้แล้ว

นี่คือ ชนชั้นรากหญ้ารวมตัวกันติด โดยไม่สน กฎหมาย

ถามว่า การที่ขบวนการปลดแอกประกาศว่าเราไม่ได้ทำผิดกฎหมายนั้น เป็นความจริงอย่างไร ?
ตอบว่า ไม่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญและคำสั่งที่เผด็จการสร้างขึ้น แต่ต้องผิดกฎหมายแพ่งและอาญา ถามต่อไปว่า ทำไมไม่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญและคำสั่งของเผด็จการ ตอบว่า เพราะประยุทธ์มีความผิดในการแย่งอำนาจจากประชาชน และมีความผิดในการรักษาอำนาจของตนมากมาย

ในการแย่งอำนาจจากประชาชนคราวนั้น เขามีความผิดพอสรุปได้ดังนี้ หนึ่ง ยึดอำนาจจากผู้บังคับบัญชาของตนเองคือนายกฯยิ่งลักษณ์ สอง ลืมบุญคุณของนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่เสนอแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาทหารบก สาม เป็นกบฏตามกฎหมายอาญาในการยึดอำนาจรัฐ แม้จะออกกฎหมายนิรโทษความผิดของตนได้ แต่ที่แน่ๆ ความผิดทางมโนธรรมไม่หมดไปอย่างแน่นอน

ส่วนความผิดในขณะรักษาอำนาจของตน มีพอสรุปได้ดังต่อไปนี้ หนึ่ง เมื่อได้อำนาจการปกครองแล้ว ได้ใช้อำนาจที่แย่งมานั้น ร่างกฎหมายเอาเปรียบคนอื่นๆ มากมาย เช่น หนึ่ง สร้างกฎหมายทำลายพรรคที่คนไทยนิยม จนป่านนี้ก็ทำลายเขาไม่สำเร็จ สอง เอาอำนาจที่แย่งเขามานั้น ร่างกฎหมายให้ตัวเองได้เปรียบคนอื่น เช่นทั้งที่ตัวออกกฎหมายตั้งวุฒิสมาชิกต้องตั้ง คณะกรรมการ แต่ถึงเวลาตั้ง ไม่มีการตั้งกรรมการ ตัวตั้งเองทั้งหมด แถมให้วุฒิสมาชิกที่ตัวตั้งมานั่นแหละ กลับมาตั้งตัวเป็นนายกฯอีก ใครจะทำไม !!

ตรงนี้ผิดหลักธรรมของการปกครองชื่อจักกวัตติสูตรข้อที่ 1

สาม ก่ออธรรมขึ้นในบ้านเมือง คือเขาห้ามประชาชนรวมกลุ่มกันพูดการเมือง เกินห้าคนขึ้นไป จุดนี้ผิดหลักธรรมการปกครอง ข้อที่สาม เมื่อประยุทธ์ผิดทั้งการได้อำนาจมาและผิดทั้งการรักษาอำนาจของตนเช่นนี้ ดังนั้น ประชาชนจึงมีความเชื่อว่าอำนาจของบิ๊กตู่เป็นโมฆะ คือศูนย์เปล่า
ดังนั้นประชาชนจึงคิดว่าพวกเขามีความชอบธรรมที่จะฝ่าฝืนคำสั่งและกฎหมายของบิ๊กตู่

ถามต่อไปว่า การไม่ผิดรัฐธรรมนูญ พอฟังได้ เพราะได้พบข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่การฝืนคำสั่งของเผด็จการ ทำไมจึงไม่ผิด ? ตอบว่า เพราะคำสั่งของเผด็จการที่ห้ามเรื่องต่างๆ นั้น เป็นการห้ามเพื่อรักษาอำนาจของกลุ่มตนเท่านั้น เช่น การออกกฎหมายว่าถ้าจะชุมนุม จะต้องขออนุญาตก่อน การห้ามเข้าไปชุมนุมในสนามหลวง เป็นต้น แน่นอนว่าเผด็จการคงไม่อนุญาตแน่นอน ดังนั้น กลุ่มปลดแอกจึงไม่ขออนุญาต และถือว่าเผด็จไม่มีอำนาจในการห้ามในเรื่องดังกล่าวมานั้น จึงทำทุกเรื่องที่จะหนุนในการขับไล่เผด็จการออกไปจากอำนาจ แม้เผด็จการจะห้ามก็ตาม

ที่น่ารู้อย่างยิ่งกว่านั้น ก็คือเผด็จการห้ามมหาวิทยาลัยต่างๆ อนุญาตให้นักศึกษาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล เราจะเห็นว่าจากปี 2519 เป็นต้นมา ทุกมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปิดเงียบไม่ออกมาช่วยการเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกเลย จนประชาชนบ่นว่านักศึกษาหายไปไหน ! ในปี 2535 ตอนขับไล่สุจินดา ประชาชนหาจุดการชุมนุมไม่ได้ มหาวิทยาลัยรามคำแหงเปิดประตูให้ทันที่แล้วก็ประสบความสำเร็จในการขับไล่คราวนั้น ช่วงนั้น รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นอธิการบดี ขอชื่นชมไว้ ณ ที่นี้ด้วย

การชุมนุมของนักศึกษาคราวนี้ มีประชาชนมาร่วมชุมนุมถึง 2 แสนกว่าคน ที่ชุมนุมมีมติให้ประยุทธ์ลาออกไป คราวนี้ประยุทธ์มีสองทางเลือก คือทำตามที่มหาชนต้องการให้ครบทุกเรื่อง ถ้าทำแบบนี้จะลงจากอำนาจอย่างที่จะมองหน้าคนได้ แต่ถ้าจะลงอย่างรัฐบุรุษ ประยุทธ์ต้องทำชนิดให้โลกตกตะลึง คือ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมคนไทยทุกคน โดยเฉพาะทักษิณให้กลับประเทศ และในฐานะที่ตัวทำผิดต่อผู้บังคับบัญชาของตนคือนายกฯยิ่งลักษณ์ และในฐานะที่ เขามีบุญคุณต่อตน คือนายกฯยิ่งลักษณ์ ควรคืนทุกอย่างให้เขา นอกจากนั้น นิรโทษกรรมให้ฝูงชนสองแสนกว่าคนพร้อมแกนนำทุกคน ถ้าทำได้แบบนี้ เชื่อว่าทุกชนชั้นปลอดภัยหมด

อย่าลืมเป็นอันขาดว่าตามรัฐธรรมนูญเมื่อประชาชน 5 หมื่นชื่อลงชื่อแก้รัฐธรรมนูญได้ แสดงว่า คนสองแสนกว่าคนต้องพลิกประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ เพราะนั่นคือเสียงสวรรค์ที่รัฐธรรมนูญประกาศิตไว้แล้ว

กลิ่นบงกช