พระในกรงหมา อนิจจาหัวอกชาวพุทธ
อาจจะเป็นการขึ้นหัวข้อนำที่ไม่สุภาพหรือไม่เหมาะสมอยู่บ้าง เมื่อได้อ่านขึ้นมาเพราะเป็นการนำเอาของที่สะอาดบริสุทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนเคารพกราบไหว้มารวมอยู่กับสัตว์ดิรัจฉาน ทั้งนี้เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมาแล้ว มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สุดท้ายจึงอยู่ที่ผู้ปฏิบัตินั่นเองว่าจะลดอัตตาคำว่าตัวกูของกูลงไปหรือไม่? เราได้รับการแนะนำพร่ำสอนมาเช่นใด? ครูบาอาจารย์นำพาไปสู่การปฏิบัติเช่นใด? ความรู้และความเข้าใจของเราเป็นเช่นใด? การกระทำของเราได้มีผลกระทบต่อวงการคณะสงฆ์เพียงใด? ทุกอย่างจึงอยู่ที่ “ตัวเรา” ทั้งนั้น จึงขอนำเอากรณีที่เกิดขึ้นมากลางพรรษานี้มาเป็นข้อคิดและอุทาหรณ์สอนใจแก่ชาวพุทธทั้งปวง เพราะถ้าไม่ป้องกันแก้ไขตั้งแต่ “ต้นลม” ก็อาจจะมีพฤติกรรมเช่นนี้ขึ้นมาเขย่าศรัทธาของชาวพุทธอีก สุดท้ายความเสื่อมก็จะเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาของเรานั่นเอง………
ข่าวที่กลายเป็น “ภาพลบ” ให้กับพระสงฆ์หรือวงการพระพุทธศาสนาได้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่ากรณีที่พระภิกษุบางรูปหรือเจ้าอาวาสบางรูปได้ประพฤติผิดพระธรรมวินัยขั้นร้ายแรง เช่น เสพเมถุน เกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติดหรือประพฤติไม่เหมาะสมผิดทำนองคลองธรรม เป็นต้น จนถูกชาวบ้านหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับได้ก็ถูกให้ลาสิกขาและถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไปก็มีให้พบเห็นมาโดยตลอดและแต่ละพรรษาก็มักมีข่าวเกี่ยวกับวงการพระสงฆ์เรื่องใดเรื่องหนึ่งจนกลายเป็นที่กล่าวขานของชาวบ้านและชาวพุทธกันมาเกือบทุกพรรษา จากกรณีหนึ่งก็ไปเป็นอีกกรณีหนึ่งจนกลายเป็นเรื่องที่น่าศึกษาน่าจะนำมาเป็นข้อคิดเตือน “สติชาวพุทธ” ได้เป็นอย่างดีเพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาล้วนมีเหตุและมีปัจจัยให้เกิด เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วได้กลายเป็นข่าวและมีผลกระทบต่อส่วนรวมอย่างไร? สุดท้ายจะมีบทสรุปหรือมีทางเลือกทางออกเป็นไปในทิศทางใด? จึงเป็นสิ่งที่ “ชาวพุทธ” ไม่ควรมองข้ามเพราะนั่นหมายถึงภาพรวมของพระพุทธศาสนาของเรา
การที่เจ้าอาวาสบางรูปขังตนเองอยู่ในกรงสุนัขภายในวัดที่ตนเองดูแลปกครองอยู่นั้น ด้วยเหตุผลว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมในการ “ถูกร้องเรียนว่าเปิดเครื่องเสียงที่เป็นธรรมะดังจนรบกวนชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงวัด” แล้วถูกตักเตือนและลงโทษจากพระเถระฝ่ายปกครองตามลำดับขั้นตอนในการปรับโทษพระสังฆาธิการ จึงกลายเป็น “ภาพใหม่” ของพระสังฆาธิการที่พระฝ่ายปกครองปรับโทษแล้วแสดงอาการ “ประชด” โดยสันติ แต่กรณีดังกล่าวมันไม่สันติเลย เพราะเกิดกระแสจากประชาชนที่อยู่ใกล้วัดทั้งบอกว่าใช่ หรือไม่ใช่ ทั้งบอกว่าเห็นดีด้วย และไม่เห็นดีด้วย แต่คนอื่นที่ได้บริโภคข่าวแล้วรู้สึก “สลดหดหู่ใจ” ของการกระทำเช่นนั้น จะถูกหรือผิด จะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม จะเป็นทางเลือกทางออกหรือไม่ สุดท้ายก็เป็นการกระทำที่ไม่สมควรกระทำเลยเพราะบุคคลที่ห่มผ้าเหลืองใช้ชีวิตอยู่กับสัตว์ดิรัจฉานในพื้นที่จำกัดเพื่อเป็นการ “ประท้วง” ที่ผ่านมา เราได้ให้ชีวิตและให้โอกาสแก่สัตว์ดิรัจฉานด้วยการให้ที่อยู่อาศัยในวัด ให้อาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตแก่พวกเขา ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเมื่อมีอากาศที่เปลี่ยนแปลง เมื่อพวกเขาเจ็บป่วยก็ช่วยกันรักษาหรือนำไปรักษาเพื่อให้ชีวิตของพวกเขาได้ยืนยาวและมีความสุขภายในวัดวาอาราม แต่มาวันนี้เจ้าอาวาสกลับไป “ประชดหรือประท้วง” พระเถระฝ่ายปกครองในลักษณะที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง ทางเลือกและทางออกจึงไม่ควรกระทำเช่นนี้เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ที่ “ตัวบุคคล” นั้นเป็นสำคัญ เมื่อทำดีก็ขอให้ทำดีต่อไป เมื่อบกพร่องก็ขอให้แก้ไขกันไป เมื่อมีกฎกติกาของคณะสงฆ์ก็ต้องเคารพกฎกติกาของสงฆ์ มิเช่นนั้นก็จะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบขึ้นมาอีกซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สง่างามในวงการคณะสงฆ์และไม่สบายใจให้กับชาวพุทธ คำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ที่เคยนำพามาแล้วในอดีต ขอให้ศึกษาเล่าเรียนให้ดี ทำความเข้าใจให้ดี คำสั่งสอนของท่านล้วนมีคุณค่าและเกิดประโยชน์แก่ชาวพุทธทั้งนั้นและยังเป็น “อมตะ” ตลอดไป ทว่าเราได้แจ่มแจ้งในคำสอนเหล่านั้นหรือไม่เพียงใด? พระสงฆ์บางรูปจำวัดจำพรรษาอยู่ในถ้ำ ในโลงศพ ข้างเมรุเผาศพ ในป่าช้าหรือในที่อื่นใดซึ่งไม่ขัดต่อพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ได้บัญญัติขึ้นมาแล้ว ขอให้ประพฤติปฏิบัติกันเถิด แต่อย่าไปพิเรนทร์ประพฤติสิ่งที่ไม่เหมาะสมและเป็นเรื่องที่ชาวโลกตำหนิติเตียนเพราะแต่ละชีวิตย่อมมีข้อวัตรปฏิบัติที่อาจจะไม่เท่ากัน แต่สุดท้ายก็ต้องเดิน “ทางสายกลาง” เป็นดีที่สุด จะเป็นผลดีต่อชาวบ้านและชาวพุทธที่พวกเขากราบไหว้อยู่ทุกวัน…
พระอยู่ในกรงขังสุนัขจึงกลายเป็นความสลดหดหู่ใจของชาวพุทธและชาวบ้านเพราะไม่เคยมีกรณีเช่นนี้มาก่อน ของสูงคือสัญลักษณ์ที่เป็นผ้าเหลืองที่ชาวพุทธเคารพบูชาไปคลุกเคล้าอยู่กับสัตว์ดิรัจฉานในพื้นที่จำกัดเพื่อเรียกร้องความเห็นใจเรียกร้องความเป็นธรรมจึงเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมโดยประการทั้งปวง การปกครองของคณะสงฆ์ที่สูงขึ้นไปนับตั้งแต่เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะแขวง เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะหนและสูงขึ้นไปตามลำดับชั้นมีอยู่แล้ว อย่าแก้ไขปัญหาด้วยการประชดหรือประท้วงกันอีกต่อไปเพราะพระสงฆ์มิใช่ชาวบ้านที่นับถือศีลห้าหรือศีลแปด แต่เราถือศีลสองร้อยกว่าข้อ จึงขอให้สำเนียก สำรวม ระวังตรึกตรองให้รอบคอบเพราะภาพที่เกิดขึ้นล้วนแต่ได้สร้างความเสียหายและความเสื่อมเสียให้กับวงการพระสงฆ์และพระพุทธศาสนาของเราจนทำให้ “ศรัทธาของชาวบ้านคลอนแคลน” ไปเสียแล้ว จะเป็นพระสงฆ์ที่มีความเป็นเลิศทางการเผยแผ่ก็ตาม ทางการปกครองก็ตาม ทางการพัฒนาก็ตาม ทางการปฏิบัติก็ตาม ถ้ามีจริงและเป็นจริงก็ต้องไม่มีเรื่อง “ฉาวโฉ่” ขึ้นมาเช่นนี้
ขอให้จงสำรวมตัวเราเองให้ดี ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มที่ตัวเรา อย่าหลงตัวเองจนลืมความเป็นจริงของ “ชีวิตผู้อยู่ในผ้าเหลือง” มาปรับปรุงตนเองใหม่แล้วเดินให้ตรงและเดินให้ดี ยังไม่สายสำหรับผู้ที่ต้องการปรับปรุงและพัฒนา ชีวิตของเราอาจจะเดินก้าวไปผิดพลาดบ้าง เดินไปในทางที่ไม่เหมาะสมบ้างก็ให้โอกาสและให้อภัยกันไป แต่อย่าได้กลายเป็นการทำลาย “ภาพพจน์พระสงฆ์ไทย” ของเราก็แล้วกันโดยเฉพาะภาพพจน์ของ “พระสังฆาธิการ” ที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการนำศรัทธาของชาวพุทธเพราะเป็นพระสงฆ์ผู้บริหารวัดวาอารามนั้นๆ ได้อยู่คู่กับหมู่บ้านหรือชุมชนตลอดไป บุคคลเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลา แต่วัดและชุมชนหรือหมู่บ้านจะต้องอยู่คู่กันตลอดไปและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ชาวบ้านก็สุขใจเมื่อมีวัดอยู่ในพื้นที่ ส่วนวัดก็ชื่นใจที่มีชุมชนหรือหมู่บ้านในพื้นที่เดียวกัน “วัดพึ่งบ้าน บ้านก็พึ่งวัด ถ้าร่วมกันก็อวยชัย แต่ถ้าขัดกันก็บรรลัยทั้งสองทาง”
กรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้นในวัดวาอารามหนึ่งของประเทศไทยจึงขอให้เป็น “กรณีศึกษา” ให้กับชาวพุทธได้เป็นอย่างดี แต่ขออย่าได้เลียนแบบการกระทำดังกล่าว มาถึงวันนี้ได้มีบทสรุปแล้วด้วยดีระดับหนึ่ง ชาวพุทธเราเองขอจงช่วยกันสอดส่อง ดูแล คุ้มครองศาสนบุคคลและศาสนวัตถุในพระพุทธศาสนา สิ่งใดที่เหมาะสมหรือดีอยู่แล้วก็ขอให้ช่วยกันส่งเสริม สนับสนุนและยกย่องให้มีมากขึ้น ส่วนใดที่ไม่ดีหรือไม่เหมาะสมในวัดวาศาสนาของเราก็ขอให้ช่วยกันทักท้วง ตักเตือน แนะนำ แก้ไขเพื่อมิให้สิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นในวัดวาอารามของเรา การร่วมมือและร่วมใจกันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพราะประโยชน์จะเกิดขึ้นกับส่วนรวมและพระพุทธศาสนาในที่สุด
ชาวพุทธควรเข้าใจว่าพระธรรมและพระวินัยที่พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติไว้ผ่านมาแล้วสองพันกว่าปีก็ยังมั่นคงสามารถให้พระสงฆ์ได้ประพฤติปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง พระสงฆ์รูปใดเมื่อบรรพชาและอุปสมบทเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้ว น้อมนำตนเองเข้าสู่พระธรรมวินัย น้อมใจให้เข้าถึงพระธรรมแล้วก็จะพบแต่ความสงบและความสุขจนกลายเป็น “บุญกุศล” ขึ้นมาในชีวิต เป็นความสุขที่แท้จริงและเป็นความสงบสุขที่แท้จริงเมื่อเราได้ปฏิบัติให้เข้าถึงแก่นแท้ของพระธรรมแล้ว ต่อจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะนำไปเผยแผ่นำไปสู่การปฏิบัติให้กับอุบาสกและอุบาสิกาให้เกิดเห็นเป็น “มรรคและผล” กันต่อไป
พระสังฆาธิการไปใช้ชีวิตประชดหรือประท้วงในกรงขังสุนัขดังกล่าว จึงขอให้เป็น “ภาพสุดท้าย” ของชาวพุทธและชาวไทยเพราะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมโดยประการทั้งปวง ขออย่าได้มีท่านใดเลียนแบบไม่ว่าในวัดหรือนอกวัด ระเบียบการปกครองของคณะสงฆ์ดีและมีมาตรฐานอยู่แล้ว ขอจงเคารพกฎกติกาอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะพระสังฆาธิการ ถ้ามีรูปอื่นหรือวัดอื่นเลียนแบบขึ้นมาไม่ว่ากรณีใดก็ตามก็จะกลายเป็น “ผี” ที่หลอกหลอนชาวพุทธและชาวบ้าน ขอให้แต่ละรูปได้รักษาศรัทธาของชาวบ้านและชาวพุทธไม่ว่าเราจะมีความเป็นเลิศทางด้านใดก็ตาม มีความโดดเด่นทางด้านใดก็ตาม แต่พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาทุกรูปต้องอยู่ในกรอบของพระธรรมวินัยและพระวินัย รวมถึงกฎระเบียบของมหาเถรสมาคมเดียวกัน ความเป็นระเบียบของสงฆ์ ความสง่างามของสงฆ์ ความศรัทธาของชาวบ้านและชาวพุทธก็จะเกิดขึ้นในบัดนั้นทันทีโดยที่ไม่ต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ข้อวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์นี่เองคือคำสอนที่ดีที่สุดในวันนี้
ขอให้สงฆ์สาวกของพระพุทธองค์จงศึกษาเล่าเรียนพระธรรมและพระวินัยแล้วนำพาไปสู่การปฏิบัติ ช่วยเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ให้เข้าถึงจิตใจชาวบ้านและชาวพุทธ ที่ศรัทธาอยู่แล้วก็ขอให้เจริญศรัทธายิ่งๆ ขึ้นไป ถ้ายังไม่ศรัทธาก็ขอให้เกิดศรัทธา ถ้าไม่สนใจเลยก็ขอให้หันมาสนใจ พระพุทธศาสนาของเราจะจีรังยั่งยืนเพราะชาวพุทธต่างน้อมนำเอาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตครอบครัวชุมชนและสังคม ผีนอกกรอบก็จะไม่กลับมาหลอกหลอนศรัทธาของชาวบ้านกันอีกต่อไป…
พระในกรงหมาอย่าได้กลับมาหลอกหลอนชาวบ้านกันอีกต่อไป…
พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก
เจ้าอาวาสวัดบางไส้ไก่
ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน เขตธนบุรี กทม.

