หน้าแรก เด่นวันนี้ อนาคตไทยในมือ...

อนาคตไทยในมือคนรุ่นใหม่ : พิชัย นริพทะพันธุ์

15.10.20 | 13:33 น.

อนาคตไทยในมือคนรุ่นใหม่ : พิชัย นริพทะพันธุ์

ผมขอขอบคุณท่านประธาน ขรรค์ชัย บุนปาน ที่กรุณาให้ผมมาเขียนบทความในหนังสือพิมพ์มติชน
ในขณะที่เขียนบทความนี้การชุมนุมในวันที่ 14 ตุลาคม ยังไม่ได้เริ่ม แต่เชื่อว่าการชุมนุมจะต้องมี
ผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมากไม่น้อยกว่าการชุมนุมในวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมาอย่างแน่นอน และเชื่อว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของประเทศในไม่ช้า และเชื่ออีกว่าจะทำให้ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราจะต้องมีอนาคตที่ดีขึ้น

หากจำกันได้ ผมเองเป็นหนึ่งในผู้ที่พยายามต่อสู้กับอำนาจเผด็จการมาโดยตลอด และพยายามอธิบายให้สังคมได้รับรู้ว่าการบริหารประเทศของรัฐบาลที่มาจากเผด็จการจะไม่สามารถพัฒนาประเทศนี้ให้ก้าวหน้าได้ โดยได้เสนอตัวเลขทางเศรษฐกิจที่แท้จริงที่เสื่อมถอยมาโดยตลอดและเป็นตัวเลขจริงจากหน่วยงานราชการที่แถลงข่าวเอง แต่กระนั้นผมเองกลับถูกเรียกปรับทัศนคติถึง 8 หน และยังโดนเรียกดำเนินคดีอีกหลายคดี ทั้งที่บอกความจริงและสุดท้ายเศรษฐกิจไทยก็ย่ำแย่ตามที่ผมได้เตือนแล้ว และตลอดเวลาผมก็ได้ปรึกษาทิศทางของประเทศกับอาจารย์วีรพงษ์มาโดยตลอด

ในช่วงที่โดนเรียกปรับทัศนคติหลายหน ได้มีนักศึกษาหลายกลุ่มมาขอเข้าพบเพื่อขอสัมภาษณ์และขอข้อมูลการถูกจับ และหลายกลุ่มขอข้อมูลแนวคิดทางเศรษฐกิจ รวมถึงการได้รับเชิญไปบรรยายพิเศษในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ซึ่งผมเองก็ได้พยายามจะชี้แจงให้นักศึกษาเห็นว่าประเทศจะเดินต่อไปไม่ได้เลย และจะเสื่อมถอยไปเรื่อยๆ ถ้ายังมีรัฐบาลที่มาจากเผด็จการ แต่เสียงตอบรับที่ได้มาคือ กลัวจะโดนจับ กลัวจะถูกเรียกปรับทัศนคติเหมือนที่ผมโดน ซึ่งหลักฐานการชี้แนะนี้ สามารถหาอ่านได้ในหนังสือรพี หนังสือประจำปีของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับปี 2560 ที่ลงบทสัมภาษณ์ของผมตีพิมพ์ไว้ 22 หน้า

ตลอดเวลาหลายปีช่วงเผด็จการ ดูเหมือนจะมีคนจำนวนไม่มากที่กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์ คสช. ซึ่งผมน่าจะเป็นคนหนึ่งในนั้น สื่ออาวุโสหลายท่านกรุณาถามผมด้วยคำถามเดียวกันว่าไม่กลัวหรือ และเคยคิดไหมว่าจะมาต่อสู้ทางความคิดกับเผด็จการ ผมก็ต้องยอมรับตรงๆ ว่ากลัวครับ และกลัวมากด้วย ยิ่งช่วงถูก
ถุงดำคลุมหัวและปิดตานำไปเก็บตัว 7 วัน ยิ่งกลัวใหญ่ ความดันพุ่งปรี๊ดเลย และไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาสู้ เพราะปกติชีวิตก็พออยู่ได้ดีพอควรตามอัตภาพอยู่แล้ว แต่ที่จำเป็นต้องสู้ก็เพราะคิดว่าหากคนที่พร้อมไม่สู้แล้วปล่อยประเทศเละไปเรื่อยๆ เหมือนประเทศพม่า หรือประเทศฟิลิปปินส์ในอดีต เราจะต้องมาเสียใจกันที
หลังก็ไม่มีประโยชน์แล้ว คงเป็นเหมือนที่น้องอั่งอั๊ง อัครสร โอปิลันธน์ หลานสาวของคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พูดไว้เป็นภาษาอังกฤษได้อย่างน่าประทับใจว่า ประเทศนี้จะเปลี่ยนได้คนที่เป็นอีลิทต้องกล้าออกมาแสดงความเห็นและกล้านำในการเปลี่ยนแปลง แต่คนทำแรกๆ นี่ต้องขอบอกว่าไม่ง่ายเลย อีกทั้งเกือบถอดใจหลายหนเพราะดูเหมือนว่าคนในประเทศจะยอมศิโรราบกันหมด ไม่มีใครกล้าพูดกล้าวิจารณ์กันเลย

ผมเองนอกจากจะโดนเรียกปรับทัศนคติ 8 หน และ ถูกดำเนินคดีแล้ว ยังถูกหน่วยงานรัฐ เช่น ปปช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรมสรรพากร ตรวจสอบบัญชีธนาคารทุกบัญชี ตรวจสอบเช็คเข้าออกบัญชีทุกใบ และตรวจสอบทุกโครงการที่ผมทำในระหว่างดำรงตำแหน่ง เพื่อต้องการหาเรื่องดำเนินคดี เพื่อให้ผมหยุดการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็ไม่พบความผิดแต่อย่างไร ซึ่งกลับเป็นผลดีกับผมเพราะเท่ากับว่า คสช. ได้ตรวจสอบความโปร่งใสของผมอย่างถี่ถ้วนแล้วเพราะหากมีความไม่โปร่งใสในเรื่องใดป่านนี้ผมคงโดนดำเนินคดีแล้ว ขนาดเรื่องทฤษฎีกบต้มที่มีทฤษฎีอยู่จริง และสภาวะของประเทศไทยตอนนี้ก็ยิ่งกว่าสภาวะกบต้มเสียอีก คสช. ยังหาเรื่องฟ้องผมจนได้

Advertisement

อย่างไรก็ดี หลังจากที่พยายามจะปลุกแนวคิดให้กับนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ให้ออกมาต่อสู้เพื่ออนาคต แต่ตลอดหลายปีดูเหมือนจะไม่มีผล คนทั่วไปดูเหมือนจะนิ่งเงียบเหมือนยอมรับชะตากรรมกัน แต่พอเริ่มต้นปีนี้ ผมเองอดดีใจไม่ได้ที่ได้เห็นการลุกขึ้นมาต่อสู้ของ นักเรียน นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ จำนวนมาก และมีการกระจายกันไปหลายจังหวัดเกือบทั้งประเทศ ผมไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้เห็นสิ่งนี้ ทำให้รู้สึกว่าประเทศนี้มีความหวังขึ้นมาทันที เพราะหากปล่อยให้สภาพการปกครองเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ประเทศไทยต้องเสื่อมถอยและล้าหลังเหมือนบทเรียนในประเทศภายใต้เผด็จการอื่นๆ อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่น่าจะเข้าใจได้ดีถึงปัญหาการบริหารประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาลมาตลอดหลายปี และมาซ้ำเติมโดยวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด จะทำให้อนาคตของพวกเขามีปัญหาแน่ ถึงพวกเขาตั้งใจเรียนและเรียนได้ดีก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะหางานทำได้ เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำเตี้ยมาตลอด การส่งออกที่ไม่ขยายตัวและการลงทุนที่หดหาย จะทำให้การจ้างงานหายไปด้วย ยิ่งเศรษฐกิจไทยปีนี้จะติดลบถึง -8.3% หรือ อาจจะถึง -10.4% ตามที่ธนาคารโลกคาดการณ์ โอกาสการจ้างงานแทบจะไม่มีเลย แถมจะมีการว่างงานเพิ่มขึ้นอีกมาก

พวกเขายังรู้อีกว่า การใช้เงินของรัฐบาลยังเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ถึงแม้จะใช้เงินมากแต่ฟื้นเศรษฐกิจไม่ได้ เพราะเงินส่วนใหญ่ถูกนำไปแจก แต่ไม่ได้ปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อีกทั้งการเก็บภาษีจะต่ำกว่าเป้า ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะของไทยพู่งทะลุ 60% แปลว่ารัฐบาลจะมีปัญหาในการกู้เงินเพิ่มเพื่ออัดฉีดฟื้นเศรษฐกิจในอนาคต แถมโครงสร้างงบประมาณยังยึดติดของเดิมทั้งที่สถานการณ์ของประเทศและสถานการณ์ของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว จะมีงบทางการทหารไปทำไมมากๆ ทั้งที่ไม่ได้รบกับใคร และจะมีนายพล
จำนวนมากๆ ไปทำไม และทำไมต้องเกณฑ์ทหารทั้งที่การรบสมัยใหม่เขาใช้เทคโนโลยีกันแล้ว จะเอาทหารเกณฑ์ไปรับลูกกระสุน หรือรับระเบิด ที่ยิงมาจาก
โดรนหรือ ก็คงไม่ใช่

แถมล่าสุดยังมีการนำเงินไปใช้ทำปฏิบัติการด้านข่าวสาร (IO) จนถูกทวิตเตอร์ปิดบัญชีไป 926 บัญชี ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง

ก ารที่มีหนี้ครัวเรือนทะลุ 83.8% และสิ้นปีนี้อาจจะทะลุ 90% อีกทั้งหนี้ธุรกิจที่กำลังจะเจ๊งกัน จะไปทำให้หนี้เสียของระบบธนาคารพุ่งสูงมาก ซึ่งแปลว่านอกจาก นักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่จะตกงานและไม่มีงานทำแล้ว การจะกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุน หรือ กู้ยืมเพื่อการใช้จ่าย ก็จะทำไม่ได้ เพราะธนาคารที่มีหนี้เสียมากๆ ก็จะไม่สามารถปล่อยกู้ได้อีก และอาจจะต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยเงินกู้อย่างมหาโหด ไม่มีทางที่จะกู้ไปทำธุรกิจใดแล้วจะประสบความสำเร็จได้ อีกทั้งจะโดนทวงหนี้อย่างโหดร้าย ทั้งซ้อมทั้งทุบ และอาจข่มขู่มาถึงครอบครัวจนบางรายต้องตัดช่องน้อยแต่พอตัวด้วยการฆ่า
ตัวตาย ซึ่งมีให้เห็นเพิ่มขึ้นมากในช่วงระยะเวลาของการบริหารประเทศของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์

และเมื่อพวกเขามองไปยังผู้นำของประเทศและนำไปเปรียบเทียบกับผู้นำของประเทศอื่นที่เจริญแล้ว หรือของประเทศคู่แข่ง พวกเขารับรู้ได้ทันทีว่าไม่มีทางเลยที่ผู้นำของประเทศไทยจะสามารถนำพาประเทศให้รุ่งเรืองเทียบเท่าประเทศอื่นได้ ทั้งระดับสติปัญญาและความสามารถ แถมยังแสดงความเหลื่อมล้ำทางปัญญาให้ประชาชนได้รับรู้อยู่บ่อยครั้ง ทุกวันนี้ได้ยินเพียงแต่ความพยายามที่จะบอกว่าเศรษฐกิจประเทศยังดีอยู่ ไทยยังดีกว่าประเทศอื่นมาก ทั้งที่ไม่เป็นความจริง เหมือนที่มีผู้กล่าวว่ารัฐบาลนี้ชอบโกหก และต้องเลิกโกหกได้แล้ว ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างมาก เพราะการที่รัฐบาลไม่ยอมรับความจริงและไม่ยอมรับปัญหาที่แท้จริง รัฐบาลจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และปัญหาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนคนจะทนกันไม่ไหว และผู้นำยังกล้าออกมาตัดพ้อและยอมรับเองว่า ตื่นมาก็ถูกประชาชนรุมด่าแล้ว โดยไม่พิจารณาว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมาจากตัวเองเลย

นับเป็นเรื่องที่น่าดีใจอย่างสุดสุด ที่นักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศและพยายามต่อสู้ในขอบเขตที่สามารถทำได้ ประเทศไทยพัฒนามาอย่างมากตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน ส่วนหนึ่งมาจากการที่เราไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเวียดนาม ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นคอมมิวนิสต์เกือบทั้งหมดยกเว้น ประเทศมาเลเซีย ไทยจึงมีความน่าเชื่อถือ และการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ ก็หลั่งไหลเข้ามาในไทย จนทำให้เราพัฒนาไปไกลมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก แต่ระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมาที่เรามีปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะ 6 ปีที่ผ่านมานี้ประเทศไทยกลับไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับประชาคมโลกเลย การค้าการลงทุนก็หดหายโดยได้ไหลไปประเทศเพื่อนบ้านหมด เป็นเหมือนช่วงคืนกำไร ซึ่งหากไทยยังไม่รู้สึกตัวและไม่เร่งปรับเปลี่ยน ประเทศไทยจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็วมาก ประกอบกับสถานการณ์โลกที่ปรับเปลี่ยนเร็วจากการเกิด disruption ทางเทคโนโลยี ก็จะยิ่งทำให้ไทยทรุดลงเร็วมากขึ้นไปอีก

ดังนั้น การตื่นตัวของนักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ใหม่เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และจากการที่ผมได้ติดตามวิธีคิด และแนวทางต่างๆ ที่คนรุ่นใหม่นำมาใช้ ประกอบด้วยวิธีคิดที่สร้างสรรค์อย่างมาก ซึ่งทำให้ผมยิ่งมั่นใจว่าในอนาคตประเทศไทยจะอยู่ในมือของคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถที่เก่งพอ เพราะทุกคนต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่จะมีสัดส่วนของคนแก่เพิ่มขึ้นมาก หากคนรุ่นใหม่ไม่เก่งพอ จะไม่สามารถหารายได้เพื่อเลี้ยงดูประชากรผู้สูงอายุเหล่านี้ได้ คนจะเดือดร้อนกันอย่างมาก ประเทศจะเข้าสู่ภาวะที่ยากลำบากได้เลย

ขอเป็นกำลังใจให้คนรุ่นใหม่ทุกคน ที่หวังจะเห็นประเทศนี้ก้าวไปในทางที่ถูกต้อง หนีออกมาจากกะลา หรือเหมือนกบที่กระโดดออกจากหม้อต้มกบ และอยากให้ช่วยกันคิด และช่วยกันฝัน กันต่อไปว่าในอนาคตอยากเห็นประเทศเป็นอย่างไร และต้องเริ่มคิดวางแผนการพัฒนากันตั้งแต่ตอนนี้ โดยผมจะพยายามเสนอแนวคิดให้ช่วยกันพิจารณาในสัปดาห์ต่อๆ ไป

พิชัย นริพทะพันธุ์