ส.ว.กลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความว่า ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ฉบับที่พรรคร่วมรัฐบาล กับพรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะญัตติที่เสนอให้แก้ไขมาตรา 256 โดยตั้งประเด็นทางกฎหมายว่าจะต้องทำประชามติถามประชาชนก่อนที่จะรัฐสภาจะโหวตรับหลักการหรือไม่ โดยกลุ่ม ส.ว.ยืนยันว่าเจตนาของมาตรา 256 ให้แก้ไขรายมาตรา แต่ญัตติที่ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล และฝ่ายค้านเสนอนั้น เป็นการแก้ไขให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.นำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่การแก้ไข
กลุ่ม ส.ว.ออกตัวว่าไม่ใช่การยื้อเวลาแต่เพื่อความปลอดภัยเพราะหากรับหลักการ ถ้าขัดรัฐธรรมนูญ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบและมีโทษทางอาญา ดังนั้น ก่อนรัฐสภาลงมติ ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าทำได้หรือไม่ ต้องทำประชามติช่วงไหนกันแน่ ก่อนรัฐสภารับหลักการ หรือหลังจากผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาไปแล้ว ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันว่ากุญแจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อยู่ที่ ส.ว. ซึ่งจะต้องลงมติเห็นชอบ 1 ใน 3 หรือ 84 เสียง จาก 250 คน การเคลื่อนไหวยื่นศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทำให้เห็นอนาคตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าคงเป็นไปได้ยาก
พรรคเพื่อไทยเคยยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลเมื่อปี 2554 และมี
ผู้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ต่อมามีคำวินิจฉัย 18-22/2555 ระบุว่า การยกร่างใหม่ทั้งฉบับไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (2550) ได้มาโดยการลงประชามติของประชาชน ควรจะให้ประชาชนได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการประชามติ เมื่อจะแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำประชามติก่อน
นักกฎหมายส่วนหนึ่ง เห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดในมาตรา 256 (8) อยู่แล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 1 หมวด 2 หมวด 15 ที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ จะต้องทำประชามติเสียก่อน ในเรื่องนี้ รัฐสภา ทั้ง ส.ส.และ ส.ว.น่าจะมีการหารือ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่กลายเป็นเงื่อนไขของวิกฤตการเมือง ที่นับวันยิ่งรุนแรงและลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ

