การประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 19 ครั้งที่ 5 ได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 และปิดประชุมวันที่ 29 ตุลาคม ที่ประชุมมีมติให้ผ่าน ร่างแผนการพัฒนาเศรษฐกิจประชาชาติและสังคมระยะ 5 ปีของครั้งที่ 14 และข้อเสนอเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาระยะยาว 2035
จากแถลงการณ์การประชุมครั้งนี้ เป็นที่ประจักษ์ว่า จีนมีความรอบคอบและระมัดระวังในการประเมินสถานการณ์ภายในประเทศอันเนื่องจากสถานการณ์โลกมีความผันผวน
ประเทศจีนจะกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจประชาชาติและสังคมทุก 5 ปี ส่วนแผนกำหนดระยะ 5 ปีของการพัฒนาครั้งที่ 14 คือตั้งแต่ปี 2021-2025
นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายการพัฒนาระยะยาว 15 ปีคือตั้งแต่ 2021-2035
ท่ามกลางภาวะที่คนส่วนใหญ่สปอตไลต์ไปที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ หากแถลงการณ์ที่มีอักษรจีนถึง 6 พันกว่าตัว มิได้อ้างอิงถึงความสัมพันธ์จีน-สหรัฐแม้แต่ 1 วลี แต่มีการเปิดเผยถึงประเด็นความขัดแย้ง
จีน-สหรัฐ เป็นเหตุให้สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลง
ที่ประชุมเห็นว่า จีนพัฒนาภายใต้แรงกดดันและความท้าทาย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง สถานการณ์โลกนับวันวุ่นวายและสับสน ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นเป็นอาจิณ
จึงเป็นเหตุนำมาซึ่งความไม่สมดุล อันเนื่องจากขั้นตอนการปฏิรูปค่อนข้างยุ่งยากและลำบาก อีกประการ 1 คือ นวัตกรรมใหม่ไม่สมมาตรกับการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง พื้นฐานการเกษตรยังไม่แข็งแรง การพัฒนาชนบทกับกระจายรายได้มีช่องว่าง การรักษาสิ่งแวดล้อมยังด้อยประสบการณ์ หลักประกันแห่งชีวิตยังไม่ได้มาตรฐาน งานด้านสังคมสงเคราะห์ยังละอ่อน
จึงเรียกร้องให้พรรคต้องเข้าใจปัญหาอันสับสนอันเกิดจากภาวะนอกประเทศ
ล้วนเป็นความขัดแย้งใหม่ และเป็นความท้าทายใหม่
แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ก็ต้องตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของลัทธิสังคมนิยม
เนื้อหาสาระส่วนใหญ่ของแถลงการณ์คือ ป้องกันรักษาความมั่นคงของประเทศ
โดยให้ความสำคัญเหนือกว่าทุกเรื่องที่กำลังพัฒนา
ถ้ากล่าวในด้านความทันสมัยของกลาโหม คือ ฝึกซ้อมทหารเตรียมตัวพร้อมรบอย่างเต็มรูปแบบ ยกระดับการธำรงไว้ซึ่งอธิปไตย ความมั่นคง และความสามารถทางยุทธศาสตร์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการสถาปนากองทัพ 100 ปีในปี 2027
ที่ ผ่านมา ประเทศจีนมีเพียง 2 เหตุการณ์ที่จะครบ 100 ปี
1.ปี 2021 การสถาปนาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครบรอบ 100 ปี อันต้องบรรลุเป้าหมายให้คนจีนมีที่อยู่อาศัยและมีอาหารรับประทาน
2.ปี 2049 การสถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนครบรอบ 100 ปี อันต้องบรรลุเป้าหมายให้เป็นประเทศที่มีอำนาจแบบทันสมัยอย่างแท้จริง
จึงเรียกกันว่า ครบ 100 ปีรวม 2 เหตุการณ์
แต่บัดนี้ พรรคได้ยกเหตุการณ์อีก 1 คือ
ปี 2027 การสสถาปนากองทัพจีนครบรอบ 100 ปี
จึงรวมเป็น ครบ 100 ปีรวม 3 เหตุการณ์
ชัดเจนยิ่งว่า เป็นการส่งสัญญาณให้ชาวโลกรับรู้ว่า ด้านกลาโหมและกำลังกองทัพจีนทันสมัยและไม่ยิ่งหย่อนกว่าประเทศใดในโลก
ถือว่าเป็นประเด็นหลักในการประชุมพรรคครั้งนี้ และไม่เคยมีมาก่อนในอดีต
ประเด็น ไต้หวัน นั้น ในแถลงการณ์เพียงระบุว่า ผลักดันความสัมพันธ์ของ 2 ฝั่งช่องแคบให้ดำเนินไปอย่างสันติและสร้างความเป็นเอกภาพ ส่วนฮ่องกงและมาเก๊า
เพียงแต่พูดซ้ำแบบเดิมว่า ควรต้องธำรงรักษาไว้ซึ่งความพัฒนาอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนต่อไป
ส่วนประเด็นเป้าหมายการพัฒนาระยะยาว 2035 ดูเหมือนที่ประชุมให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประเด็นความมั่นคงและกลาโหม อันมีรายได้ประชาชาติต้องอยู่ในระดับปานกลางของประเทศที่กำลังพัฒนา รายได้กลุ่มชนระดับกลางต้องกระจายไปในวงกว้าง และย่อมต้องมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ในการเดินหน้าต่อไป
การที่จีนจะขยับขนาดเศรษฐกิจขึ้นมาให้เป็นอันดับที่ 1 ของโลก ก็มิใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
กรณีเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ปักกิ่งประเมินสถานการณ์ทางลบของโลกคงไม่ยืนยาว
การประชุมพรรคสมัยที่ 19 ครั้งที่ 5 เป็นไฮไลต์อีกครั้ง 1 ของสี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์กลาง ซึ่งเปี่ยมล้นด้วยอำนาจและบารมี
อันแถลงการณ์ลำดับความสำเร็จประจำปี 2020 ซึ่งรวมทั้งการอนุมานผลิตภัณฑ์มวลรวมน่าจะทะลุเป้าที่กำหนดไว้ คนชนบทจะต้องหลุดพ้นจากความยากจนหลายสิบล้านคน
ที่น่าสนใจที่สุดคือ พรรคชื่นชมกรมการเมืองของพรรค อันเกี่ยวกับการทำงานท่ามกลางความท้าทายอย่างมีประสิทธิภาพ ยืนหยัดธำรงรักษาไว้ซึ่งอธิปไตย ความมั่นคง ประสิทธิภาพการพัฒนา ตลอดจนการควบคุมโรคระบาดไวรัสได้ผลดียิ่ง การเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าที่ตั้งเป้าไว้เดิม และความสัมฤทธิผลทางด้านการทูตให้เป็นประเทศสังคมนิยมแบบประสมประสาน
จ ากการพรรณนาผลงาน พอจะสรุปเป็นสังเขปได้ว่า สี จิ้นผิงคือเสาหลักของพรรคในการนำทาง เสมือนนายท้ายเรือที่มีความชำนาญเส้นทาง สามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้
การแสดงออกในพรรคเช่นนี้ หลังสมัย เหมา เจ๋อตง ยังไม่เคยปรากฏแก่ผู้นำใด
เหมา เจ๋อตง ถึงแก่กรรมวันที่ 9 กันยายน 1976 จวบจนปัจจุบัน เป็นเวลา 44 ปี
ไม่ว่า เติ้ง เสี่ยวผิง ไม่ว่าเจียง เจ๋อหมิน ไม่ว่า หู จิ่นเทา ล้วนไม่มีโอกาสเช่นนี้
ฉะนั้น สี จิ้นผิง จึงเป็นเพียง 1 เดียวในรอบ 44 ปี เป็นความน่าภูมิใจ และไม่เสียของที่เป็นบุตรนักการเมือง ซึ่งบิดาเคยเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีสมัย โจว เอินหลาย เป็นนายกรัฐมนตรี
แม้ต่างชาติเรียกกันว่า การเมืองจีนคือระบบ ยกมือ ก็ตาม
แต่ สี จิ้นผิง ลูกไม้ใต้ต้น ก็มีความรู้จริง คือนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยชิงหัว เปี่ยมด้วยสติปัญญาและประสบการณ์ทำงาน มีวุฒิภาวะในการเป็นผู้นำประเทศเบอร์ใหญ่
ไม่เคยปรากฏมีประชาชนมาเดินขบวนขับไล่ มีแต่คนสนับสนุนให้อยู่ต่อ เพราะเขาได้รับฉันทานุมัติจากพรรค อำนาจได้มาโดยชอบ มิได้มีการจัดตั้งหรือได้จากปลายกระบอกปืน
หากสรุปตำแหน่งสี จิ้นผิง 1 ประธานาธิบดี 1 ประธานกรรมมาธิการทหาร 1 เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์กลาง 1 กรรมาธิการบริหารกรมการเมือง อำนาจล้นฟ้าแต่ไม่ใช้พร่ำเพรื่อ
สี จิ้นผิง บุคคลแห่งยุค
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

