ข่ าวตัวเลขผู้ป่วยโควิด การติดเชื้อ ที่กลับมาแรงอีกครั้ง ทำให้บรรยากาศบ้านเมือง วันสองวันนี้โกลาหลพอสมควร
โรงพยาบาลต่างๆ โดยเฉพาะใน กทม. ซึ่งเที่ยวนี้ เป็นแหล่งกระจายเชื้อสำคัญ มีประชาชนไปติดต่อจองคิวขอตรวจเชื้อโควิด จนหลายแห่งต้องปิดรับบัตรคิวไป เพราะไม่อยากให้เกิดสภาพมีคการนั่งรอตรวจแออัด จะกลายเป็นแหล่งเสี่ยงติดเชื้อกันอีก
ในครม.มีรัฐมนตรี ต้องลาไปรักษาตัว กักตัว 8 คน ด้วยกัน ทำเอา นายกฯบิ๊กตู่กุมขมับ
ต้องงัดเอาโปรแกรมประชุมคอนเฟอเรนซ์ขึ้นมาใช้กันอีกครั้ง
ข้าราชการใหญ่ระดับอธิบดี นักร้องดัง ต้องไปตรวจเชื้อรับยากันหลายคน
สะท้อนว่า ไวรัสโควิดรอบนี้ออกอาการยืดเยื้อ รับมือยากมาก เผลอเมื่อไหร่เป็นเรื่องได้ทันที
ก่อนหน้านี้ คนไทยเคร่งเครียดอัดอั้นมาเป็นปี จากโควิดรอบแรกเมื่อปี 2563 พอมาปลายปีนึกว่าจะคุมได้ ดันเกิดกรณี มหาชัย เป็นกรณีของแรงงานเถื่อนทะลักเข้ามา เมื่อปลายปี 2563 ต่อปีใหม่ 2564
กว่าจะคุมอยู่ ใช้เวลา อีกร่วมๆ 3 เดือนของ 2564 ประกอบกับเริ่มฉีดวัคซีน ทำให้มีความหวังจะฉลองสงกรานต์กันสักหน่อย แม้จะสาดน้ำไม่ได้ ได้แค่สนุกสนานแบบนิวนอร์มอลก็ยังดี
รัฐบาลเองเล็งเปิดประเทศต้นเดือน ก.ค. หรืออย่างช้า ต.ค.
ยอมลดวันกักตัวลงมา หวังเอาการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยว
ต่างชาติ มาช่วยฉุดดึงเศรษฐกิจจากก้นบ่อ กระชากจีดีพี ที่ตั้งเป้าตัวเลขกันเอาไว้
มาเจอ ระลอกสาม เข้าไป ทำเอาเกิดอาการอึ้งกันทั้งประเทศ
ต้องระวังเหมือนกันว่า นอกจากอึ้งแล้ว อารมณ์ผู้คน อารมณ์คนในสังคมเที่ยวนี้ มีความโกรธแค้นกันแล้ว
เพราะชาวบ้านร้านตลาด ต้องอดทนรอในสภาพที่บีบรัดกันมานาน
ความท้าทายของการแก้ปัญหารอบนี้ ก็คือ ทำอย่างไร จะจัดการควบคุมการแพร่กระจายให้ได้อย่างรวดเร็ว
โจทย์สำคัญอย่างมาก คือ จะต้องประคอง รักษาเศรษฐกิจ ไม่ให้ร่วงลงไปมากกว่านี้อีก ซึ่งเป็นงานยากมาก
จะเห็นว่า ภาคเอกชนออกมาส่งเสียงดักคอรัฐบาลไปแล้ว หลังจากมีข่าวจะจัดโซนนิ่งเป็นสีๆ ห้ามเปิด จำกัดเวลาเปิด ห้ามขาย ฯลฯ ตามลำดับความร้ายแรงของการระบาด
ซึ่งคงดูเป็นการเหวี่ยงแหเหมารวมมากเกินไป อยากให้ลงรายละเอียดพิจารณาเป็นจุดๆ มากกว่า
หากรัฐบาลแก้ไขการระบาดรอบนี้ไม่ได้อย่างที่ประชาชนคาดหวัง จัดหาวัคซีนมาฉีดให้ทันการณ์เหมือนประเทศอื่นไม่ได้
จากเรื่องโรคระบาด เศรษฐกิจ ก็จะกลายเป็นความเสี่ยงทางการเมือง
ซึ่งแต่เดิมมา การเมือง และการใช้อำนาจตามกฎหมาย เป็นจุดแข็งที่ทำให้รัฐบาลนี้ยืนอยู่ได้
เจอโควิดเข้าไปคราวนี้ จะต้องเริ่มสังเกตและจับตากันอีกครั้ง
วรศักดิ์ ประยูรศุข

