สถานีคิดเลขที่ 12 สงกรานต์ไม่ปกติ
“เทศกาลสงกรานต์” ปีนี้ต้องดำเนินไปอย่าง “ไม่ปกติ” อีกครั้ง ต่อเนื่องจากเมื่อปีที่แล้ว เพราะการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของ “โควิด-19” ซึ่งผู้ติดเชื้อจำนวนมากกลายเป็นบุคคลระดับชนชั้นนำ และผู้มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ ของสังคม
การเดินทางกลับบ้าน การเดินทางท่องเที่ยว การหยุดพักผ่อน งานรื่นเริงต่างๆ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คาดกันว่าจะคึกคัก จึงต้องเกิดขึ้นอย่างกร่อยๆ เงียบหงอย และไม่ค่อยสนุกสนานนัก
อย่างไรก็ตาม “เทศกาลสงกรานต์” ปีนี้ สำหรับบางชีวิต บางครอบครัว ยังดำเนินไปโดย “ไม่ปกติ” มิใช่เพราะเรื่องโควิด แต่เป็น “ความผิดปกติ” อันสืบเนื่องมาจากการต่อสู้-ความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่าง “คนรุ่นใหม่” กับ “อำนาจรัฐ”
ภาวะ “อปกติ” ดังกล่าว แสดงออกมาชัดเจนผ่านคำสัมภาษณ์บางส่วนของ “แม่คนหนึ่ง” ซึ่งลูกชายของตนเองยังต้องใช้ชีวิต และอดอาหารประท้วงอยู่ในเรือนจำ
เป็นสารจากก้นบึ้งหัวใจของสตรีผู้หนึ่งที่สื่อไปถึงบรรดาผู้มีอำนาจ และเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคม ดังเนื้อหาต่อไปนี้
“เมื่อวานลูกบอกว่าวันนี้จะประกันตัว ถ้าได้ประกันตัวออกมาก็จะเจอกัน แต่ถ้าไม่ได้เจอกัน ถ้าไม่ได้ประกันตัว เขาก็ลา เขาก็ขอลา ณ ตรงนี้ เป็นคุณ คุณทำยังไง?
“น้องเพนกวินก็บอกเพนกวินว่า ก็ตะโกนบอกว่าเขาไม่อยากเป็นลูกคนเดียว แต่เพนกวินก็บอกตอบกลับมาว่า ครอบครัวเราเป็นนักสู้ เราก็สู้…
“เพราะฉะนั้นอีกอาทิตย์หนึ่งที่กำลังจะผ่านไป ที่กำลังจะมาถึงและกำลังจะผ่านไป ที่ทุกคนกำลังจะฉลองปีใหม่สงกรานต์ ทุกคนกำลังจะให้กำเนิดคนคนใหม่
“แต่อยากให้คุณรู้ไว้ว่ามีอีกชีวิตหนึ่งที่กำลังจะจากโลกนี้ไป และเขาจากเราไปโดยที่เขาไม่ได้ทำความผิด เราอยากให้ข้าวทุกคำที่คุณกิน การฉลองแฮปปี้มีความสุขทุกครั้งที่เกิดขึ้น ขอให้คุณคิดถึงคนข้างในนั้น
“มีอีกชีวิตหนึ่งและอีกหลายชีวิตที่เขารอคอยการปลดปล่อย อีกชีวิตหนึ่งที่กำลังจะจากโลกนี้ไป ที่ไม่ได้กลับ…”
ถ้าคิดให้ดี ห้วงเวลาแห่ง “เทศกาลสงกรานต์” จึงไม่ได้ถูกเล่นงานซ้ำๆ โดยโรคระบาดที่ยังควบคุมไม่ได้ ปีแล้วปีเล่าเท่านั้น
แต่เดือนเมษายนยังถูกรุมเร้าด้วยความขัดแย้ง-ความไม่เป็นธรรมทางการเมืองระลอกแล้วระลอกเล่า จากเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 มาจนถึงบรรยากาศการต่อสู้ยุคปัจจุบัน
ที่ดูเหมือนบาดแผลแห่งความแตกแยกจะทั้งถูกกรีดซ้ำและร้าวลึกแผ่ขยายวงมากกว่าเดิม
“สงกรานต์” ที่ “ไม่ปกติ” จึงอาจ “ผิดปกติ” มาร่วมทศวรรษแล้ว มิใช่แค่เพิ่งมา “ผิดแปลก” เอาในช่วง 1-2 ปีหลัง เพราะ “โควิด-19”
แม้จะไม่ค่อยมีความหวังใดๆ มากนัก แต่ก็ยังพยายามหวังแบบลมๆ แล้งๆ ว่าระหว่างและหลังจาก “เทศกาลสงกรานต์” ปีนี้
ทุกคนทุกฝ่าย (โดยเฉพาะฝ่ายที่มีอำนาจ) ในสังคมการเมืองไทย จะใช้อำนาจอย่างเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ (ที่ปราศจากอำนาจ) ให้มากยิ่งขึ้น
เพื่อสักวันหนึ่ง มนุษย์ทุกคนทุกกลุ่มในสังคมจะได้มีโอกาสเฉลิมฉลองในวาระ “เทศกาลสงกรานต์” อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม
ปราปต์ บุนปาน

