หน้าแรก เด่นวันนี้ ถอดบทเรียนจาก...

ถอดบทเรียนจากโควิด : มาตรการก่อนฟ้อง แก้ปัญหาคนล้นคุก

7.06.21 | 18:54 น.

ถอดบทเรียนจากโควิด : มาตรการก่อนฟ้อง แก้ปัญหาคนล้นคุก

 

ขณะที่โลกกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ของผู้คนมากมาย ในมุมหนึ่งสถานการณ์ดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความแออัดของเรือนจำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการที่ก่อให้เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้นของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ดังจะเห็นได้จากในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 พบว่ามีนักโทษมากกว่า 527,000 คน ที่ติดเชื้อโควิด-19 ใน 122 ประเทศ

และมีนักโทษเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสนี้รวมกว่า 3,800 คน จาก 47 ประเทศทั่วโลก[1] สำหรับสถานการณ์ในเรือนจำประเทศไทยก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน จากการรายงานของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 พบว่า เฉพาะผู้ป่วยรายใหม่จากเรือนจำในวันดังกล่าวเพียงวันเดียวมีจำนวนสูงถึง 6,853 ราย ซึ่งเป็นผลจากการค้นหาเชิงรุกในเรือนจำ 8 แห่ง

โดยตัวเลขเฉลี่ยของการพบเชื้ออยู่ที่ 49%[2] และหากยังคงใช้มาตรการตรวจค้นหาเชิงรุกต่อไป คาดว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อย่อมเพิ่มสูงขึ้นอีก โดยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 ภาพรวมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของกรมราชทัณฑ์ พบผู้ติดเชื้อสะสมจำนวน 22,101 คน หายป่วย 6,404 คน ปล่อยตัว/พ้นโทษ 249 คน เสียชีวิต 8 คน คงเหลือผู้ต้องขังที่ยังติดเชื้ออยู่ในความดูแลของกรมราชทัณฑ์ 15,445 คน

ซึ่งการมีผู้ต้องขังติดเชื้อจำนวนมากทำให้เรียกกันว่าเป็น “คลัสเตอร์เรือนจำ” ที่ส่งผลต่อภาพรวมตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ สภาพความแออัดของเรือนจำที่มีผู้ต้องขังรวมกันอยู่เป็นจำนวนมากภายในพื้นที่จำกัดเช่นนี้ ทำให้การคัดกรองเชื้อแต่ละบุคคลที่เข้าออกเรือนจำ ตลอดจนการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) สามารถทำได้ยาก จึงเป็นอุปสรรคต่อการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้นด้วย

เมื่อมีข่าวรายงานถึงคลัสเตอร์เรือนจำว่าเป็นแหล่งแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยมีผู้ติดเชื้อในเรือนจำเพิ่มขึ้นเป็นหลักพันและหลายพันในแต่ละวันดังกล่าว ทำให้หลายคนพุ่งเป้ามาที่การจัดการแก้ปัญหาของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งได้ใช้ความพยายามในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งมาตรการทางด้านสาธารณสุขควบคู่ไปกับการลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำด้วยการพิจารณานโยบายการพักโทษต่าง ๆ รวมทั้งในรูปแบบพิเศษ เช่น การใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring: EM) ทั้ง ๆ ที่หากมองตามความเป็นจริงแล้ว กรมราชทัณฑ์คือส่วนปลายทางของกระบวนการยุติธรรม เป็นหน่วยงานเชิงรับที่ต้องบริหารจัดการผู้ต้องขังที่ถูกส่งตัวมาเข้าเรือนจำจากขั้นตอนต่าง ๆ

Advertisement

ของสายธารแห่งกระบวนการยุติธรรมโดยไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่ที่ผ่านมาความพยายามในการแก้ปัญหาเพื่อมิให้มีผู้ต้องขังในเรือนจำมากเกินสมควรหรือกันมิให้ผู้กระทำความผิดหรือผู้ต้องหาบางประเภทต้องถูกขังในเรือนจำกลับเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำในแต่ละองค์กรที่อยู่ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ได้มีการแก้ไขที่ระบบกระบวนการยุติธรรมแบบองค์รวม เช่น ปัญหาคดีล้นศาล ก็พยายามลดการดำเนินคดีด้วยการไกล่เกลี่ยโดยไม่ได้มีมาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด หรือปัญหาคนล้นคุก ก็ใช้วิธีต่างๆเพื่อลดจำนวนผู้ต้องขังดังที่กล่าวข้างต้นโดยไม่ได้คำนึงถึงการชดใช้เยียวยาผู้เสียหาย ทำให้เป้าหมายที่จะให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพไม่อาจบรรลุผล ตัวเลขการดำเนินคดีย่อมส่งผลต่อมาถึงตัวเลขของผู้ต้องขังในเรือนจำตามที่ยกมาข้างต้น

ปัญหาดังกล่าวจึงไม่ควรจะต้องเป็นความรับผิดชอบของกรมราชทัณฑ์แต่หน่วยงานเดียว เพราะการแก้ปัญหาคนล้นคุกเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุจากการที่มีคดีเข้าสู่ระบบยุติธรรมทางอาญามากจนเกินไป หากแต่จะต้องช่วยกันหามาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกันตั้งแต่ต้นธารของกระบวนการยุติธรรมชั้นตำรวจ อัยการ และศาล จนมาถึงราชทัณฑ์ ตามลำดับ มาตรการที่จะนำมาใช้ต้องไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาแบบแยกส่วนเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม อย่างที่แต่ละองค์กรในกระบวนการยุติธรรมกำลังแยกส่วนกันดำเนินการอยู่ในขณะนี้ แต่ต้องเป็นมาตรการที่แก้ไขปัญหากระบวนการยุติธรรมในภาพรวมให้สามารถคืนความเป็นธรรมให้แก่สังคม ฟื้นฟูผู้กระทำผิด และเยียวยาผู้เสียหายได้อย่างแท้จริง

จากข้อมูลในหนังสือรายงานสถิติคดีของศาลทั่วราชอาณาจักร ประจำปี พ.ศ. 2562 ฉบับสมบูรณ์ที่มีการตีพิมพ์ล่าสุด ปริมาณคดีอาญาที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร ในปี พ.ศ. 2562 มีจำนวน 612,841 คดี จากจำนวนคดีทั้งหมด 1,869,316 คดี โดยศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสิ้นจำนวน 103,121 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 16.21 ของจำเลยทั้งหมด ในขณะที่ในปีเดียวกันศาลชั้นต้นมีคำพิพากษารอการลงโทษ/รอการกำหนดโทษจำเลยถึง 265,840 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 41.78 ของจำเลยทั้งหมดที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีอาญาในศาลชั้นต้น[3]

ในขณะที่ปีนี้ ปริมาณคดีอาญาที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นเพียงสามเดือนแรก (ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม พ.ศ. 2564) มีจำนวน 148,389 คดีแล้ว[4] อันบ่งบอกถึงแนวโน้มปริมาณคดีอาญาที่ขึ้นสู่ศาลว่าไม่มีทีท่าที่จะลดลง ซึ่งส่งผลต่อเนื่องถึงปริมาณผู้ต้องขังในเรือนจำเพราะหากมีการดำเนินคดีอาญาแล้ว ผู้ถูกดำเนินคดีมีโอกาสเดินเข้าสู่ห้องขังหรือเรือนจำได้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม โดยไม่แบ่งแยกว่าเรือนจำที่คุมขังนั้นสำหรับนักโทษเด็ดขาด จำเลยที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล หรือผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างสอบสวน

รายงานสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศของไทย ณ วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 มีผู้ต้องราชทัณฑ์จำนวนรวมทั้งสิ้นสูงถึง 309,282 คน[5] ซึ่งถือว่ามีจำนวนสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก[6] ปัญหาความแออัดในเรือนจำได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้โทษจำคุกที่มากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในทางปฏิบัติ ทำให้แม้กรมราชทัณฑ์จะพยายามสร้างโปรแกรมบำบัดฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ต้องขังตามภารกิจส่วนหนึ่งที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ในการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังให้กลับตัวเป็นคนดี เพื่อให้สังคมปลอดภัยเมื่อพ้นโทษ

แต่เมื่อทรัพยากรที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ต้องขังที่อัดแน่นเกินความสามารถของเรือนจำที่จะรองรับได้ ทำให้มาตรการต่าง ๆ ที่ดี หรือที่พิสูจน์มาแล้วว่าใช้ได้ผลดีในต่างประเทศ ไม่สามารถนำมาใช้ในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จากสถิติผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวในปี พ.ศ. 2560 (ปีล่าสุดที่ตัวเลขสถิติมีความแน่นอน) แล้วกลับมากระทำผิดซ้ำอีกภายใน 3 ปี สูงถึงร้อยละ 34.56[7] ย่อมแสดงให้เห็นว่าการลงโทษจำคุกด้วยหมายให้ผู้กระทำผิดเข็ดหลาบไม่กระทำความผิดซ้ำและเพื่อแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำผิดอันเป็นเป้าประสงค์หลักประการหนึ่งของการลงโทษจำคุกนั้นยังไม่ได้ผลเท่าที่ควรในประเทศไทย อีกทั้งยังมีรายงานวิจัยและบทสัมภาษณ์หลายชิ้นให้ข้อมูลไปในทางเดียวกันว่า การถูกจำคุกกลับทำให้ผู้กระทำผิดมีโอกาสสร้างเครือข่ายในการประกอบอาชญากรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้ายาเสพติดให้กว้างขวางมากขึ้น

แน่นอนว่าประเทศไทยระยะหลังมีความพยายามใช้มาตรการต่าง ๆ ที่จะเป็นผลในการลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาล ไม่ว่าจะเป็นมาตรการไกล่เกลี่ย ประนอมข้อพิพาท มาตรการตามกฎหมายยาเสพติดที่มุ่งฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดโดยให้ถือว่าผู้เสพเป็นผู้ป่วย มาตรการตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังไม่มีผลเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง อย่างหนึ่งเป็นเพราะการใช้มาตรการต่าง ๆ ดังกล่าวยังติดบ่วงอยู่กับคำว่า เป็นมาตรการทางเลือก

หรือมาตรการเบี่ยงเบนคดีออกจากกระบวนการยุติธรรม จึงต้องนำมาใช้เฉพาะกับคดีความผิดที่โทษเล็กน้อยและตั้งข้อจำกัดมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักเกณฑ์การใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีที่มุ่งถึงอัตราโทษเป็นจุดแบ่งมากกว่าพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิด ทั้ง ๆ ที่หากมีการดำเนินคดีแล้ว ในความเป็นจริงผู้ถูกดำเนินคดีอาจถูกต้องขังได้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม เช่น คดีเรื่องหนึ่งที่ผู้ต้องขังเป็นจำเลยที่ถูกฝากขังระหว่างพิจารณาในคดีลักเครื่องดื่มน้ำดำยี่ห้อหนึ่งในร้านสะดวกซื้อ แม้เป็นคดีเล็กน้อย มูลค่าทรัพย์เพียงหลักสิบ แต่เมื่อไม่มีเงินประกันตัว จึงต้องถูกขังระหว่างพิจารณา

และหลังจากนั้นได้ถึงแก่ความตายในเรือนจำ ไม่ว่าสาเหตุการตายจะเป็นเพราะเหตุใด ก็เป็นอุทาหรณ์ว่าสมควรหรือที่การกระทำผิดเพียงเล็กน้อยนี้ส่งผลให้วาระสุดท้ายของผู้ต้องหาคนนี้ต้องตายอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าในเรือนจำที่สุดท้ายแล้วเขาอาจไม่ต้องเข้าไปอยู่เลย เพราะคดีลักษณะนี้ศาลอาจพิพากษาให้รอการลงโทษ ซึ่งศาลก็มักใช้ดุลพินิจเช่นนั้นในความผิดเล็กน้อยที่ผู้กระทำได้กระทำลงเป็นครั้งแรก ดังจะเห็นได้จากสถิติคดีที่ยกไว้ข้างต้นว่า จำนวนจำเลยที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษ/รอการกำหนดโทษ มีถึงร้อยละ 41.78 ของจำเลยทั้งหมดในปี พ.ศ. 2562 ที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีอาญาในศาลชั้นต้น

กรณีจึงเป็นที่น่าคิดว่าการผลักภาระให้ทุกคดีต้องดำเนินไปจนสุดทางที่ศาล เพราะไม่มีทางออกอื่นระหว่างทางนั้นยังจะตอบโจทย์การอำนวยความยุติธรรมในภาวะปัจจุบันหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่มีผลพิสูจน์แล้วว่า การปล่อยให้คดีที่เริ่มต้นแล้วต้องเรียงกันมาเข้าสู่สายพานแห่งกระบวนการยุติธรรมที่ลำเลียงไปสู่การตัดสินของศาลแทบทุกเรื่องนั้นก่อผลกระทบเชิงลบระหว่างทางเดินของสายพานมากมาย ทั้งในเรื่องการจัดสรรทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร เครื่องไม้เครื่องมือ และเวลาที่มีจำกัด

ทำให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม ทั้งยังทำให้ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณา ตั้งแต่ชั้นสอบสวนถึงชั้นพิจารณาในศาลฎีกามีจำนวนมาก จากสถิติที่มีการสำรวจล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 มีจำนวนถึง 59,907 คน คิดเป็นร้อยละ 19.370 ของผู้ต้องราชทัณฑ์ทั้งหมดทั่วประเทศ[8]  นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องต้นทุนในการดำเนินคดี ซึ่งจากรายงานของทีดีอาร์ไอ เมื่อปี พ.ศ. 2557 ประเมินต้นทุนเฉลี่ยของแต่ละคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่ากับคดีละ 76,612 บาท ซึ่งแน่นอนว่าหากคดีมีการอุทธรณ์ฎีกา ตัวเลขนี้ย่อมเพิ่มขึ้นไปอีก[9]

หลายประเทศซึ่งได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของระบบกระบวนการยุติธรรมที่เป็นสากลจึงได้ยอมรับหลักการที่ไม่ใช่ว่าทุกคดีจะต้องให้ผู้กระทำความผิดเดินไปสู่การพิจารณาของศาลเท่านั้น แต่มีการนำมาตรการอื่น ๆ มาใช้เพื่ออำนวยความยุติธรรมตั้งแต่ขั้นต้นของการดำเนินคดีโดยไม่ต้องรอให้ถึงศาลอันควรจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายและคัดกรองคดีที่มีความจำเป็นต้องขึ้นสู่ศาลจริง ๆ ทั้งหลักการให้พนักงานอัยการมีดุลพินิจในการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีที่ต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากความเพียงพอของพยานหลักฐาน ดังเช่น ประเทศอังกฤษซึ่งการที่พนักงานอัยการจะสั่งฟ้องนั้นนอกจากจะพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอแล้ว ยังจะต้องพิจารณาอีกด้วยว่าการดำเนินคดีต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ (public interest) หรือไม่ โดยมีหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ชัดเจน

รวมถึงกรณีเป็นความผิดไม่ร้ายแรง เกิดความเสียหายเล็กน้อย ซึ่งไม่มีลักษณะของการกระทำความผิดซ้ำ หรือมีแนวโน้มที่หากฟ้องคดีแล้วศาลจะพิพากษาลงโทษน้อย เป็นต้น เช่นนี้พนักงานอัยการสามารถใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องคดี หรือออกคำสั่งให้ใช้มาตรการเตือนหรือเตือนโดยมีเงื่อนไข (caution or conditional caution) ซึ่งหากภายหลังผิดเงื่อนไข ก็จะทำการดำเนินคดีต่อไป เช่นเดียวกับประเทศเยอรมันที่พนักงานอัยการสามารถสั่งไม่ฟ้องหรือยุติการดำเนินคดีได้หากความน่าตำหนิของผู้กระทำมีเพียงเล็กน้อยและปราศจากประโยชน์สาธารณะที่จะดำเนินคดีอาญาดังกล่าว[10]

หรือในกรณีที่มีการฟ้องคดีไปแล้ว ศาลก็สามารถระงับการดำเนินคดีได้ตลอดจนกว่าการพิจารณาคดีจะเสร็จสิ้นลงโดยใช้หลักการเดียวกัน หรือกรณีที่มีการใช้มาตรการต่อรองคำรับสารภาพ (plea bargaining) ในระบบของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานอัยการเจรจาเพื่อให้ผู้ต้องหารับสารภาพในความผิดที่กล่าวหาหรือข้อหาที่มีโทษเบากว่า เพื่อลดภาระการพิสูจน์และทำให้คดีเสร็จสิ้นไปอย่างรวดเร็ว ส่วนในประเทศฝรั่งเศสเองซึ่งเป็นต้นแบบของระบบกฎหมายซีวิลลอว์

พนักงานอัยการจะฟ้องคดีก็ต่อเมื่อเห็นสมควรและเพื่อประโยชน์ของสังคม[11] ทั้งยังมีการใช้มาตรการหลายอย่างควบคู่กัน ทั้งการไกล่เกลี่ยคดีอาญา การทำความตกลงทางอาญาหรือการชะลอการฟ้อง และการต่อรองคำรับสารภาพ เช่นเดียวกับพนักงานอัยการในประเทศญี่ปุ่นที่มีดุลยพินิจกว้างขวางในการสั่งไม่ฟ้อง โดยคำนึงถึงคุณลักษณะ อายุ สภาพแวดล้อมของผู้กระทำผิด ความหนักเบาของความผิด ตลอดจนพฤติการณ์ภายหลังการกระทำความผิดแล้ว[12]

จากตัวอย่างที่กล่าวมาแสดงให้เห็นได้ว่าการมีมาตรการก่อนฟ้องต่าง ๆ ที่ช่วยคัดกรองการดำเนินคดีขึ้นสู่ศาลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ได้ทำกันในหลายประเทศทั่วโลกมาเป็นระยะเวลานานแล้ว สอดคล้องกับแนวทางของสหประชาชาติที่ให้ความสำคัญกับการใช้มาตรการทางเลือกอื่นแทนการจำคุกอันผูกโยงกับมาตรการในการคัดกรองคดีออกจากระบบกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด อาทิเช่น Guidelines on the Role of Prosecutors 1990 ซึ่งสนับสนุนหลักการเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจอย่างเหมาะสมของพนักงานอัยการในการใช้มาตรการอื่นแทนการดำเนินคดีอาญา หรือ United Nations Standard Minimum Rules for Non-custodial Measure 1990 ซึ่งกำหนดให้ตำรวจ อัยการ หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญาพึงมีอำนาจที่จะยุติการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้

หม่อมหลวงศุภกิตต์ จรูญโรจน์ เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์

หากการดำเนินคดีอาญาต่อไปนั้นไม่จำเป็นเมื่อพิจารณาถึงการคุ้มครองสังคม การป้องกันอาชญากรรม การส่งเสริมการเคารพต่อกฎหมายบ้านเมืองและสิทธิของผู้เสียหาย[13] หรือ The UN’s Handbook of the basic principles and promising practices on Alternatives to Imprisonment ซึ่งเสนอให้อัยการและศาลควรมีบทบาทนำในการเบี่ยงเบนคดีเกี่ยวเนื่องกับการไกล่เกลี่ยและกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดยล่าสุดในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา สมัยที่ 14 ที่จัดขึ้น ณ กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7-12 มีนาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา ก็ได้มีข้อมติเกียวโตที่สนับสนุนการใช้มาตรการทางเลือกอื่น ๆ แทนการจำคุกเช่นกัน

ปัญหาของกระบวนการยุติรรมไทยที่กล่าวมาข้างต้นเป็นปัญหาที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เพียงแต่การเผชิญกับวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นปัจจัยหนึ่งที่เปรียบเสมือนการจุดชนวนระเบิดเวลาที่ทำให้ปัญหาที่สั่งสมมาเหล่านั้นเกิดระเบิดปะทุขึ้นมา ฉะนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่เราจะใช้โอกาสในภาวะวิกฤติเช่นนี้ร่วมมือกันขับเคลื่อนให้มีมาตรการก่อนการฟ้องคดีที่มีความหลากหลาย และสามารถนำมาใช้ในคดีต่าง ๆ ได้มากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน และควรเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ

เพื่อประโยชน์ของบุคคลในคดี ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องหาหรือผู้เสียหาย รวมทั้งสังคมส่วนรวม โดยร่วมกันผลักดันออกกฎหมายเกี่ยวกับการใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความยุติธรรมก่อนฟ้องคดี เช่น การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้กระทำผิดที่สำนึกตนได้ปฏิบัติ ซึ่งรวมถึงการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย โดยระหว่างดำเนินการตามเงื่อนไขนั้นให้พนักงานอัยการชะลอการฟ้องไว้ก่อน ทั้งนี้ การที่พนักงานอัยการจะพิจารณาว่าคดีใดควรจะใช้มาตรการแทนการฟ้องผู้กระทำผิดหรือไม่ ต้องมีกลไกในการตรวจสอบที่เหมาะสม หากพนักงานอัยการมีคำสั่งใช้มาตรการแทนการฟ้องผู้กระทำผิด พนักงานคุมประพฤติก็จะเข้ามามีบทบาทในการสืบเสาะพินิจ ควบคุมดูแล ตลอดจนแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดตลอดช่วงเวลาที่กำหนด

หากผู้กระทำผิดสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ก็จะไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งหลักการต่าง ๆ เคยอยู่ในร่างพระราชบัญญัติมาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา พ.ศ. …. ที่ยังคงค้างพิจารณาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้มีการเสนอแนวคิดและยกร่างกฎหมายขึ้นหลายฉบับแต่ไม่บรรลุผลจากอุปสรรคทางความคิดบางประการเป็นเวลาร่วม 40 ปี ซึ่งมาตรการเหล่านี้นอกจากจะช่วยลดปริมาณคดีที่ขึ้นสู่ศาลและลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำอันเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานยุติธรรมของภาครัฐแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อบุคคลในคดี ทั้งผู้กระทำผิดที่ไม่ต้องถูกคุมขังหรือจำคุกโดยไม่จำเป็น และให้ได้รับการแก้ไขฟื้นฟูให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้ โดยไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก ในขณะเดียวกันผู้เสียหายก็ได้รับการชดเชยหรือเยียวยาความเสียหายด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คือ ประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนควรได้รับจากกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมสามารถอำนวย “ความยุติธรรม” ให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง

 

รายการอ้างอิง

[1] UN News. “Impact of COVID-19 ‘heavily felt’ by prisoners globally: UN expert.” https://news.un.org/en/story/2021/03/1086802, March 9, 2021.

[2] บีบีซี ไทย. “โควิด-19: สาเหตุใดที่ทำให้โควิดระบาดหนักในเรือนจำ หลังมียอดผู้ติดเชื้อพุ่งเกิน 10,000 ราย.” https://www.bbc.com/thai/thailand-57144771, 17 พฤษภาคม 2564.

[3] ศาลยุติธรรม. “หนังสือรายงานสถิติคดีของศาลทั่วราชอาณาจักร ประจำปี พ.ศ. 2562.”  https://oppb.coj.go.th/th/content/category/detail/id/8/cid/2085/iid/196196, 2 มิถุนายน 2564.

[4] ศาลยุติธรรม. “ผลการดำเนินงานด้านคดี ประจำเดือนมกราคม-มีนาคม พ.ศ. 2564.” https://oppb.coj.go.th/th/content/category/detail/id/8/cid/2087/iid/246404, 2 มิถุนายน 2564.

[5] กรมราชทัณฑ์. “รายงานสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศ สำรวจ ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2564.” http://www.correct.go.th/rt103pdf/report_result.php?date=2021-06-01&report=, 3 มิถุนายน 2564.

[6] World Prison Brief. “Highest to Lowest – Prison Population Total.” https://www.prisonstudies.org/highest-to-lowest/prison-population-total?field_region_taxonomy_tid=All, June 3, 2021.

[7] กรมราชทัณฑ์. “สถิติการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขัง.” http://www.correct.go.th/recstats/index.php, 3 มิถุนายน 2564.

[8] กรมราชทัณฑ์. “รายงานสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศ สำรวจ ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2564.” http://www.correct.go.th/rt103pdf/report_result.php?date=2021-06-01&report=, 3 มิถุนายน 2564.

[9] สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. นิติเศรษฐศาสตร์ของระบบยุติธรรมทางอาญาของไทย. รายงานทีดีอาร์ไอ ฉบับที่ 104 (มิถุนายน 2557) : 14. https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2014/09/TDRI-Report-June-web-preview.pdf, 2 มิถุนายน 2564.

[10] คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาวิจัย เรื่อง “การนำกระบวนการยุติธรรมทางเลือกมาใช้ในชั้นพนักงานอัยการ: ศึกษาเปรียบเทียบนานาประเทศ”. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เดือนตุลา, 2555.

[11] พันตำรวจโท บดินทร วิยาภรณ์. การยุติการดำเนินคดีอาญาโดยใช้ดุลพินิจในชั้นก่อนฟ้อง. ดุษฎีนิพนธ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารกระบวนการยุติธรรม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2562.

[12] คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาวิจัย เรื่อง “การนำกระบวนการยุติธรรมทางเลือกมาใช้ในชั้นพนักงานอัยการ: ศึกษาเปรียบเทียบนานาประเทศ”. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เดือนตุลา, 2555.

[13] ชาติ ชัยเดชสุริยะ. มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เดือนตุลา, 2549.