เหมือนจะเป็นที่รู้กันแล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ในประเด็นสำคัญๆ อย่างอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ คงจะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ
และจะมีการเลือกตั้งตามกติกาเดิมนี้ อีกอย่างน้อย 1 ครั้ง คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า คือ ปี 2565
มีสัญญาณยืนยันแนวโน้มดังกล่าว เกิดขึ้นระหว่างอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2565 ระหว่างการพิจารณา พ.ร.ก. 5 แสนล้าน
รวมถึงการให้สัมภาษณ์ของ ส.ส. และโดยเฉพาะจากตัวนายกรัฐมนตรีเอง
อีกสัญญาณที่สอดคล้องกัน คือ ข่าวหนาหู เกี่ยวกับการตั้งพรรคใหม่มากมายหลายพรรค ที่วางเป้าหมายไว้ระดับ 10-20-30 ที่นั่ง เพื่อให้รับกับกติกา ที่เป็นมิตรอย่างมากกับพรรคเล็กพรรคน้อย
ส่วนพรรคใหญ่ หรือพรรคหลัก ไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้านนั้นไม่พลาด ต้องเตรียมเลือกตั้งกันแล้ว
อย่างไรก็ตาม หลายคนยังเชื่อว่า ข่าวยุบสภาที่ว่านี้ น่าจะเป็นเพียงการขู่พรรคร่วมรัฐบาล ไม่ให้ล้ำเส้นมากเกินไป
ในพรรคร่วมอาจจะมีรายการขบเขี้ยวจนเกิดเสียงดังออกมาถึงสังคมภายนอก
แต่ลึกๆ ยังพอประสานประโยชน์กันไปได้
ที่สำคัญ การจับมือกอดคอกันต่อไป ก็เป็นโอกาสในการหาเสียงกันไปเรื่อยๆแบบวิน-วิน
แต่ถ้าการยุบสภาฯ เปลี่ยนสภาพจากคำขู่ กลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา มองความพร้อมและโอกาสที่จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ความได้เปรียบอยู่ที่พรรคแกนนำรัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัย
เป็นความได้เปรียบจากกฎกติกา ที่มี 250 ส.ว. ตุนในกระเป๋า สภาผู้แทนฯ ยุบก็ยุบไป ส.ว.ยังอยู่ และพร้อมโหวตให้นายกฯ คนเดิมกลับมาอีกครั้ง
กติกาข้อนี้ ยังช่วยดึงดูดให้นักการเมืองเต็งๆ วิ่งเข้าไปพรรคแกนนำรัฐบาล หรือพรรคที่มีนโยบายหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
มองจากวันนี้ การเมืองประเทศไทย คงจะเดินไปแบบที่ว่านี้
แต่ทุกฝ่ายควรคิดกันให้ดีๆ ว่าหากการเมืองไทยเดินไปแบบเดิมๆ เหมือนหลังเลือกตั้ง 2562 ผลเสียผลดีจะเป็นอย่างไร
จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าจะเปลี่ยนแปลงกฎกติกาให้การเมืองเปลี่ยนแปลงไปสู่มาตรฐานที่ถูกต้อง
ให้อำนาจกำหนดตัวนายกฯ กลับคืนมาอยู่ในมือของประชาชน ซึ่งเลือกตัวแทนไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎร
อันเป็นหลักการในการคัดเลือกตัวนายกฯ ที่เราใช้กันมาตลอด เพิ่งมาเปลี่ยนให้ ส.ว.ร่วมลงมติด้วย ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 นี่เอง
มองไกลออกไป โควิดดึงเอาการเปลี่ยนแปลงมาจ่ออยู่หน้าประตูบ้านแล้ว
การวิ่งให้ทัน และเร็วกว่าความเปลี่ยนแปลง เป็นโจทย์ใหญ่มาก
จะให้คนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวมากำหนดเหมือนที่ผ่านๆ มา ไม่เป็นที่ยอมรับมาตั้งแต่ต้น และจะเห็นชัดมากขึ้น
ต้องให้ประชาชน ซึ่งรับผลกระทบโดยตรงมีส่วนร่วม ผ่านการเลือกตั้ง
หากไม่เลือกหนทางนี้ การปะทะและสวนทางกัน ระหว่างการเมืองตามกติกาล้าสมัยกับสังคมประเทศและโลกที่วิ่งข้างหน้าจะหลีกเลี่ยงได้ยาก
และความเสียหายจะยิ่งกว่าที่ผ่านๆ มา

