หน้าแรก เด่นวันนี้ กระบวนการยุติ...

กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในสหรัฐอเมริกา

8.07.21 | 12:10 น.

ด้วยสำนักข่าว LAW360 เผยแพร่ ข้อมูลบริษัท โตโยต้า คอร์ปฯ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น รายงานต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) รวมถึงกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) เมื่อ เม.ย. 2563 ว่า มีความเป็นไปได้ว่าบริษัทลูกแห่งหนึ่งของโตโยต้าในไทย อาจกระทำการละเมิดกฎหมายต่อต้านการติดสินบน (Anti-Bribery Laws) ของสหรัฐฯ โดย LAW360 มีการกล่าวอ้างผลการสอบสวนพาดพิงถึงบุคลากร อดีตผู้พิพากษาระดับสูงในศาลฎีกา ผู้พิพากษาในศาลฎีกา สำนักงานกฎหมาย และบุคคลที่เกี่ยวข้องในแวดวงกระบวนการยุติธรรมไทยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีการจ่ายสินบนด้วย และขณะนี้มีการคัดเลือกลูกขุนใหญ่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนเพื่อให้มีการออกหมายเรียกเอกสารของธนาคารและเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง

ประชาชนที่ได้ทราบข่าวดังกล่าวก็อาจมีความสงสัยว่าคณะลูกขุนใหญ่นั้นคืออะไร ใช่ลูกขุนที่พิจารณาคดีในระบบกฎหมาย Common Law หรือไม่ จึงขออธิบายถึงกระบวนยุติธรรมทางอาญา ของสหรัฐอเมริกาว่ามีลักษณะเฉพาะโดยมีลูกขุน 2 คณะ คือ คณะลูกขุนใหญ่ (Grand Jury) ทำหน้าที่เป็นคณะลูกขุนใหญ่ เป็นเวลา 1-4 เดือน เมื่อครบกำหนดผู้พิพากษาผู้ซึ่งรับผิดชอบในแต่ละศาลจะสรรหาคณะลูกขุนใหญ่เพื่อมาปฏิบัติหน้าที่แทนชุดเดิม ดังนั้นคณะลูกขุนใหญ่จึงตั้งขึ้นมาก่อนฟ้องคดีมีกำหนดระยะเวลาเพื่อพิจารณาคำฟ้องของพนักงานอัยการว่าสมควรอนุมัติคำฟ้องนั้นหรือไม่ ส่วนคณะลูกขุน (Jury) ตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาเฉพาะคดีเป็นเรื่องๆ หลังจากพนักงานอัยการฟ้องจำเลยแล้ว

กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของสหรัฐอเมริกา แตกต่างจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย กล่าวคือประเทศไทยผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญามี 2 พวก คือ พนักงานอัยการ และผู้เสียหาย เมื่อพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องคดีอาญาแล้วก็สามารถนำตัวจำเลยไปฟ้องคดีต่อศาลที่มีอำนาจได้เลยโดยไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐหรือภาคเอกชน แต่ถ้าพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องจึงมีการตรวจสอบการสั่งคดีของพนักงานอัยการโดยคดีในต่างจังหวัดที่สอบสวนโดยพนักงานฝ่ายปกครอง พนักงานอัยการต้องส่งสำนวนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณา หากผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นชอบก็จะทำให้คดีนั้นมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นแย้งให้ฟ้องผู้ต้องหาก็จะส่งสำนวนเสนออัยการสูงสุดสั่งคดีต่อไป ถ้าคดีอาญาในต่างจังหวัดสอบสวนโดยตำรวจ พนักงานอัยการก็จะส่งสำนวนไปให้ผู้บัญชาการตำรวจที่เป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนพิจารณาเช่น สำนวนคดีของสถานีตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่นก็ต้องส่งสำนวนไปให้ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 พิจารณา เป็นต้น ส่วนคดีในกรุงเทพฯ ส่งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 และ 145/1

สำหรับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในสหรัฐอเมริกามีลักษณะและรูปแบบเฉพาะ คือเป็นระบบ Dual Sovereignty กล่าวคือ มีการแยกอำนาจในการดำเนินคดีอาญาระหว่างรัฐบาลกลาง (Federal System) และมลรัฐ (State System) ออกจากกันอย่างชัดเจน ตามระบบ Dual Sovereignty ทั้งรัฐบาลกลางและมลรัฐ มีอำนาจดำเนินคดีอาญาจำเลยในการกระทำเดียวกันหากพบว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายของรัฐบาลกลางและกฎหมายของแต่ละมลรัฐในคราวเดียวกัน ดังนั้นกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในสหรัฐอเมริกา จำแนกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับสหพันธรัฐ (Federal State) และระดับมลรัฐ (States)

การดำเนินคดีอาญาทั้งในระดับ Federation และระดับ State จะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงานอัยการเท่านั้น ประชาชนไม่สามารถนำคดีอาญาขึ้นฟ้องต่อศาลได้ด้วยตนเอง เพราะการควบคุมการดำเนินคดีอาญาเป็นภารกิจของรัฐแต่เพียงผู้เดียว เพื่อป้องกันเอกชนในการเอาคดีอาญามาแกล้งฟ้องเพื่อให้ร้ายกันหรือเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายหรือใช้คดีอาญาในการสร้างอำนาจต่อรองกับคู่กรณี ทั้งนี้ในกรณีที่คดีอาญาไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสามารถเอาผิดต่อผู้ต้องหาได้ พนักงานอัยการผู้ตรวจสำนวนจะปฏิเสธการรับสำนวนตั้งแต่ต้น หรือแม้ว่าผู้ตรวจสำนวนจะได้รับสำนวนนั้นแล้ว แต่หากปรากฎในภายหลังว่าพยานหลักฐานในสำนวนคดีอาญาไม่เพียงพอ พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนก็สามารถใช้ดุลยพินิจที่จะปฏิเสธการฟ้องคดีต่อศาลได้โดยการไม่ยื่นคำร้องต่อคณะลูกขุนใหญ่ (Grand Jury) เพื่อขออนุมัติให้พนักงานอัยการเสนอคำฟ้องต่อศาล ในทางกลับกันถ้าพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนพบว่ามีพยานหลักฐานที่สำคัญและจำเป็นต่อคดีบางส่วนขาดหายไปหรือไม่ได้รวบรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนหรือมีความจำเป็นที่จะต้องรวบรวมถ้อยคำจากบางคนอีก พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนก็มีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนเพิ่มเติมหรือจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนประจำสำนักงานอัยการแห่งนั้นๆ ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ส่งสำนวนการสอบสวนนั้นทราบก็ได้ ในทางปฏิบัติ สำหรับคดีอาญาที่สำคัญๆ ที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นส่วนรวม หรือคดีอาญาใดๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจละเลยไม่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนซึ่งอาจเกิดจากการอิทธิพลท้องถิ่นของผู้ต้องหาหรือกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ต้องหาเสียเอง หากมีการร้องขอจากผู้เสียหายหรือพนักงานอัยการทราบเหตุดังกล่าวด้วยตนเอง พนักงานอัยการก็มีอำนาจที่จะริเริ่มการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาเองได้โดยการสั่งให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนประจำสำนักงานอัยการแห่งนั้น ๆ ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานใดๆ ที่จำเป็นต่อคดีอาญาโดยไม่ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งสำนวนการสอบสวนก็ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนประจำสำนักงานอัยการมีอำนาจในการพกพาอาวุธปีนและจับกุมผู้กระทำความผิดเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

Advertisement

พนักงานอัยการมีอำนาจและดุลยพินิจที่เป็นอิสระในการพิจารณาคดี เรียกว่า Prosecutorial Discretion แม้ว่าคดีอาญาจะมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ โดยปราศจากข้อสงสัยแต่ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าเป็นคดีความผิดเล็กน้อย และเห็นควรให้โอกาสแก่ผู้ต้องหากลับตนเป็นคนดี พนักงานอัยการอาจสั่งไม่ฟ้องคดีอาญานั้นก็ได้ ในการนี้พนักงานอัยการอาจกำหนดเงื่อนไขบางปุระการ เช่น ผู้ต้องหาต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน เป็นต้น ดังนั้น ข้อดีของกระบวนการนี้ คือ ผู้ต้องหาจะไม่มีประวัติอาชญากรติดตัว และไม่ต้องดำเนินกระบวนการ Plea Bargaining แต่หากผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ผู้ต้องหาจะต้องถูกฟ้องคดีต่อศาลในภายหลัง จึงอาจกล่าวได้ว่า หากพนักงานอัยการมีทางเลือกในการบริหารจัดการคดีอาญามากเท่าใด(Diversion Program) ก็จะสามารถให้ความเป็นธรรมได้มากยิ่งขึ้น
คณะลูกขุนใหญ่ (Grand Jury) นั้น ผู้พิพากษาในแต่ละศาลจะเลือกบุคคลจำนวน 5 คน เป็นคณะกรรมการสรรหาคณะลูกขุนใหญ่ กรรมการแต่ละคนจะเสนอรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับการคัดเลือกเป็นคณะลูกขุนใหญ่ จำนวน 10 คน รวมทั้งสิ้น 50 คน ผู้พิพากษาจะทำการสัมภาษณ์บุคคลเหล่านั้นและจะเลือกคณะบุคคลจำนวนระหว่าง 16 – 23 คน ทำหน้าที่เป็นคณะลูกขุนใหญ่เป็นเวลา 1 – 4 เดือน เมื่อครบกำหนดผู้พิพากษาผู้ซึ่งรับผิดชอบในแต่ละศาล จะสรรหาคณะลูกขุนใหญ่เพื่อมาปฏิบัติหน้าที่แทนชุดเดิม

ในทางปฏิบัติพนักงานอัยการผู้ทำหน้าที่ตรวจรับสำนวนคดีอาญาจะจัดการประชุมคณะลูกขุนใหญ่เพื่อขออนุมัติคำฟ้อง (Indictment) โดยคำฟ้องนั้น พนักงานอัยการเป็นผู้ร่าง ส่วนคณะลูกขุนใหญ่จะทำหน้าที่เพียงไต่สวนและกลั่นกรองคดีอาญาที่นำเสนอโดยพนักงานอัยการว่าพนักงานอัยการมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟ้องคดีอาญานั้น ได้หรือไม่ เพียงใด ซึ่งมีข้อสังเกตว่า การที่คณะลูกขุนใหญ่ซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปพิจารณาพยานหลักฐานเพื่ออนุมัติคำฟ้องของพนักงานอัยการนั้น จะเป็นหลักการเดียวกันกับการใช้บุคคลธรรมดา ร่วมเป็นคณะลูกขุน (Jury) เพื่อพิจารณาคดีอาญาของศาล เนื่องจากคณะลูกขุนใหญ่ก็มาจากประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นเดียวกันกับคณะลูกขุน จึงน่าจะมีความคิดเห็นใกล้เคียงกัน อนึ่งคณะลูกขุนใหญ่ ต้องได้คะแนนเสียงข้างมากจำนวนไม่น้อยกว่า 12 เสียง อนุมัติให้พนักงานอัยการฟ้องคดีอาญา (True Bill) โดยเป็นอำนาจเด็ดขาดของคณะลูกขุนใหญ่ที่จะพิจารณาว่าข้อหาใดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคดีอาญานั้น ถ้าคณะลูกขุนใหญ่ปฏิเสธข้อหาที่พนักงานอัยการร้องขอ (No Bill) พนักงานอัยการผู้เป็นหัวหน้าประจำสำนักงานอัยการนั้น ก็มีสิทธิยื่นขออนุมัติคำฟ้องต่อคณะลูกขุนใหญ่ชุดใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อคำฟ้องได้รับอนุมัติแล้ว คำฟ้องจะถูกส่งไปที่เสมียนท้องถิ่น (District Clerk) เพื่อส่งต่อไปยังศาลที่มีเขตอำนาจ หลังจากนั้นคดีอาญาจะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของพนักงานอัยการโดยอัตโนมัติ

มีข้อสังเกตว่าในคดีอุกฉกรรจ์ (Felony) พนักงานอัยการจำเป็นที่จะต้องได้รับอนุมัติคำฟ้องจากคณะลูกขุนใหญ่เพื่อฟ้องคดีอาญาต่อศาลเสมอ โดยหลังจากมีการอนุมัติคำฟ้องแล้ว คำฟ้องจะถูกส่งไปที่เสมียนท้องถิ่น (District Clerk) เพื่อตีพิมพ์คำฟ้องและหมายเรียกคดีอาญา โดยจะต้องมีการแจ้งคำสั่งฟ้องดังกล่าว แต่ในคดีความผิดเล็กน้อย (Misdemeanor) พนักงานอัยการไม่จำเป็นต้องได้รับอนุมัติคำฟ้องจากคณะลูกขุนใหญ่แต่อย่างไร ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะส่ง คำฟ้องอย่างย่อ (Complaint) เป็นกระดาษแผ่นเดียวที่ระบุข้อหาและรายละเอียดวันเวลาสถานที่ที่กระทำความผิด ลงชื่อและยื่นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมาที่สำนักงานอัยการแล้ว พนักงานอัยการจะใช้เวลาเพียงสองสามวันเพื่อพิจารณา คำฟ้องอย่างย่อนั้น ถ้าหากเห็นด้วยพนักงานอัยการก็สามารถใช้เป็นคำฟ้องยื่นต่อศาลได้เลย อย่างไรก็ตามเป็นอำนาจเด็ดขาดของพนักงานอัยการที่จะพิจารณาว่าข้อหาใดสมควรจะถูกฟ้องต่อศาลหรือไม่ เพียงใด

คณะลูกขุน (Jury) นั้น แนวคิดการใช้คณะลูกขุนในการตัดสินคดีวิวัฒนาการมาจากประเทศอังกฤษมากว่าร้อยปีก่อนการปฏิวัติสหรัฐอเมริกา โดยรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา Article II, Section 2 ได้บัญญัติรับรองสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีจากคณะลูกขุนซึ่งเป็นประชาชนผู้อาศัยอยู่ในท้องถิ่นที่เกิดเหตุกับจำเลยไว้ ในการนี้สหรัฐอเมริกาได้ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในการมอบอำนาจให้คณะลูกขุนเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาอย่างมาก เนื่องมาจากการตัดสินโดยมติเอกฉันท์ของคณะลูกขุนนั้นทำให้มีความน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ยิ่งกว่าการตัดสินคดีอาญาโดยผู้พิพากษานายเดียวมาก เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ผู้พิพากษานายเดียวอาจจะมีอคติเอนเอียงและปราศจากระบบการตรวจสอบแตกต่างจากคณะลูกขุนที่มีระบบตรวจสอบความมีอคติเอนเอียงของคณะลูกขุนและทำให้ขาดคุณสมบัติในการเป็นคณะลูกขุนได้อย่างดียิ่ง อีกทั้ง คณะลูกขุนเป็นประชาชนผู้อาศัยอยู่ในท้องถิ่นที่เกิดเหตุกับจำเลยจะมีความคุ้นเคยกับภูมิประเทศ ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นอย่างดี ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาเนื่องจากคณะลูกขุนนั้น เป็นประชาชนธรรมดาที่มาจากชุมชนเดียวกันกับจำเลยและเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมที่จำเลยก่อขึ้น จึงสมควรที่จะมีส่วนร่วมในการพิจารณาพิพากษาคดีว่าจำเลยเป็นผู้ที่มีความประพฤติอันตรายเกินกว่าที่จะให้อยู่ร่วมในชุมชนของตนต่อไปหรือไม่ หากเห็นว่าเป็นอันตรายก็จะพิพากษาจำคุก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่พยานเบิกความต่อหน้าคณะลูกขุนซึ่งเป็นประชาชนผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นเดียวกันจะทำให้พยานมีแนวโน้มที่จะเบิกความด้วยความจริงมากกว่าเบิกความเท็จนอกจากนี้ อำนาจตุลาการเป็นอำนาจอธิปไตยที่มาจากและเป็นของประชาชน การพิจารณาพิพากษาคดีอาญาโดยคณะลูกขุนจึงถือเป็นการใช้อำนาจตุลาการโดยประชาชนอย่างแท้จริง

ในทางปฏิบัติ เสมียนท้องถิ่นจะคัดเลือกรายชื่อของผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นคณะลูกขุน โดยวิธีการสุ่มจากหมายเลขใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของประชาชนแล้วแจ้งให้ผู้ที่ได้รับการสุ่มทราบเพื่อเข้าสู่ระบบกระบวนการคัดเลือกเป็นคณะลูกขุนด้วยวิธีการส่งหมายเรียกซึ่งถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายโดยผู้ที่ได้รับการสุ่มรายชื่อนั้น ไม่สามารถปฏิเสธการเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกด้วยเหตุผลส่วนตัว เว้นแต่ จะแสดงเหตุผลความจำเป็นเพื่อปฏิเสธ กระบวนการเข้าสู่การคัดเลือกได้ เช่น การเจ็บป่วยโดยการแสดงใบรับรองแพทย์ หรือมีหน้าที่ต้องดูแลเด็กเล็กหรือมีนัดสำคัญล่วงหน้าที่จำเป็นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หลังจากนั้นรายชื่อของผู้ที่ได้รับการสุ่มรายชื่อจะถูกส่งไปยังสำนักงานอัยการและศาลล่วงหน้า สำนักงานอัยการจะทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติของผู้ที่ได้รับการสุ่มรายชื่อจากระบบข้อมูลอย่างละเอียด เช่น สถานภาพการสมรส การเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่เป็นคณะลูกขุนในอดีต ประวัติอาชญากรรม เป็นต้น หลังจากนั้นประวัติต่างๆ จะถูกส่งไปให้พนักงานอัยการผู้มีหน้าที่รับผิดชอบคดีพิจารณาต่อไป โดยข้อมูลต่างๆ เหล่านี้

กระบวนการคัดเลือกคณะลูกขุน (Jury Selection) นั้น จะกระทำต่อหน้าจำเลย โดยผู้ที่ได้รับการสุ่มรายชื่อประมาณ 50 คน จะนั่งเรียงตามลำดับภายในห้องพิจารณา และกระบวนการจะเริ่มต้นโดยผู้พิพากษาจะแจ้งให้บุคคลที่รับการสุ่มรายชื่อ ได้ทราบเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของคดีอาญา รวมถึงจะเตือนให้ทุกคนได้ทราบว่าผู้ใดมีอคติในประเด็นแห่งคดีหรือไม่เห็นด้วยกับตัวบทกฎหมายที่จะใช้ในการพิจารณาอันจะเป็นอุปสรรคต่อการใช้ดุลพินิจโดยปราศจากอคติหรือไม่ โดยบุคคลที่มีทัศนคติดังกล่าวอาจจะขอถอนตัวไม่เข้าสู่การคัดเลือกได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ผู้พิพากษาจะแจ้งให้ผู้เข้าสู่การคัดเลือกทราบว่าผู้ใดเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นคณะลูกขุนใหญ่ (Grand Jury) ในการพิจารณาอนุมัติคำฟ้องในคดีมาก่อนหน้านี้ จะถือว่าขาดคุณสมบัติในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกขุน หลังจากนั้นผู้พิพากษาจะชี้แจงข้อเท็จจริงเบื้องต้นแห่งคดีอาญาและส่งมอบหน้าที่ให้แก่พนักงานอัยการเพื่อดำเนินการคัดเลือกผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นคณะลูกขุนต่อไป ในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว พนักงานอัยการจะพยายามค้นหาข้อเท็จจริงและปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะทำให้ผู้เข้าสู่การคัดเลือกปฏิบัติหน้าที่โดยมีอคติ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าสู่การคัดเลือกด้วยกันเองและระหว่างคู่ความ พยานและผู้มีส่วนได้เสียทุกคนในห้องพิจารณาคดี นอกจากนี้ พนักงานอัยการจะอธิบายประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา ข้อหาและอัตราโทษแห่งคดี ภูมิหลังของผู้เข้ารับการคัดเลือกและข้อเท็จจริงอื่นทุกแง่มุม ที่เกี่ยวข้องกับทัศนคติของผู้เข้ารับการคัดเลือก เป็นต้น หลังจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของทนายจำเลยที่จะตั้งคำถามเพื่อที่จะทราบให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ในทุกๆ แง่มุมของผู้เข้ารับการคัดเลือก ทั้งนี้ เพื่อที่จะกันบุคคลที่ทนายจำเลยคิดว่าอาจจะมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อลูกความของตนหรืออาจจะมีความเอนเอียงในทางที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายผู้เสียหาย ต่อมาทั้งพนักงานอัยการและทนายจำเลยมีสิทธิที่จะคัดและตัดรายชื่อบุคคล ผู้ที่ตนคิดว่ามีทัศนคติที่ไม่ดีต่อฝ่ายตนได้ถึงฝ่ายละ10 คน สำหรับคดีที่มีโทษอุกฉกรรจ์ และคัดออก 3 คน สำหรับคดีที่มีโทษเบา เสร็จแล้วในขั้นตอนต่อไปจะเป็นการนำรายชื่อบุคคล จำนวน 12 คนแรกตามลำดับที่ไม่ถูกคัดออกเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อในการปฏิบัติหน้าที่เป็นคณะลูกขุน

อนึ่ง ในกรณีที่มีจำเลยร่วมกันหลายคนทนายจำเลยแต่ละคนก็มีสิทธิที่จะเข้าร่วมกระบวนการคัดเลือก คณะลูกขุนเช่นเดียวกัน ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือก ก็จะได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาให้ออกจากห้องพิจารณาไปได้ ทั้งนี้ คณะลูกขุนที่ได้รับการคัดเลือกจะปฏิญาณตนและสาบานต่อผู้พิพากษาและจะได้รับการแจ้งกฎข้อบังคับข้อกำหนดและคำสั่งต่างๆ ที่จำเป็นต่อการพิจารณาคดีต่อไป โดยคณะลูกขุนเป็นผู้พิจารณาปัญหาข้อเท็จจริง (Question of Fact) ว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง (Guilty) แล้วผู้พิพากษาก็จะพิจารณาปัญหาข้อกฎหมาย (Question of Law) และกำหนดโทษที่จะลงโทษแก่จำเลยตามกฎหมายแล้ว Sheriff ก็จะนำตัวจำเลยไปควบคุมและรับโทษตามคำพิพากษาของศาลทันที

ผู้เขียนเห็นว่าข่าวจาก Law 360 มีเพียงบริษัท โตโยต้า สงสัยว่าทนายความระดับอาวุโสของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ไทยแลนด์ (TMT) อาจให้สินบนผ่านบริษัทเอกชนของไทย ต่อผู้พิพากษาศาลฎีกา เพื่อจูงใจในการทำคำพิพากษาในคดีภาษีให้เป็นคุณกับบริษัทโตโยต้าและขณะนี้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา และ กลต.สหรัฐอเมริกาตลอดจนพนักงานอัยการจะใช้คณะลูกขุนใหญ่เพื่อให้มีการออกหมายเรียกเอกสารทางธนาคาร และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการสอบสวนนั้นย่อมแสดงว่าคดีนี้พนักงานอัยการยังไม่ได้มีความเห็นสั่งฟ้องยื่นต่อคณะลูกขุนใหญ่ (Grand Jury) เพื่อขออนุมัติฟ้องคดีแต่อย่างใด จึงไม่ควรนำข่าวสารดังกล่าวมาเผยแพร่เพราะอาจกระทบกระเทือนถึงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย โดยยังไม่ทราบความจริงที่แน่ชัด

 

                                          ศาสตราจารย์พิเศษอรรถพล ใหญ่สว่าง