เลขาฯ สปสช.แจงเหตุปล่อย อภ.ซื้อเอทีเคไม่เจาะจงสเปก 8.5 ล้านชิ้น ลั่น! แต่ต้องพิสูจน์คุณภาพจนหมดข้อกังขา
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยถึงการจัดซื้อชุดตรวจเอทีเค 8.5 ล้านชิ้น สำหรับแจกประชาชน ว่า ขณะนี้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นหน้าที่ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ดำเนินการแทน ซึ่งจะดูทั้งคุณภาพ และราคา ในส่วนของ ราคานั้น ทราบจากข่าว และมีการแจ้งผ่านอนุกรรมการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษว่า ราคาถูกกว่าที่ สปสช.กำหนดไว้ ที่ 120 บาท
“ถือว่าในเรื่องนี้เราพอใจมาก แต่เนื่องจากยังมีข้อสงสัยเรื่องคุณภาพว่าจะใช้ได้หรือไม่ มีประเด็นเดียวคือ เรื่องคุณภาพ ดังนั้นคณะทำงานติดตามการจัดซื้อจัดจ้าง จึงเห็นว่าควรให้อภ.ติดตาม สอบถามกับองค์การอาหารและยา (FDA) สหรัฐอเมริกาว่าเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ยังเห็นว่า สปสช.ควรนำประเด็นนี้แจ้งต่ออนุกรรมการจัดหายาฯ ของ สปสช. ซึ่งมีการประชุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา มีข้อสรุปว่า เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างนั้นไม่ต้องไปติด อภ.เพราะเป็นหน้าที่ที่มาช่วยเรา แต่เรื่องคุณภาพต้องเร่งหาข้อมูล ใครมีข้อมูลก็ให้ส่งให้ อภ.เพราะเป็นผู้ตัดสินใจ และนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานบอร์ด อภ.ก็สั่งให้ชะลอให้มีการตรวจสอบก่อน ดังนั้นตอนนี้ใครมีข้อมูลก็ให้ส่งอภ.จะได้ตัดสินใจ” นพ.จเด็จ กล่าว
นอกจากนี้ นพ.จเด็จ กล่าวว่าอนุกรรมการฯ ยังเห็นด้วยว่า หากจะมีการใช้เอทีเคชุดนี้จริงๆ จะต้องมีกระบวนการติดตามผลว่าเป็นอย่างไร ดังนั้น จะต้องมีการจัดระบบติดตามจากการใช้จริงด้วย ทั้งนี้ในเรื่องของการพิสูจน์คุณภาพนั้น ทำได้ไม่ยาก
“ซึ่งเราเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย. ) ซึ่งหนึ่งขั้นตอนในการพิจารณานั้น มีการส่งชุดทดสอบไปตรวจในแล็บจริงของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี แล้ว แต่เนื่องจากมีคนสงสัยเพื่อให้เกิดความมั่นใจทางอภ.สามารถเก็บตัวอย่างชุดตรวจไปส่งตรวจแล็บซ้ำได้ เอาสารคัดหลั่งคนป่วยมาเทสต์กับชุดตรวจประมาณ 100 เทสต์ ก็รู้แล้ว หลังพิสูจน์ ยืนยันแล้ว เมื่อสั่งซื้อและนำไปใช้จริงก็ให้มีกระบวนการติดตามผลหลังการใช้ หากใช้ไปจำนวนมาก สมมติใช้ไป 1 แสนชุด แล้วผิดหมด ก็คงต้องมีการส่งคืนของทั้งหมด แต่ถ้าใช้แล้วได้ผลดี ถูกต้อง ไม่แน่ว่าเราก็จะซื้อต่อ เพราะเท่ากับเป็นของดีราคาถูก เพราะฉะนั้นพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ซ้ำก่อน วันนี้เมื่อผ่านเกณฑ์เบื้องต้น ก็ไปพิสูจน์เอา เชื่อว่าหากพิสูจน์ซ้ำแล้วผ่านเกณฑ์ ก็สั่งซื้อ หลังใช้ก็พิสูจน์อีก เชื่อว่าสังคมเข้าใจ ไม่แน่หากของเขาดีจริง เราก็ได้ของดีราคาถูก เพราะเราไม่ได้ซื้อจบแค่ 8.5 ล้านชุด แต่จะซื้อมากกว่านี้อีก กลัวว่าหากมีปัญหามาก สังคมคลางแคลง ต่อไปนี้ซื้ออะไรก็ไม่ได้ ทะเลาะกัน ไม่ต้องทำอะไรแล้ว 8.5 ล้านชุด เป็นเพียงชุดแรก อนาคตถ้าค่าใช้จ่ายในการซื้อชุดตรวจ หากไม่แพงนัก ก็จะแจกให้ประชาชนได้มากขึ้น ซึ่ง เอทีเค 8.5 ล้านชุด ที่ซื้อมานั้น จะแจกให้กลุ่มเสี่ยง 2-3 ชุดต่อ 1 คน เพื่อทำการตรวจซ้ำ” เลขาธิการ สปสช. กล่าว
นพ.จเด็จ กล่าวว่า เดิมชุดตรวจ เอทีเคนี้ วางเป้าหมายว่าจะให้ได้มาไม่เกินกลางเดือนสิงหาคมนี้ แต่เมื่อต้องตรวจสอบเข้าใจว่าต้องใช้เวลา แต่งบประมาณที่ใช้มาจากงบเงินกู้ ที่ต้องใช้ก่อน วันที่ 30 กันยายน 2564 ทั้งนี้เรื่องเงินก็ส่วนหนึ่ง แต่เรื่องของก็ส่วนหนึ่ง เร็วที่สุดก็ดีที่สุด แต่ถ้าไปเร่งรัดจะกลายเป็นว่าเอื้อประโยชน์ใครหรือไม่ แต่ความคิด สปสช. คืออยากให้ชาวบ้านได้ใช้ เพราะขณะนี้ อุบัติการณ์ในพื้นที่สีแดงยังตรวจน้อยเพียง ร้อยละ 10 จึงให้ชาวบ้านตรวจเองด้วยเอทีเค
ผู้สื่อข่าวถามว่า การซื้อเอทีเคแจกประชาชนต้องเป็นชนิดโฮมยูสเท่านั้น หรือสามารถใช้ชนิดสำหรับบุคลากรการแพทย์ด้วยก็ได้ เพียงแต่สอนให้ประชาชนไม่ต้องแยงลึก นพ.จเด็จ กล่าวว่า บางบริษัทระบุว่าสามารถเอาชนิดสำหรับบุคลารกการแพทย์มาให้ประชาชนตรวจเองได้ เข้าใจว่าทางวิชาการ บางคนบอกว่าไม่น่าจะได้ เพราะสารเคมีไม่ตรงกัน ดังนั้นอยู่ที่สเปกมาตรฐานของทางบริษัท หากยืนยันว่าชนิดที่ใช้สำหรับบุคลากรการแพทย์กับประชาชนทั่วไปสามารถใช้ร่วมกันได้ ก็เท่ากับทำได้ แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นมีแบบอเนกประสงค์ที่แยงลึกก็ได้ แยงตื้นก็ได้ ส่วนใหญ่จะแยกกันใช้
เมื่อถามว่า สปสช.มีคณะทำงานอีกชุด ทำหน้าที่สำรวจและต่อรองราคาเบื้องต้น ซึ่งมี นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ เป็นประธาน ก็ระบุว่ามีการต่อรองราคาเอทีเค แล้ว เป็นของ Standard Q ประกอบกับในภาวะเร่งด่วนฉุกเฉิน สปสช.สามารถสั่งซื้อแบบเจาะจงยี่ห้อได้ ดังนั้น สปสช.จะเจาะจงเลยหรือไม่ เลขาธิการสปสช. กล่าวว่า บอร์ด สปสช.ไม่ได้มายุ่งเรื่องการจัดหา แต่มีมติให้จัดซื้อในวงเงิน 1,014 ล้านบาท จำนวน 8.5 ล้านชุด หารแล้วชุดละประมาณ 120 บาท อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา มีการคุยกันว่าจะระบุเจาะจงได้หรือไม่ ก็พบเงื่อนไขใน พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างว่าสามารถซื้อแบบเฉพาะเจาะจงได้ ซึ่งได้สอบถามทาง อภ.แล้วระบุว่า “ได้ “
“แต่มีคำว่า “แต่” ซึ่งมีเยอะ เช่น “แต่ท่านต้องบอกก่อนนะว่าไม่มีเจ้าอื่นในโลกที่ดีกว่านี้แล้ว และท่านมั่นใจแล้วนะว่า นี่ดีที่สุด ท่านมีข้อมูลหลักฐานหรือไม่ ถ้าถูกฟ้องร้องจะทำอย่างไร” นี่ผมไม่ได้พูดเอง แต่ท่านเขียนมาเป็นหนังสือ ดังนั้น ถ้าผมบอกว่าจะซื้อยี่ห้อนี้แล้ว คุณซื้อให้ อันนี้จบ แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ ท่านบอกว่าได้ แต่มีคำว่าแต่อีกมาก แล้วจะทำได้อย่างไร “ นพ.จเด็จ กล่าว
เมื่อถามย้ำว่า ขณะนี้ เนื่องจาก สปสช.ไม่เจาะจงยี่ห้อที่อยากได้ แล้วเมื่อประมูลเอทีเคที่ได้มาแล้วยังมีข้อขัดแย้งกันอยู่ แล้วจะจบอย่างไร นพ.จเด็จ กล่าวว่า ไม่ได้บอกว่าจะไม่เอาเอทีเคที่ประมูลได้ เพียงแต่ติดข้อสงสัยในเรื่องคุณภาพ คณะทำงานก็มองว่าอยากจะได้คุณภาพดี หาก อภ.ตรวจสอบพบว่ามีคุณภาพดี ก็ยื่นมา อย่างไรก็ตาม การถกเถียงเรื่องคุณภาพเป็นเรื่องที่ดี ชาวบ้านได้ประโยชน์

