หน้าแรก เด่นวันนี้ มุมมองของสถาน...

มุมมองของสถานการณ์โรคโควิด-19 : มาตรการสาธารณสุขและรัฐบาลที่สับสน

2.09.21 | 12:30 น.

สภาพปัญหาโดยทั่วไปประเทศไทยมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีความรุนแรงและเพิ่มจำนวนมากขึ้น ด้วยสาเหตุของเชื้อไวรัสที่ยังไม่มีวิธีการได้แน่นอน ทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย ทั้งในชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และเกิดปัญหาต่อการดำเนินในวิถีชีวิตของประชาชนเกือบทุกคน

มาตรการในการป้องกันและควบคุมโรคนี้ที่สำคัญ ได้แก่ มาตรการทางด้านสาธารณสุข และมาตรการในด้านกฎหมาย นอกจากนี้ยังต้องอาศัยมาตรการต่างๆ มาเสริมให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการป้องกันให้ได้ผลมากยิ่งขึ้นด้วย เช่น นโยบายของรัฐบาล ความร่วมมือของประชาชน วัสดุอุปกรณ์ที่มีจำนวนมากพอและทันสมัย ยาและวัคซีน งบประมาณที่เพียงพอ เป็นต้น

ผลการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ยังไม่เกิดสัมฤทธิผลเท่าที่ควรดังนี้

1.มาตรการในด้านสาธารณสุข : ในทางวิชาการยังมีแนวทางในการรักษาและป้องกันโรคนี้ ไม่เป็นเอกภาพให้เป็นไปในแนวเดียวกัน ซึ่งผู้มีความรู้ยังถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องการนำวัคซีนมาใช้และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความสับสน ตื่นกลัว ไม่เชื่อและศรัทธาในการใช้วัคซีน นอกจากนี้การตรวจ การรักษายังทำไม่ทั่วถึงอันเป็นเหตุให้คนที่ติดเชื้อไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคโควิด-19 หรือไม่ ทำให้คนติดเชื้อเหล่านี้อยู่ในสังคมและแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ เหมือนเป็นลูกโซ่กันไป ซึ่งเป็นเหตุให้มีการระบาดของโรคนี้อย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ดังนั้นจึงควรต้องเพิ่มแนวทางในการตรวจหาเชื้อให้มากขึ้น โดยพยายามแยกกักผู้ป่วยโควิดออกไปจากสังคมให้ได้มากที่สุด การระบาดก็จะลดน้อยลง

2.มาตรการในด้านกฎหมาย : ควรต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว ให้มีความแน่นอน รวดเร็ว และมีการลงโทษที่เหมาะสม
ซึ่งควรกำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่
อย่างเคร่งครัด เพื่อควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ให้อยู่ในระเบียบ กฎข้อบังคับในแนวเดียวกัน

Advertisement

3.ในด้านนโยบายของรัฐบาล : รัฐบาลควรจะต้องมีความชัดเจนว่า สุขภาพชีวิตของประชาชนมีความสำคัญเป็นอันดับแรกต้องทำให้โรคโควิด-19 สงบลงโดยเร็ว ส่วนเศรษฐกิจตามมาหากทำคู่ขนานกันก็จะขัดแย้งกัน มิฉะนั้นแล้วอาจจะทำให้เสียหายขึ้นทั้งสองด้านเป็นระยะเวลานาน โดยเรื่องนี้รัฐบาลควรต้องปฏิบัติตามแนวทางของประเทศจีน ซึ่งใช้เวลาสั้นมาก ทั้งนี้ผู้นำรัฐบาลต้องทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมให้มากที่สุด

4.ในด้านการปฏิบัติการของรัฐบาล : ที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่เน้นถึงการป้องกันโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงเท่าที่ควร เช่น หน้ากากสวมยังไม่สามารถแจกให้ประชาชนโดยไม่คิดมูลค่าตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ และหน้ากากที่สวมจะต้องมีคุณภาพป้องกันโรคได้ โดยไม่ควรให้เลือกสวมหน้ากากตามอำเภอใจไม่ได้มาตรฐาน เช่น การใช้ผ้า หรือกรณีที่พระภิกษุนำจีวรมาทำเป็นหน้ากากใส่ เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นแนวทางปฏิบัติที่จะต้องทำให้เกิดผลแน่นอน หรือกรณีการปิดตลาดแต่ไม่มีการทำความสะอาด หรือล้างตลาด ทำให้เชื้อโรคมีการสะสมอยู่ เมื่อเปิดตลาดก็ติดเชื้อขึ้นอีกได้ เป็นต้น

5.การฉีดวัคซีน : นับว่าเป็นแนวทางที่สำคัญในการป้องกันโรคนี้ แต่วัคซีนมีจำนวนไม่พอใช้กับประชาชนในประเทศทำให้ประชาชนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนส่วนใหญ่ติดเชื้อโควิด-19 กันมาก โรคโควิด-19 ก็จะแพร่ระบาดไม่หยุดในบุคคลกลุ่มที่ยังไม่ได้ฉีด ถ้ามีวัคซีนเพียงพอการติดเชื้อก็จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ประเทศเราก็จะใช้เวลาไม่นานมากในการป้องกันและควบคุมโรคนี้

6.ความร่วมมือของประชาชน : ประชาชนทุกคนจะต้องให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตัวตามแนวทางและข้อแนะนำของรัฐบาลเพื่อรักษาชีวิตไว้ก่อน โดยอาศัยการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงไปก่อน เมื่อเข้าสู่ความปกติแล้วค่อยมาหาแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลจะต้องมีแผนและมาตรการต่างๆ
รองรับช่วยเหลือประชาชนโอบอุ้มเป็นพิเศษด้วย
ก ล่าวโดยสรุป รัฐบาลต้องเป็นผู้นำ
ในการป้องกันและควบคุมโรคนี้อย่างจริงจัง โดยเห็นต่อประโยชน์ส่วนรวมเอาชีวิตของประชาชนเป็นที่ตั้ง และประชาชนก็ต้องให้ความร่วมมือกับรัฐบาลจึง
จะทำให้ปัญหาของโรคระบาดสงบลงโดยเร็วขึ้น

ข้อแนะนำ
(1) ควรระดมตรวจโรคโควิด-19 เพื่อแยกผู้ป่วยออกจากสังคมโดยเร็ว ซึ่งทำให้ผู้ติดเชื้อที่เป็นตัวเลขมืด (คนติดเชื้อที่ยังไม่รับการตรวจโรคโควิด-19) ลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลให้การระบาดของโรคก็จะลดน้อยลงจนสงบลงได้

(2) รัฐบาลต้องแจกหน้ากากอนามัยที่ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถป้องกันโรคโควิด-19 ได้ในอัตราเปอร์เซ็นต์ที่สูงมากขึ้น

(3) รัฐบาลต้องเร่งฉีดวัคซีนทั่วถึงเสมอภาคกันทุกคนโดยเร็วภายในปีนี้

(4) รัฐบาลควรนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เพื่อให้ประชาชนประทังชีวิตมีกิน มีใช้ ไม่เดือดร้อน ไม่ต้องพึ่งพา
ต่างประเทศ โดยอยู่อย่างประหยัด
ไม่ฟุ่มเฟือย ก็จะทำให้ประชาชนช่วยเหลือตัวเองได้

(5) รัฐบาลควรเตรียมแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อค่อยช่วยเหลือให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยลงที่สุด

(6) เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัด จริงจัง ซื่อสัตย์ รายงานข้อมูลข่าวสารตรงไปตรงมาไม่พูดอย่างทำอีกอย่าง เช่น ประชาสัมพันธ์ว่ามีสายด่วน 1330, 1668, 1669 คอยช่วยเหลือ และรับบริการตลอด 24 ชั่วโมง แต่ทางปฏิบัติแล้ว เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยรับสาย หรือถ้านอกเวลาแล้วจะไม่มีใครรับสายเลย โดยเจ้าหน้าที่ใช้วิธีเปิดเทปและให้รอสายพูดหมุนเวียนไปเวียนมา ซึ่งการกระทำเช่นนี้ทำให้ประชาชนขาดที่พึ่ง

กรณีปัญหาต่างๆ เหล่านี้ระดับผู้บริหารจะรู้หรือไม่ว่าระดับผู้ปฏิบัติการทำหน้าที่เหลาะแหละ ซึ่งปัญหาเช่นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้การป้องกันโรคไม่ได้ผลตามเป้าหมาย เป็นต้น

ผศ.พิเศษ ดร.อุทิศ สุภาพ