หน้าแรก เด่นวันนี้ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ไวรัส กับชีวิตวิถีแท้

22.12.21 | 13:16 น.

การเกิดขึ้นและแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์โอไมครอนในเวลาเพียงหนึ่งเดือนที่โลกได้รู้จักมัน อาจเป็นการดับความฝันของเราในการกลับไปใช้ชีวิตดังเช่นที่เคยใช้ในช่วงก่อนปี 2019

ก่อนหน้านี้มนุษยชาติเกือบประกาศชัยชนะได้อย่างเด็ดขาด หลายประเทศซึ่งผู้คนฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสามารถเฉลิมฉลองความสำเร็จของวิทยาการได้ด้วยการออกไปใช้ชีวิตร่วมกันในสาธารณะ ดูกีฬา ชมการแสดง หรือกิจกรรมรวมกลุ่มอื่นๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย เราค้นพบว่าวัคซีนแบบ mRNA หรือแม้แต่จะเอาไปผสมจะไขว้อย่างไรก็สามารถป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์แรกได้เด็ดขาด ส่วนรุ่นล่าสุดและคุกคามรุนแรงอย่างเดลต้า ก็อยู่ในเกณฑ์ที่เอาอยู่ป้องกันได้ หรือลดทอนความร้ายแรงจากอาการเจ็บป่วยลงได้

เราเริ่มเปิดพรมแดนเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างประเทศได้อีกครั้งหนึ่ง อีกนิดเดียวเท่านั้นเราก็จะประกาศชัยชนะได้ จนกระทั่งเมื่อโอไมครอนกลายเป็นสายพันธุ์หลักและแพร่กระจายไปทั้งโลก (ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการผ่อนปรนเปิดพรมแดน) ในตอนแรกเราอาจจะเริ่มใจชื้นกันบ้างกับแนวโน้มที่ว่าถึงจะติดง่ายแต่ก็อันตรายต่ำ จนนักวิเคราะห์บางคนคาดฝันไปถึงว่ามันกำลังจะกลายพันธุ์ลดความรุนแรงลงไปลงไปอยู่ในระดับเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ กระทั่งเมื่อมีรายงานยืนยันผู้เสียชีวิตจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้

ในวันที่เขียนคอลัมน์นี้ เนเธอร์แลนด์สั่งล็อกดาวน์ทั้งประเทศอีกครั้ง ฝรั่งเศสสั่งงดงานฉลองปีใหม่ ร้านอาหารและผับบาร์ต่างๆ ในประเทศอังกฤษเริ่มสมัครใจปิดตัวเองลงด้วยไม่มั่นใจในสถานการณ์ของทั้งฝ่ายลูกค้า ลูกจ้าง และผู้ประกอบการ มีแนวโน้มว่าประเทศต่างๆ ในยุโรปก็กลับไปสู่ภาวะเช่นเดียวกับช่วงต้นปี 2020 กันอีกครั้งหนึ่ง

หากที่แตกต่างออกไปคือผู้คนที่ถูกบังคับให้กักขังตัวเองมาร่วมปีครึ่งเริ่มหมดพลังใจในการอดทน และต่อต้านการล็อกดาวน์หรือการบังคับให้ต้องกลับมาสวมใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะอีกครั้ง ไม่ว่าจะอย่างเบาแบบอารยะขัดขืน หรืออย่างรุนแรงเกือบจลาจล

Advertisement

การกลายพันธุ์รอบโอไมครอนนี้อาจทำให้มนุษยชาติต้องยอมรับว่าเราไม่น่าที่จะเอาชนะมันได้ในระยะสั้นนี้ ความหวังที่ว่ามันจะลดพิษสงกลายเป็นไข้หวัดธรรมดา หรือเต็มที่ก็ไข้หวัดใหญ่ที่อันตรายขึ้นบ้าง คงไม่ได้เกิดขึ้นเร็วๆ นี้

คล้ายกับว่าไวรัสสายพันธุ์ SARS-CoV-2 นั้นมุ่งร้ายเอากับสายพันธุ์โฮโมเซเปียนส์ มีความสามารถในการปรับตัว กลายพันธุ์ อย่างน่าสะพรึงกลัว แถมการกลายพันธุ์แต่ละครั้งก็ราวกับมันมีเจตจำนงที่จะเอาชนะวิทยาการของเราเสียด้วยซ้ำ

การกลายพันธุ์ของมันมีแนวโน้มที่จะทำซ้ำให้ตัวเองติดต่อได้ง่ายขึ้น แม้อาจจะมีอันตรายลดลง แต่ก็ไม่มีใครรับประกันว่าในรุ่นหน้ารอบหน้ามันจะปรับปรุงตัวเองอีกครั้งให้ทั้งติดง่ายและอันตรายขึ้นกว่าเก่าหรือไม่

หากเราย้อนคำนึงประสบการณ์โรคร้ายเรื้อรังที่เคยคุกคามมนุษย์รุ่นก่อนหน้า คือโรคเอดส์และไวรัส HIV คงยอมรับได้ว่า กว่าที่ทุกวันนี้มันจะลดความรุนแรงลงจนไม่ได้ถือเป็นโรคที่ใครเป็นก็ต้องตายแน่นอนเช่นในครั้งที่มันแรกระบาดช่วงปี 2526 แล้วก็ตามก็ใช้เวลากว่าสิบปี แม้ในตอนนี้มนุษย์เราก็ยังไม่ถือว่าเอาชนะมันได้ เราแค่หาวิถีที่คนป่วยหรือติดเชื้อสามารถอยู่กับมันได้ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่เราก็ยังไม่มีวิธีรักษามันจนหายขาดอย่างแท้จริงแบบรับรองผล และยังไม่มีวัคซีนป้องกันได้ แม้เวลาผ่านมาเกือบ 40 ปีแล้วก็ตาม

เราอาจต้องยอมรับและทบทวนกันอีกครั้งว่า ที่ผ่านมาเราปรับตัวสร้างความปกติใหม่ New Normal กันภายใต้สมมุติฐาน (หรือความคาดหวัง) ว่าในที่สุด COVID-19 จะหายไปในเวลาอย่างมากก็สามสี่ปี จากนั้นเราจะกลับมาใช้ชีวิตกันตามปกติ เราแค่เอาวิถีชีวิตแบบเดิมมาปรับให้เปลี่ยนในระหว่างที่เรายังเอาชนะมันไม่ได้ไปพลางก่อน

“ชีวิตวิถีใหม่” (New Normal) เช่นว่าคือการทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในที่พัก จำกัดการพบปะผู้คนภายนอก หนักเบาเข้มข้นตามนโยบายของแต่ละประเทศ การเดินทางข้ามประเทศจำกัดระดับเกือบเป็นไปไม่ได้ กิจกรรมการใช้ชีวิตหรืองานการธุรกิจใดสามารถทำแบบ Online ได้ก็ทำไปเสียให้หมด ส่วนอันไหน Online ไม่ได้ก็ปิดไปก่อน ปิดเพราะคิดว่าเดี๋ยวจบแล้วก็กลับมาใหม่ได้ ไม่ใช่ปิดไปแบบถาวร

เราใช้ชีวิตเช่นนั้นภายใต้ความคาดหวังว่า วิถีชีวิตเช่นนั้นเป็นเรื่องชั่วคราว สักวันเมื่อเราเอาชนะไวรัสร้ายนี้ได้โดยเด็ดขาดเราจะกลับไปใช้ชีวิตอันเป็นปกติเช่นเคยได้เช่นก่อนหน้า เราจึงยังพออดพอทนกันอยู่ได้ เมื่อสถานการณ์บรรเทาเบาบางเราก็ผ่อนคลายมาตรการลง

เช่น สถานการณ์ของร้านอาหารต่างๆ ในประเทศไทยเชื่อว่าเราทุกคนคงเห็นได้ว่ามาตรการผ่อนปรนในรอบล่าสุดนี้ แม้สถานการณ์อาจจะเรียกว่าแย่กว่าตอนปิดไปสองครั้งแรกเสียอีก แต่ร้านอาหารต่างๆ ก็หย่อนมาตรการลงไปเกือบหมดจนเรียกได้ว่าถ้าไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยก็ไม่ต่างอะไรกับปกติ คนนั่งกินอาหารร่วมโต๊ะกันเต็มความจุของร้าน ไม่มีการเว้นระยะห่างแต่อย่างใด

เพราะการลดจำนวนคนเข้าร้านเพื่อให้มีพื้นที่เพื่อการรักษาระยะห่างระหว่างกันนั้นระยะสั้นๆ อาจจะพอทำได้ แต่ในระยะยาวก็ท่ากับต้นทุนรายจ่ายด้านสถานที่จะเพิ่มขึ้นหรืออย่างดีหน่อยคือเท่าเดิม หากช่องทางที่จะได้รายได้จากจำนวนผู้เข้าใช้บริการนั้นกลับลดลง

มันมีทางอื่นที่เป็นไปได้นอกเหนือจากทางออกสองขั้ว คือการปิดล็อกดาวน์ไว้ให้กิจการรอความตาย หรือการเปิดปล่อยแบบไปลุ้นโชคกันเอาเพราะความจำใจเนื่องจากสภาพทางเศรษฐกิจมันไปไม่ไหวแล้วได้หรือไม่ เราจะมีข้อทบทวนหรือทางออกใดในระยะนี้ได้บ้าง

สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของไวรัสคือวิถีชีวิตที่แออัด แนวทางป้องกันในระยะแรกของเราจึงเป็นการลดโอกาสที่คนจะมาเจอกันให้ได้มากที่สุด หรือถึงเจอกันก็เจอกันแบบหลวม เพื่อรักษาระยะห่างระหว่างกัน หรือ Social Distancing ซึ่งนำไปสู่การบังคับล็อกดาวน์

ถ้าอย่างนั้นเรามีวิธีการไหนที่เราจะ Social Distance หรือลดความหนาแน่นของผู้คนในพื้นที่อันจำกัดได้ โดยไม่ต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ได้หรือไม่

เริ่มต้นจากคำถามว่า มนุษย์เราจำเป็นต้องใช้ชีวิตอย่างแออัดยัดเยียดแย่งกันกินแย่งกันใช้เหมือนสภาวะที่เกิดขึ้นก่อนการมี COVID-19 (และเราควรรีบกลับไปใช้ชีวิตเช่นนั้น) จริงหรือ

คำตอบของคำถามว่าทำไมเราจึงใช้ชีวิตอยู่กันหนาแน่นเช่นนั้น นั่นก็เพราะมนุษย์เราส่วนใหญ่ถูกบีบหรือบังคับให้ต้องทำอะไรพร้อมกันไปทั้งหมด ทำงานเวลาเดียวกัน หยุดงานในวันเดียวกัน มีตารางเวลาที่ใกล้เคียงกัน เข้างาน 8-9 เลิกงาน
เวลา 16-18 นาฬิกา ได้หยุดพักในวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดตามประเพณีที่ราชการกำหนดรับรองเหมือนกัน

ถ้าใครเคยลองใช้ชีวิตนอกกรอบเวลาข้างต้นที่เราน่าจะได้ชิมลองกันบ้างแล้วช่วงล็อกดาวน์คงทราบดีว่า ในวันธรรมดาช่วงสายช่วงบ่ายนั้น ห้างและร้านอาหารโล่งมาก เดินเที่ยวกันสะดวกสบาย ซึ่งบางครั้งบางที่ก็เหงาไปด้วยซ้ำ อย่างในร้านอาหารบางที่มีคนใช้บริการรอบบ่ายวันธรรมดาเพียงหนึ่งในสามของช่วงเย็น

กรอบวันและเวลาทำงานเป็นสิ่งตกทอดมาตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม และเราก็ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยไม่เคยทบทวนมันอย่างจริงจังสักเท่าไร ว่ามนุษย์เรายังต้องทำงานกันในกรอบวันเวลาเช่นนั้นอยู่หรือไม่

กรอบวันและเวลาทำงานเช่นนั้นเข้าใจได้ เพราะในยุคสมัยที่ว่านั้น งานเกิน 90% นั้นจำเป็นจะต้องทำในสถานที่ตั้ง ในโรงงานหรือสำนักงานที่มีอุปกรณ์ทรัพยากรในการปฏิบัติงานที่ยากต่อการยกมาไว้ที่บ้านใครบ้านมัน รวมถึงจะต้องติดต่อกับผู้คนจริงๆ ก็ต้องทำในเวลาเช่นนั้น การติดต่อที่รวดเร็วที่สุดอย่างโทรศัพท์ก็มีเฉพาะที่บ้านหรือสำนักงาน ดังนั้นเพื่อความสะดวกต่อทุกฝ่ายเราจึงควรให้คนไปทำงานและมีเวลาทำงานที่ตรงกัน

แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีและวิถีชีวิตที่เรามีอยู่ในทุกวันนี้ การทำงานแบบต้องมีเวลาทำการตายตัวดังกล่าวยังจำเป็นอยู่หรือไม่

หากเราออกแบบรูปแบบวิถีชีวิตกันใหม่ โดยอาศัยสมมุติฐานว่า ในตอนนี้มีโรคระบาดที่มีความเสี่ยงตาย โดยหนทางที่เราพอจะป้องกันการแพร่ระบาดได้ด้วยการเว้นระยะห่างระหว่างกัน ด้วยสถานการณ์ข้อจำกัดนี้มนุษย์เราจะใช้ชีวิตได้อย่างไร โดยมีตัวช่วยคือเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งในการประมวลผลและการติดต่อสื่อสาร

ถ้าเราเปลี่ยนรูปแบบจากการทำงานที่ต้องมีตารางเวลาตายตัวตรงกันทั้งหมด ไปเป็นการทำงานที่เลือกเวลาเองได้แบบยืดหยุ่นโดยใช้เวลาเท่าเดิมหรือน้อยกว่า ขจัดความยุ่งยากด้วยการยอมรับให้ระบบคอมพิวเตอร์ทำงานบางงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้คน หรือรูปแบบการติดต่องานการที่ไม่มี “เวลาทำการ” แต่มีคน “ทำงาน” ให้ โดยที่คนนั้นอยู่ไหนก็ได้ หรือในบางงานอาจจะเน้นผลลัพธ์มากกว่าเวลาที่ทำงานก็ได้ ถ้าเราออกแบบร่วมกันดีๆ จริงๆ แล้วเราอาจจะยังมีงานที่ต้องเข้าสำนักงานอยู่บ้างแต่ก็อาจจะสลับสับเปลี่ยนกัน ซึ่งสามารถลดความแออัดในพื้นที่ได้แน่

ถ้าเราสามารถกระจายผู้คนได้ ที่คน 100 คน จะต้องมี 80 คน ที่ไปกินอาหารที่ร้านเดียวกันได้ในวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น (เท่ากับว่าต้องไปนั่งในร้านนั้น 40 คน สองวัน) วันที่เหลือก็มีคนไปกินวันละ 2 คน เปลี่ยนเป็นว่าคนทั้ง 100 คนนั้นสามารถเลือกวันและเวลาทำงานได้โดยเสรี จึงกระจายแบ่งไปกินอาหารในร้านนั้นเมื่อไรก็ได้ในทุกวัน ก็เท่ากับในแต่ละวันร้านจะได้ลูกค้าสัปดาห์ละประมาณ 100 คนเท่าเดิม แต่ในทุกวันจะมีคนเข้าไปใช้พื้นที่ในร้านเพียง 14 คน เพียงพอต่อการเว้นระยะห่างได้