โอไมครอน-เศรษฐกิจ

23.12.21 | 10:30 น.

โควิดพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน” ทำให้รัฐบาลต้องปิดประเทศชั่วคราว จากนั้น 4 มกราคม 2565 จะทบทวนอีกครั้งว่าน่าจะเปิดหรือปิดต่อ
เป็นข่าวร้าย หลังจากเปิดประเทศเมื่อ 1 ธันวาคม ประเทศกำลังเข้าสู่เทศกาลจับจ่ายใช้สอย เจอแบบนี้ ชะงักกันหมด


ต้องประเมินสถานการณ์กันใหม่

การสั่งปิดประเทศ ยกเลิกเทสต์แอนด์โก มาเป็นกักตัวเหมือนเดิม ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติแจ้งยกเลิกบุ๊กกิ้งห้องพัก เสียหายหลายสิบล้าน

นี่แค่โหมโรง ที่ทุกฝ่ายห่วงมากคือมาตรการที่รัฐจะใช้

Advertisement

“ยาแรง” จะมาอีกหรือไม่ หลังจากเคยใช้ จนบักโกรกไป ตามๆ กัน

แต่เอกชนไทย เกรงใจฝ่ายการเมืองเอามากๆ ไม่กล้าเสียงดัง สุดท้ายกก็พร้อมจะปฏิบัติตามแนวทางของรัฐบาล

รอบนี้ ผู้นำภาคธุรกิจหลายคนห่วงใยว่า ประเทศไทยเพิ่งจะเปิดประเทศ ธุรกิจท่องเที่ยว สายการบินต่างๆ เพิ่งกลับมาดำเนินการได้หลังจากที่หยุดมานาน

หากรัฐกลับไปใช้มาตรการล็อกดาวน์ ปิดประเทศ จะทำให้ธุรกิจเหล่านี้พังทลายอีกรอบ

ความหวังของภาคเอกชน คือ มาตรการไล่ระดับจากเบาไปหาหนัก

แล้วค่อยมาประเมินสถานการณ์อีกครั้ง หากติดเชื้อไม่มากก็ไม่ควรล็อกดาวน์

สิ่งสำคัญจะต้องวางแนวทางว่า ทำอย่างไรจึงจะดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโควิดได้ สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และเอสเอ็มอี รวมถึงฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึงและกว้างขวาง

ส่วนประชาชนนั้น หวาดผวา วิ่งหาวัคซีน mRNA อย่างไฟเซอร์หรือโมเดอร์นา ฉีดกันใหญ่ เพราะเชื่อว่าน่าจะช่วยให้ สู้รบกับโอไมครอนได้

และคงเตรียมตัวฟังว่า มาตรการที่จะออกมาจะกระทบชีวิตความเป็นอยู่ การทำอาชีพอย่างไร

นั่นคือสถานการณ์ประเทศไทย 2-3 วันที่ผ่านมา

ที่น่าห่วง คือ โอไมครอนรอบนี้ นอกจากผลทางเศรษฐกิจ จะลุกลามไปถึงการเมืองอย่างไรหรือไม่

เพราะการระบาดครั้งนี้ส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2565 หรือต่อจากนี้ไป ส่อเค้ายุ่งยาก

รับมือไม่ได้ เศรษฐกิจไทยจะเสียหายหนัก ประชาชนจะเดือดร้อนอย่างยากจะเยียวยา

เป็นโจทย์หินครั้งสำคัญของรัฐบาล ซึ่งปีหน้าเป็นปีที่ 8 ของนายกฯ
แล้ว

หากจัดการไม่ได้ โอกาสสะดุดในปี 2565 มีสูงมาก

วรศักดิ์ ประยูรศุข