หน้าแรก เด่นวันนี้ ‘อบายมุข’ สิ่...

‘อบายมุข’ สิ่งใกล้ตัวเยาวชนไทย! แนะพ่อแม่เลี้ยงดูลูกเชิงบวก ชี้เป็นกลไกสำคัญให้เด็กพ้นจุดเสี่ยง

1.02.22 | 06:00 น.

    การอุบัติขึ้นของโรคระบาดนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงมากมายในสังคม ส่งผลต่อพฤติกรรมของคนในสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนถูกมองว่าเป็นตัวสร้างปัญหาให้กับชุมชนและสังคม เนื่องจากมีพฤติกรรมสุมเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว อาทิ การเสพยาเสพติด การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการรวมกลุ่มที่ไม่สร้างสรรค์ นำมาสู่ความเสี่ยงต่อการดำเนินชีวิต ทำให้ร่างกายเป็นอันตราย เกิดความสูญเสีย ขาดโอกาสการพัฒนาตามปกติ จนถึงทำให้เสียชีวิตได้

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กและเยาวชนเกิดพฤติกรรมเสี่ยง คือ สถาบันครอบครัว ที่เกิดจากพฤติกรรมของคนใกล้ตัว โดยเฉพาะพ่อแม่ ที่เด็กเห็นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า พฤติกรรมที่เด็กเห็นแล้วว่า ทำแล้วไม่ตาย ก็จะทำตามหรือมีพฤติกรรมเลียนแบบไปในที่สุด

    เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ของปัญหา และลักษณะของพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กและเยาวชนไทย ตลอดจนแนวทางการป้องกันและการดูแลเด็กและเยาวชนจากสิ่งอบายมุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดเวทีเสวนา ‘ส่องพฤติกรรมเด็กและเยาวชนไทยในยุคโควิด-19‘ ขึ้น

    นพ.สรุเชษฐ์ สถิตนิรามัย รองประธานกรรมการกองทุน สสส. คนที่ 2 และประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. ระบุว่า พฤติกรรมการดื่มสุราและสูบบุหรี่ของเด็กและเยาวชนในปัจจุบันถือเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสิ่งเหล่านี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ของเด็กและเยาวชนไทย ที่ส่งผลกระทบทั้งต่อตัวเด็กเอง กระทบต่อสถาบันครอบครัว สังคม รวมถึงประเทศชาติต่อไปได้

    จากผลสำรวจการเฝ้าระวังพฤติกรรมการใช้สุรา ยาสูบ สารเสพติด และพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาของประเทศไทย ปี 2563 พบว่า นักเรียนชาย 25% และนักเรียนหญิง 28% เคยดื่มสุรา โดยแหล่งที่พบมากที่สุด ได้แก่ ซื้อด้วยตัวเอง ดื่มร่วมกับคนที่มีอายุมากกว่า 20 อีกทั้งยังพบว่า นักเรียนชาย 50% และนักเรียนหญิง 58% พบเห็นการส่งเสริมการขายสุรา และโฆษณาสุราในงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจัดแสดงสินค้า งานสงกรานต์ งานปีใหม่ เป็นต้น

Advertisement

    ส่วนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ พบว่า นักเรียนชาย 40% และนักเรียนหญิง 34% เคยสูบบุหรี่และสูบช่วง 30 วันก่อนสำรวจ อยู่ในสถานะ ‘นักสูบปัจจุบัน’

    “กลไกสำคัญที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่ฝังลึกในเด็กและเยาวชนไทย คือ กลไกที่มาจากสถาบันครอบครัว ซึ่งถือเป็นกลไกถาวรที่ทุกครอบต้องปลูกฝัง สร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ รวมถึงผลกระทบที่จะตามเมื่อเข้าสู่วงโคจรดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักและกำลังสำคัญที่จะสร้างเด็กและเยาวขนให้เติบโตแข็งแรงต่อไปในสังคมได้”

    ดร.วิทย์ วิชัยดิษฐ อาจารย์ประจำสาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลันสงขลานครินทร์ กล่าวเสริมว่า นอกจากพฤติกรรมการดื่มสุราที่นำไปสู่การติดสารเสพติดอื่น ๆ แล้ว ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กและเยาวชนก้าวสู่การใช้สารเสพติด เล่นการพนัน เล่นเกม และเล่นโซเซียลมีเดียเกินความจำเป็น

    “สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ พฤติกรรมการใช้สารเสพติดของนักเรียนชาย ทั้ง กัญชา ใบกระท่อม และน้ำต้มใบกระท่อมผสมสารอื่น หรือสี่คูณร้อย”

    นอกจากนี้ผลสำรวจดังกล่าวยังพบว่า นักเรียนชาย 12% และนักเรียนหญิง 9% เคยเล่นพนันเพราะหวังผลประโยชน์เป็นตัวเงิน การพนันที่เล่นบ่อยที่สุด ได้แก่ ไพ่ การพนันออนไลน์ ขณะที่แบบทดสอบการติดเกมสำหรับเด็กและวัยรุ่น (Game Addiction Screening Test – GAST) ปี 2564 พบว่า นักเรียนชาย 44% และนักเรียนหญิงร้อยละ 58% เริ่มมีปัญหาติดเกม โดยนักเรียนชายมีแนวโน้มอยู่ในกลุ่มมีปัญหามากกว่านักเรียนหญิงรศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษาสายด่วนเลิกเหล้า 1413 และศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงปัจจัยที่เป็นแรงโน้มให้เด็กและเยาวชนไทยเริ่มดื่มหรือเข้าหาสิ่งอบายมุขว่า การเริ่มดื่มแอลกอฮอล์ของเด็กและเยาวชนไทย เกิดจากแรงกระตุ้นที่เกิดภายในครอบครัว ด้วยการปลูกฝังความเชื่อที่ผิด ๆ ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือญาติผู้ใหญ่ภายในครอบครัว อาทิ เป็นการดื่มเพื่อสร้างภูมิกันก่อนเข้าสู่สังคม หากไม่ลองดื่ม จะเข้าสังคมได้ยาก ซึ่งเรื่องนี้มีผลการศึกษายืนยันว่า 43% เป็นการชักจูงของญาติผู้ใหญ่ รองลงมา 33% เกิดจากพ่อแม่ และอีก 24% เป็นการคล้อยตามเพื่อน (ผลสำรวจจากจำนวนตัวอย่าง 6,067 คน)

    ปัจจัยที่เกิดขึ้นข้างต้น จึงเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง จำเป็นต้องรณรงค์เพื่อป้องกันและให้คำปรึกษา การสร้างภูมิต้านทานตั้งแต่วัยเด็ก ด้วยการส่งเสริมให้ครอบครัวไม่ยื่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก้วแรกให้เด็ก พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงผลกระทบต่อสุขภาพที่จะเกิดในระยะยาวได้  

    ด้าน รศ.ดร.พญ.รัศมี โชติพันธุ์วิทยากุล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน สาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มีราคาความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ คือ การทำลายชีวิตและอนาคตของเยาวชน ยกตัวอย่างสาเหตุหลักที่เด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งต้องเข้าในสถานพินิจ คือ การยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติดและแอลกอฮอล์

    เรื่องนี้ มีผลสำรวจเรื่องการบริโภคแอลกอฮอล์และสารเสพติดเยาวชนในสถานพินิจ ปี 2564 พบว่า 82% ใช้สารเสพติดอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเหตุหรือปัจจัยร่วมในการกระทำผิด จนทำให้เยาวชนกลับเข้าไปในสถานพินิจซ้ำมากที่สุด ส่วนสารเสพติด 3 อันดับที่มีส่วนทำให้เกิดการกระทำความผิด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ 74.1% แอมเฟตามีน 55.6% และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 34.2% โดยพบว่า 90% ใช้มีการใช้มากกว่า 1 ประเภท

    “ปัจจัยที่ทำให้เยาวชนใช้สารเสพมาจากการขาดการดูแลเอาใจใส่จากคนในครอบครัว และไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา รวมถึงในชุมชนมีการใช้สารเสพติดเป็นวงกว้างจึงมีส่วนทำให้เยาวชนเข้าถึงอบายมุขได้ง่าย จึงจำเป็นต้องช่วยกันป้องกันและส่งเสริมภูมิคุ้มกันตั้งแต่ระดับครอบครัวถึงระดับประเทศ”

    ขณะที่ พญ.เบญจพร ตันตสูติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น (หมอมินบานเย็น) เจ้าของแฟนเพจเฟซบุ๊กเข็นเด็กขึ้นภูเขา กล่าวว่า นับตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 พบปัญหาด้านสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งเรื่องความเครียด วิตกกังวล อาการซึมเศร้า สมาธิสั้น ปัญหาการเรียน โดยพบสาเหตุหลักมากจากครอบครัว เช่น การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม พฤติกรรมที่ตามใจลูกจนเกินไป เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมที่เสี่ยงทางสุขภาพกายและสุขภาพจิตมากยิ่งขึ้น 

    ขณะที่ช่วงก่อนเกิดการระบาดพบเพียงปัญหาด้านพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งเรื่องการใช้สารเสพติด พฤติกรรมทางเพศ ปัญหาจากการใช้เทคโนโลยีเท่านั้น

    “การจัดการและแก้ไขปัญหาของเด็กและเยาวชน สิ่งสำคัญ คือ ‘ครอบครัว’ เมื่อทุกครอบครัวมีความตระหนัก เข้าใจและเปิดใจรับฟัง มีการสื่อสารเชิงบวก รวมถึงการปลูกฝังและเป็นแบบอย่างที่ดี จะเป็นการแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุกมาที่สุด ทั้งยังจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อพฤติกรรมเสี่ยงในเด็กและเยาวชนได้”