สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตเร่งรีบ กินอาหารจานด่วนหรือบ้างก็กินเกินความต้องการ ถ้าเป็นคนเมืองก็จะไม่มีเวลาออกกำลังกาย สะสมความเครียดทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ล้วนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยวันนี้เจ็บป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มากขึ้น
หน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการสนับสนุนพฤติกรรมสุขภาพของคนไทยให้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ ‘สสส.’ ได้คิดหาแนวทางต่างๆ เพื่อมุ่งสร้างเสริมสุขภาพประชาชนด้วยการแก้ไขที่ต้นเหตุและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่การให้ความรู้ในรูปแบบเดิมๆ ก็อาจจะไม่เพียงพอหรือไม่ตอบโจทย์คนยุคดิจิทัล จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ ‘นวัตกรรม’ มาเป็นผู้ช่วยหรือเครื่องมือในการทำงาน
นวัตกรรมที่ว่านี้ก็คือ ‘นวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ’ ซึ่งในมุมมองของ สสส.นั้น เป็นได้ทั้งแนวคิด กระบวนการ และสิ่งประดิษฐ์ที่ผสมผสานความคิดริเริ่มสร้างสรรค์บนพื้นฐานของศาสตร์วิทยาการทั้งด้านสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดเป็นผลงานสร้างเสริมสุขภาพครบทั้ง 4 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพจิตใจ สุขภาพทางสังคม และสุขภาพทางปัญญา
ด้วยความเชื่อมั่นในพลังและศักยภาพของเยาวชนคนรุ่นใหม่ จึงเป็นที่มาของการจัดการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อเปิดเวทีให้น้องๆ ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ พร้อมกับโอกาสในการบ่มเพาะทักษะการประดิษฐ์ สามารถต่อยอดเป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพในชุมชนและสังคมได้จริง

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวถึงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพว่า เริ่มเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2561 และได้รับความสนใจจากเหล่าเยาวชนคนมีไอเดีย แต่ละปีมีผู้เข้าร่วมประกวดเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว มีผลงานนวัตกรรมจากเวทีนี้ถูกนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อใช้งานจริงหลายชิ้นงาน กระทั่งได้รับเสียงสะท้อนว่า เป็นการประกวดที่มีจุดเด่นเรื่องการพัฒนาศักยภาพนักเรียน นักศึกษา และคุณครู อาจารย์ เพื่อเติบโตในเส้นทางนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพไปด้วยกัน
“เนื่องในวาระครบรอบ 20 ปีของ สสส.ที่ได้ขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพคนไทย อีกทั้งด้วยความสำคัญของการเป็นเวทีที่ทำให้ค้นพบนวัตกรรุ่นเยาว์ที่มีคุณค่าสำหรับงานสร้างเสริมสุขภาพ ช่วยปลุกกระแส ‘ป้องกันก่อนรักษา’ ขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ นำมาสู่การยกระดับเป็นการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพระดับชาติ ‘Prime Minister’s Award for Health Promotion Innovation 2021’ โดยโจทย์ของปีคือเป้าหมายหลัก 10 ปีของ สสส. ได้แก่ ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ลด ละ เลิก การสูบบุหรี่, ลด ละ เลิก การเกิดอุบัติเหตุ และสร้างเสริมความปลอดภัยบนท้องถนน, เพิ่มการบริโภคผัก ผลไม้ และอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ, กิจกรรมทางกาย ใจ และลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง, สร้างเสริมกำลังใจสุขภาวะทางเพศ, การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และการสร้างเสริมสุขภาพจิต และการเสริมสร้างอารมณ์ความเครียด”

หลังเปิดรับข้อเสนอโครงการจากผู้เข้าประกวดโดยแบ่งเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับอาชีวศึกษา (ปวช.หรือเทียบเท่า) เมื่อเดือนมิถุนายน 2564 จากนั้นก็ได้มีการประกาศผลทีมที่ผ่านการคัดเลือกรอบที่ 1 ระดับละ 20 ทีมเพื่อมานำเสนอไอเดียต่อคณะกรรมการ ก่อนคัดสรรให้เหลือระดับละ 10 ทีมในรอบที่ 2 โดยน้องๆ ในรอบนี้ได้ลงมือทำกิจกรรมอบรมเชิงปฎิบัติการอย่างเข้มข้นกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำความรู้ที่ได้รับกลับไปสร้างผลงานนวัตกรรมให้สมบูรณ์แบบภายใน 8 สัปดาห์ก่อนนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐและเอกชนผ่านระบบซูมในรอบสุดท้าย
พิธีประกาศผลและมอบรางวัลการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ‘Prime Minister’s Award for Health Promotion Innovation 2021’ มีขึ้นเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมาในแบบนิวนอร์มอลให้สอดคล้องกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด ด้วยการเปิดให้ผู้ที่สนใจได้มีส่วนร่วมทั้งระบบซูมและรับชมผ่านทางไลฟ์สดเพจ PM Health Promotion Inno Award

นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และประธานในพิธีมอบรางวัลเกียรติยศในวันนั้น กล่าวถึงความสำคัญของการสร้างสรรค์นวัตกรรมว่า ในศตวรรษที่ 21 จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่มีผลต่อสุขภาพของคนทั่วโลก ทั้งโรคอุบัติใหม่อย่างโควิด 19 และโรคที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพที่ยังครองอันดับต้นๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่เน้นความคิดสร้างสรรค์เพื่อหาวิธีการใหม่ๆ ในการส่งเสริมสุขภาพให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจึงนับเป็นสิ่งสำคัญ
“ภูมิใจกับผลงานของเยาวชนทุกทีม เพราะมาจากความทุ่มเทและความพยายามของนักเรียนนักศึกษาที่ร่วมกันคิดริเริ่ม มีความสร้างสรรค์ จนออกมาเป็นผลงานนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาในพื้นที่หรือตรงกับประเด็นและสถานการณ์ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ เชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศที่เป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมสุขภาวะให้เกิดขึ้นรอบตัว เพื่อให้มีโอกาสต่อยอดสู่ระดับนานาชาติ”
ประเภทรางวัลการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ แบ่งเป็นรางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินทุน 80,000 บาท รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินทุน 30,000 บาท รางวัลชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินทุน 20,000 บาท และรางวัลความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่น รางวัลละ 10,000 บาท ทุกรางวัลได้รับพร้อมโล่และเกียรติบัตรพร้อมโอกาสในการต่อยอดนวัตกรรม

สำหรับเจ้าของรางวัลชนะเลิศรางวัลนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ‘Prime Minister’s Award for Health Promotion Innovation 2021’ ระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ ทีม Crying Cloud จากโรงเรียนนานาชาติกรุงเทพ ครองใจกรรมการด้วยผลงาน ‘Connecting Depression Therapy’ แอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มคัดกรองภาวะซึมเศร้าสำหรับวัยรุ่น โดยสองสาว ศิรินทร์-ศศิน ธรรมไกรสร ตัวแทนของโรงเรียนและทีม บอกที่มาของการพัฒนาว่า 1 ใน 3 ของวัยรุ่นไทยมีความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้า ขณะเดียวกันเรื่องของสุขภาพจิตก็มักจะถูกละเลย ส่งผลให้ผู้ป่วยพลาดโอกาสที่จะได้รับการรักษา โครงการ Crying Cloud ซึ่งมีแอพพลิเคชั่นเป็นโปรเจ็กต์หลักจะช่วยให้วัยรุ่นไทยเข้าถึงการบำบัดรักษาจากนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ในแบบออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงการรักษาโรคซึมเศร้าพร้อมกับเสริมสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตในสังคมไทยไปพร้อมกัน

และรางวัลชนะเลิศระดับอาชีวศึกษาเป็นของทีม NWM..Safety Roads 3 Plus จากวิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชูทิศ กรุงเทพฯ กับผลงาน ‘เครื่องฆ่าเชื้อโรคในหมวกนิรภัย’ เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของผู้ขับขี่จักรยานยนต์และผู้โดยสาร มาจากปัญหาการทำความสะอาดหมวกนิรภัยค่อนข้างลำบาก ผู้โดยสารเองก็ปฎิเสธเพราะรังเกียจที่จะสวม นวัตกรรมนี้จึงเป็นผู้ช่วยทั้งในด้านสุขภาวะและยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บของผู้โดยสารหากจักรยานยนต์คันนั้นเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย ปัจจุบันนวัตกรรมเครื่องฆ่าเชื้อโรคในหมวกนิรภัยวางอยู่ที่ชุมชนห้วยขวาง ผู้สนใจสามารถทดลองใช้ได้
นอกจากเงินรางวัลแล้ว สิ่งที่นวัตกรรุ่นเยาว์ทั้ง 20 ทีมได้รับจากงานนี้ก็คือ ได้ทั้งความรู้ด้านวิชาการ ฝึกฝนกระบวนการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาระหว่างการพัฒนานวัตกรรม ได้รับประสบการณ์และมุมมองใหม่ๆ จากผู้รู้จริงเฉพาะทางซึ่งหาไม่ได้ในโรงเรียน รวมถึงได้มิตรภาพที่ดีมีโอกาสเติบโตและขยายสู่เครือข่ายของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพต่อไป สำหรับผลงานนวัตกรรมทั้งหมดดูได้ที่ www.thaihealth.or.th/inno หรือเฟซบุ๊ก PM Health Promotion Inno Award

