สถานีคิดเลขที่ 12 : ใครยังรักนายกฯ อยู่บ้าง? โดย ปราปต์ บุนปาน

14.02.22 | 11:50 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : ใครยังรักนายกฯ อยู่บ้าง?

สถานีคิดเลขที่ 12 : ใครยังรักนายกฯ อยู่บ้าง? โดย ปราปต์ บุนปาน

เนื่องใน “วันวาเลนไทน์” หรือ “วันแห่งความรัก”

อาจถึงเวลาที่เราต้องมาตั้งคำถามกันจริงจังว่า ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ยังมีใคร “รัก” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยู่บ้าง?

สิ่งแรกที่ต้องยอมรับร่วมกันก่อน ก็คือ ตำแหน่งแห่งที่ทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นวางฐานอยู่ความแตกแยกแบบแบ่งขั้วแยกข้าง มาตั้งแต่จุดเริ่มต้น อันได้แก่ การทำรัฐประหารปี 2557

ด้วยเหตุนี้ ข้อเท็จจริงจึงมีอยู่ว่าคนรัก พล.อ.ประยุทธ์ กับคนชังหัวหน้าคณะรัฐประหาร/นายกรัฐมนตรีนั้น (เคย) มีจำนวนไล่เลี่ยสูสีกัน

และอาจไม่มีช่วงเวลาใดเลย ที่เราสามารถกล่าวอ้างได้ว่า “คนรักบิ๊กตู่” เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

Advertisement

เวลาผ่านไปเกือบ 8 ปี หากนับจากรัฐประหารหนล่าสุด หรือเกือบ 3 ปี ถ้านับจากจุดกำเนิดของรัฐบาลพลังประชารัฐ ผ่านกลไกแปลกประหลาดตามรัฐธรรมนูญ 2560

คำถามต่อเนื่อง ก็คือ “ความรัก” ที่เคยมีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง (หรือไม่ถึงครึ่ง) ของจำนวนประชากร/พลเมืองทั้งหมด อันปรากฏผ่านการ “เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่” นั้น หลงเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน?

แม้ “ความรัก” จะเป็นอารมณ์ความรู้สึกเชิงนามธรรมที่จับต้องได้ยาก แต่เราก็สามารถจะสำรวจตรวจสอบ “ความรัก” ที่สาธารณชนมีต่อผู้นำได้ ผ่านการพิจารณา “อารมณ์ความรู้สึกชนิดอื่นๆ” ที่ระอุคุกรุ่นอยู่ภายในสังคม

เช่น ไม่ว่าการพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งซ่อมสามสนามรวดของพรรคพลังประชารัฐ จะถูกผลักภาระให้กลายเป็นความบกพร่องผิดบาปของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือกระทั่ง สิระ เจนจาคะ อย่างไร

ทว่า นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเสนอชื่อโดยพรรคพลังประชารัฐ ย่อมต้องร่วมแชร์ความล้มเหลวดังกล่าว อย่างยากจะปฏิเสธ

พูดอีกอย่าง คือ อารมณ์ “เบื่อหน่าย-ผิดหวัง” ที่ประชาชนในหลายพื้นที่มีต่อรัฐบาลประยุทธ์ คือ ปัจจัยสำคัญข้อหนึ่ง ซึ่งส่งผลต่อความนิยมที่ลดต่ำลงของพรรคพลังประชารัฐ

เช่นเดียวกับ “รอยร้าว” ใน ครม. อันเกิดจากกรณีรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยพร้อมใจกันบอยคอตการต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งไม่ว่าจะมีการอธิบายย้อนหลังว่ารัฐบาลยังคงมีเสถียรภาพและปราศจากปัญหาความขัดแย้งอย่างไร

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็สะท้อนถึง “ความไม่หวาดหวั่น-เกรงกลัว” ต่ออำนาจของหัวหน้ารัฐบาล จนนำมาสู่กระบวนการ “ต่อสู้ต่อรอง” ที่เผยตัวให้สาธารณชนได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานกันแบบชัดๆ

ถัดจากวงอำนาจของนักการเมือง เราเริ่มได้ยินตัวแทนนักธุรกิจรายใหญ่ แสดงทรรศนะสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะมองว่าสภาพการณ์ทางการเมือง ณ ปัจจุบัน นั้นมีลักษณะไปต่อไม่ได้

นี่คือ “เสียงดังๆ” ที่สะท้อนถึง “ความไม่เชื่อมั่น” ต่อรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ

ท่ามกลาง “ความรัก” ต่อตัวนายกฯ ที่ดูจะระเหยหายไปไม่น้อย คงต้องย้อนกลับมาสู่คำถามตั้งต้นว่ายังเหลือใครที่รัก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่บ้าง?

ปลายเดือนก่อน พรรคกล้าเคยปราศรัยว่าพร้อมจะยกมือให้ พล.อ.ประยุทธ์ แต่เราก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่านั่นคือ “ความรัก-ความมั่นใจ” ที่พรรคการเมืองดังกล่าวมอบให้นายกฯ อย่างแท้จริง หรือเป็นแค่ไม้ตายสุดท้ายในการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่หลักสี่-จตุจักร

พรรคไทยภักดีนั้นประกาศอยู่ข้าง พล.อ.ประยุทธ์ ชัดเจน อย่างไรก็ตาม แม้เสียงประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองพรรคนี้จะมีไม่น้อย แต่ก็ยังห่างไกลกับการเป็นเสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตย

และไม่มีใครมั่นใจว่า พรรครวมไทยสร้างชาติของ เสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ “แรมโบ้อีสาน” จะสานต่อภารกิจปกป้องนายกฯ จากการถูก “บีบไข่” อยู่ตลอดเวลา ได้สำเร็จเพียงใด?

คำถามส่งท้าย ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ปีนี้ ก็คือ “รักหลอกๆ-รักเล็กๆ” เหล่านี้ จะมีศักยภาพประคับประคอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปได้อีกนานแค่ไหน?