นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในงานแถลงข่าว “ทางออกประเทศไทยในยุคเด็กเกิดน้อย” ว่า ปัญหาเด็กเกิดน้อยทำให้เกิดปัญหาต่อโครงสร้างประชากร ปัญหาแรงงาน สังคม และเศรษฐกิจ โดยอนาคตประชากรจะมีอายุเฉลี่ยมากขึ้นจาก 70-80 ปี เป็น 90-100 ปี คนวัยทำงาน 1 คน ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูทั้งคนแก่และเด็ก ถือเป็นงานยากในการแก้ไข แต่หากไม่ทำวันนี้ปัญหาก็จะยิ่งแก้ยากมากขึ้น ดังนั้น จึงต้องร่วมมือกันแก้ตั้งแต่วันนี้
ขณะที่ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า นโยบายวางแผนครอบครัวแห่งชาติตั้งแต่ปี 2513 ทำให้จำนวนการเกิดปี 2562 ลดต่ำกว่า 600,000 คน เป็นครั้งแรก ล่าสุดเหลือเพียง 544,570 คน อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ลดเหลือแค่ 1.3
ในปี 2564 จำนวนการเกิดที่ลดต่ำ จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากร หากไม่แก้ปัญหา ซึ่งจากข้อมูลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์ว่าในปี 2583 สัดส่วนวัยเด็กจะเหลือเพียง ร้อยละ 12.8 วัยทำงาน ร้อยละ 56 วัยสูงอายุ ร้อยละ 31.2 ทำให้ภาระพึ่งพิงวัยแรงงานเพิ่มขึ้น โดยวัยแรงงาน 1.7 คน จะต้องดูแลผู้สูงอายุ 1 คน นับเป็นภาระหนักของวัยแรงงาน ไม่นับรวมค่าใช้จ่ายดูแลตัวเอง ครอบครัว หรือบุตร
ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย สะท้อนให้เป็นภาพชัดขึ้นว่า ปัญหาเด็กเกิดน้อยมีสาเหตุจากมีลูกช้าลง เพราะกว่าจะเรียนจบ สร้างฐานะครอบครัว เมื่อมีบุตรก็ไม่มีเวลาเลี้ยง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น คนจึงไม่ต้องการมีภาระเลี้ยงดูบุตร หรือคู่แต่งงานแล้วไม่อยากมีบุตร ปัญหานี้เกิดขึ้นในหลายประเทศ ไทยเราเกิดประชากรเฉลี่ย 1.3 ต่อหญิงหนึ่งคน แต่เราต้องการ 2.1-2.3 เพื่อรักษาประชากรให้คงที่ เพราะตอนนี้ลดลงเรื่อยๆ อีกไม่กี่ปีจะเหลือ 40 ล้านคนได้
ปัญหาโครงสร้างประชากรของประเทศถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องมีเจ้าภาพจัดการ เพราะมีหลายปัจจัยที่ทำให้จำนวนประชากรน้อยลง ไม่เอื้อต่อการขับเคลื่อนประเทศ ปัจจัยที่เป็นสาเหตุมีทั้งปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาทางสังคม ทำให้คนรุ่นใหม่เห็นแล้วไม่ต้องการมีลูก การจะทำให้จำนวนประชากรของประเทศกลับคืนสู่ความสมดุลต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย แต่จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาหนีไม่พ้นรัฐบาลที่จะต้องเริ่มทำตั้งแต่บัดนี้

