เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลตามประเพณีไทยหรือสากล อย่างวันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ วันตรุษจีน รวมถึงเทศกาลที่เพิ่งผ่านพ้นเมื่อไม่กี่วันมาอย่าง ‘เทศกาลวันแห่งความรัก’ หรือวันวาเลนไทน์ ล้วนเป็นเทศกาลแห่งความสุข ความรื่นเริง และเป็นช่วงเวลาของการพบปะสังสรรค์กันระหว่างคนในครอบครัว ญาติ หรือเพื่อน
ทว่า ภาพสะท้อนนอกเหนือจากการเฉลิมฉลองของเทศกาลแห่งความสุขแล้ว ‘การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน’ นับเป็นผลพวงตามติดมาแทบทุกครั้ง โดยสาเหตุหลักเกิดขึ้นจาก ‘ดื่มแล้วขับ‘ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ดื่มแล้วขับต้องบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องบนท้องถนน นำสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
เรื่องราวเหล่านี้ได้สะท้อนผ่านเวทีเสวนา ‘ดื่มไม่ขับ กลับไปเจอคนที่เรารัก‘ ภายใต้กิจกรรม ‘วาเลนไทน์เดย์ สละโสดปีเสือ อย่าเป็นเหยื่อน้ำเมา‘ จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) เพื่อรณรงค์และเชิญชวนเยาวชนไทย ร่วมสร้างการรับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น เมื่อ ‘ดื่มแล้วขับ’ โดยยกเทศกาลวันแห่งความรัก เป็นจุดเริ่มต้นของความตระหนัก ดื่มไม่ขับ กลับบ้านไปเจอคนที่เรารักอย่างปลอดภัย

นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. เปิดเผยว่า นับเป็นโอกาสดีที่จะได้สื่อสารให้เด็กและเยาวชน ได้เห็นมุมมองใหม่ที่สร้างสร้างสรรค์ของการเฉลิมฉลองช่วงเทศกาลต่าง ๆ โดยเฉพาะการแสดงความรักในวันวาเลนไทน์ ที่สร้างความสุขและความสนุก โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนรอบข้าง
สิ่งที่ สสส. พยายามทำมาโดยตลอด คือ การค้นหาสาเหตุที่ทำให้เยาวชนไทยมีพลังน้อยลง ทั้งมิติด้านร่างกาย จิตใจ หรือผลกระทบจากปัญหาต่าง ๆ ซึ่งค้นพบว่า ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ดื่ม ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ส่งผลให้เกิดการกระทำที่ไม่ดีหรือพลาดพลั้งในหลายเรื่อง อาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
การศึกษาหลายเรื่องแสดงให้เห็นว่า การดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ และสอดคล้องกับข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. 2564 ที่พบว่า การดื่มสุราของเยาวชน อายุ 15-24 ปี ตั้งแต่ปี 2547-2564 มีอัตราการดื่มสุราที่เปลี่ยนแปลง ทั้งจำนวนเพิ่มขึ้นและลดลง โดยปี 2547-2558 พบการดื่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 23.5-29.5% และในปี 2564 ลดลงเหลือ 20.9% หรือคิดเป็นประมาณ 1.9 ล้านคน
นอกจากนี้ ผลสำรวจชุดเดียวยังพบการดื่มแล้วขับของคนไทย สูงถึง 33.06% ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ขณะที่ 25.09% ส่งผลให้ผู้ขับขี่และผู้ที่อยู่ในยานพาหนะได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งสะท้อนให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคม 2 มิติ คือ 1.มิติสุขภาพกาย เช่น ทุพพลภาพ บาดเจ็บรุนแรง ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ รวมถึงเสียชีวิต และ 2.มิติทางสุขภาพใจ เช่น เกิดความรู้สึกสูญเสียบุคคลสำคัญของครอบครัวช่วงเทศกาลสำคัญ

ด้าน นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการ ยท. กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการจัดกิจกรรมสละโสดปีเสือ อย่าเป็นเหยื่อน้ำเมา เกิดขึ้นจากความต้องการที่อยากเห็นการเลี้ยงฉลองช่วงเทศกาล โดยเฉพาะวันวาเลนไทน์ เป็นกิจกรรมที่ไม่มีพฤติกรรมดื่มแล้วขับในกลุ่มเยาวชน เพราะเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน
ผลสำรวจของกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ช่วง 7 วันอันตรายเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2565 พบคดีเมาแล้วขับของคนไทยสูงถึง 3,730 คดี อีกทั้ง ช่วง พ.ศ.2563-2564 สถาบันยุวทัศน์ฯ ได้สำรวจข้อมูลทางสังคมออนไลน์ ประเด็นความสูญเสียสามี ภรรยา หรือบุคคลสำคัญในครอบครัวจากเหตุการณ์เมาแล้วขับอย่างน้อย 30 ข่าว ซึ่งสะท้อนถึงความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินความเสียหายได้
“อยากจะสื่อสารไปถึงเยาวชนรุ่นใหม่ทุกคนให้ตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากพฤติกรรมเมาแล้วขับ อยากย้ำเตือนถึงการมีความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเรา คนรอบข้าง เพื่อนร่วมทาง รวมถึงการนึกถึงความีรู้สึกของคนที่เรารักและกำลังรอเรากลับบ้านอีกด้วย”

ขณะเดียวกัน บนเวทีเสวนาหัวข้อ ‘ดื่มไม่ขับ กลับไปเจอคนที่เรารัก’ ครั้งนี้ มีตัวแทนจากสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ร่วมสะท้อนมุมมองภาพรวมของพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย ร่วมด้วยตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุ ‘ดื่มแล้วขับ’ ร่วมแชร์ประสบการณ์ความสุญเสียที่เกิดขึ้นผ่านมุมมองชีวิตของตนเอง
ตัวแทนจาก สคล. เผยว่า ภายหลังที่มีการรณรงค์การดื่มเครื่องแอลกอฮอล์ของ สสส. และ สคล. แสดงให้เห็นว่า คนไทยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มสุราไปในทิศทางที่ดีขึ้น กล่าวคือ พบจำนวนการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสถิติน้อย เพียง 30% ของประชากรในประเทศไทย
ประเด็นดังกล่าว สคล. มีการดำเนินกิจกรรมเพื่อรณรงค์เกี่ยวกับการลดปริมาณผู้ดื่มแอลกอฮอล์ 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ ระดับต้นน้ำ คือ การป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ ระดับกลางน้ำ คือ การเปิดพื้นที่้ให้แสดงศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ สู่ชุมชนต่าง ๆ และระดับปลายน้ำ คือ การคือขับเคลื่อนจำนวนผู้ดื่ม โดยการ ลด-ละ-เลิก
“ทุกปีจะมีผู้เสียชีวิตจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากถึง 20,000 ราย อยากฝากถึงคนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มแล้วควรอยู่บ้าน หรือดื่มแล้วกลับกับใครที่ปลอดภัย ดูแลตัวเองก่อน เพื่อสะท้อนถึงความรักและความรับผิดชอบต่อสังคม”

ขณะที่ผู้แทนจากผู้ได้รับผลกระทบจากการดื่มแล้วขับ เล่าว่า ตนเป็นคนไม่ดื่มเหล้า แต่ต้องมาสูญเสีย โดยพิการทางด้านร่างกายกว่า 20 ปี จากคนดื่มแล้วขับ ซึ่งผลกระทบครั้งนั้น ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อร่างกายตนเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงคนรอบข้างในครอบครัวของตนเอง ซึ่งเขายังสะท้อนอีกว่า ทุกการสูญเสียนี้ ยังไม่นับรวมกับครอบครัวอื่นที่อาจต้องเสียสมาชิกในครอบครัว หรือโหดร้ายยิ่งกว่านั้นอาจถึงขั้นต้องเสียเสาหลักของครอบครัวไป
“เรื่องนี้ จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนหันมาเปลี่ยนพฤติกรรม เราไม่ได้ห้ามไม่ให้คุณดื่ม แต่เมื่อดื่มแล้ว ต้องรู้จักคิดถึงคนรอบข้าง นึกถึงคนที่เรารักและคนที่รักเรา จะได้ไม่มีใครตกเป็นเหยื่อจากเหล้าอีก”
ช่วงท้ายของเวทีเสวนา รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. ย้ำว่า “การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งไม่ผิด ไม่มีใครห้าม แต่อยากให้ย้ำเตือนใจตัวเองเสมอว่า เมื่อคิดจะดื่มเหล้าแล้วจะขับรถ พร้อมหรือเปล่าที่จะเป็นฆาตกร เพราะเมื่อดื่มแล้วขับ นั่นเท่ากับเป็นฆาตกรแล้ว ฉะนั้นก่อนคิดจะหยิบแก้วเหล้าควรคิดให้รอบรอบคอบก่อนแล้วค่อยตัดสินใจดื่ม”

เรื่องนี้ นอกจากจะเป็นการย้ำเตือนนักดื่มให้คิดก่อนดื่มแล้ว ยังตอกย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะต้องหันมาเปลี่ยนพฤติกรรม โดยการ ‘ดื่มแล้วไม่ขับ’ เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวเรา เพื่อนร่วมทาง และคนที่เรารัก

