สถานีคิดเลขที่ 12 : รุนแรงมิใช่ทางออก
เหตุการณ์โด่งดังกระฉ่อนโลก
กรณีหนึ่ง วิล สมิธ ตบหน้า คริส ร็อก บนเวทีประกาศรางวัลออสการ์
อีกกรณี รัสเซีย บุก ยูเครน
ทั้งสองเหตุทำให้เห็นแนวโน้มสำคัญอันหนึ่ง
นั่นคือ “ความรุนแรง” ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหา และไม่ได้รับการยอมรับ แม้จะมีเหตุผลอธิบายอยู่ตามสมควร
ในกรณี วิล สมิธ “การตบ” ที่ถูกถ่ายทอดสดไปทั่วโลกนั้น มีคำอธิบายถึงความพยายามปกป้องภรรยา ที่ถูกฝ่ายคู่กรณีหยิบฉวยเอาความป่วยไข้ที่ทำให้ผมร่วงจนต้องโกนศีรษะมาล้อเลียน
ซึ่งน่าเห็นใจ และพอเข้าใจ ภาวะปรอทแตกของวิล สมิธ ได้
แต่กระนั้น “การตบ” ที่เป็นการทำร้ายต่อคนอื่นก็มิใช่สิ่งที่ถูกต้อง ผิดทั้งกฎหมาย ผิดทั้งพฤติกรรม-จริยธรรม
รวมถึงผิดจรรยาบรรณของสถาบันวิทยาการและศิลปะภาพยนตร์ (อคาเดมี) ที่มอบเกียรติยศ นักแสดงยอดเยี่ยมฝ่ายชาย ให้กับวิล สมิธ
วิล สมิธ มีวิธีอีกหลายวิธีที่จะตอบโต้แต่เขาก็เลือกวิธีรุนแรง ทำให้ความสมเหตุสมผลถูกทำลาย
ต้องออกมาขอโทษ และยังไม่รู้ว่าออสการ์ที่ได้รับจะหลุดจากมือหรือไม่
กรณีรัสเซียก็เช่นกัน แม้ประธานาธิบดีปูติน จะมีข้ออ้างถึงภัยคุกคาม กรณีที่ยูเครนเข้าร่วมนาโตกับชาติยุโรปและสหรัฐ รวมถึงการอ้างถึงการปกป้องคนเชื้อสายรัสเซียในยูเครนที่ถูกล้างเผ่าพันธุ์
แต่ความรุนแรง ไม่ว่าในนาม ปฏิบัติการพิเศษทางการทหาร หรือสงครามบุกรุกชาติอธิปไตยอื่น ก็ไม่อาจเป็นที่ยอมรับ
ด้วยความรุนแรงนี้ได้สร้างผลกระทบอย่างมากมายมหาศาล ไม่เพียงต่อรัสเซีย หรือยูเครนเท่านั้น หากแต่สะเทือนไปทั่วโลก ทั้งที่ชาติอื่นๆ จำนวนมาก รวมถึงไทย มิได้มีส่วนได้เสียกับสงครามที่เกิดขึ้นเลย
ปรากฏการณ์เหล่านี้ ตอกย้ำโดยชัดแจ้งว่า ความรุนแรงมิใช่ทางแก้ปัญหา และก่อผลสะเทือนไปทั่วทั้งคู่กรณีโดยตรง หรือแม้แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องแต่ก็พลอยต้องมารับผลกระทบไปด้วย
มองโลกแล้วย้อนกลับมามองตัวเราเอง
ว่าไปแล้ว ตอนนี้ก็เหมือนอยู่ในสมรภูมิย่อมๆ
เป็นสมรภูมิการเมือง ที่ค่อยๆ ระอุร้อนขึ้นตามลำดับ
จากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการเมืองพัทยา และจะกำลังก้าวไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปในอีกไม่นาน
ซึ่งควรจะเป็นเรื่องบวก
และควรจะเป็นการถอยห่างจาก “ความรุนแรง” อันหมายถึง การหักโค่น หรือล้มล้างประชาธิปไตย จากการปฏิวัติรัฐประหาร ที่ผ่านมาเกือบ 8 ปี
เราคงได้ตระหนัก (ครั้งแล้วครั้งเล่า) ว่า การล้มกระดานโดยการรัฐประหาร (ที่มากมายด้วยเหตุผลและข้ออ้าง) มิได้ทำให้ประเทศดีขึ้น
ความหวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ที่คนกลุ่มหนึ่งถึงขนาดยอม “เดินถอยหลัง” ที่จะให้มีปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง
แต่เอาเข้าจริงก็พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่า ล้มเหลว
และมีพิษตกค้าง มาจนถึงวันนี้
จึงหวังว่า การเลือกตั้งตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ จะทำให้ประชาธิปไตยของเรากลับเข้าที่เข้าทางมากยิ่งขึ้น
นั่นก็หมายความว่า เราจะต้องหลีกเลี่ยงการใช้วิธีการรุนแรงต่อกันอย่างถึงที่สุด
ไม่ควรต้องมี นิติสงคราม สงครามมวลชน สงครามข่าวสาร สงคราม…ฯลฯ เกิดขึ้น
และเชื่อมั่นในเสียงของประชาชน ที่จะเป็นผู้ตัดสิน
อย่าให้ความรู้สึกกลัวว่าจะแพ้ กลัวว่าขั้วการเมืองที่เห็นต่างจากเราจะชนะ
แล้วไปกวักมือเรียกเอา “อำนาจนอกระบบ” เข้ามากระทำรุนแรงต่ออีกฝ่ายอย่างที่เกิดขึ้นอีกเลย
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

