สัญญาปางหลวงปีที่ 74 ความแค้นของเนวิน
ชื่อบทความ เป็นชื่อที่นับตามอายุการให้เอกราชของอังกฤษ ทั้งนี้ เพื่อเผยให้เห็นสัญญาหลอกลวงของพม่า ที่หลอกไทยใหญ่ตอนจะขอเอกราชจากอังกฤษว่า เมื่อพม่าและไทยใหญ่ได้เอกราชจากอังกฤษแล้ว พม่าขอให้ไทยใหญ่มาอยู่ร่วมกับพม่าสิบปีก่อน พอพ้นสิบปีไปแล้วก็จะปล่อยให้ไทยใหญ่เป็นเอกราชต่อไป สัญญานี้แม้ชาติพันธุ์อื่นๆ ในพม่าก็ต้องได้รับด้วย แต่พอถึงปี พ.ศ.2501 อันเป็นปีที่ครบสิบปีตามสัญญาปางหลวงที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญพม่า พม่าก็พยายามทำเฉย จนกระทั่ง ละมิ้น ไทยใหญ่คนเมืองปางหลวง ได้ตั้งหน่วยกู้ชาติตามฆ่าทหารพม่า พม่าก็ตามฆ่าละมิ้นจนได้ เมื่อฆ่าละมิ้นได้แล้ว ทหารพม่าก็ตัดหัวของละมิ้นแล้วนำศพหัวขาดของละมิ้นมัดที่ท้ายรถ ลากไปตามถนนในเมืองเชียงตุง ประกาศให้ชาวไทยใหญ่อย่าเอาเยี่ยงอย่าง แต่คนไทยใหญ่หากลัวไม่ หน่วยกู้ชาติไทยใหญ่เกิดต่อมาคนแล้วคนเล่า ขณะเดียวกันพม่าก็สร้างความทุกข์ทรมานให้กับไทยใหญ่และชาติพันธุ์อื่นๆ ที่หวังเป็นเอกราชแห่งชนชาติของตนอย่างไม่ลดละ จนถึงบัดนี้ พ.ศ.2565 รวมไทยใหญ่อยู่ร่วมพม่ามา 74 ปีแล้ว พม่าก็ยังไม่ยอมปล่อยให้ใครเป็นเอกราชเลย ดังนั้น ชื่อบทความนี้จึงเป็นอักษรเผยความหลอกลวงของพม่า เป็นเครื่องเตือนชาวโลกว่า ให้ถามพม่าว่า ไหนบอกว่าจะให้อยู่ร่วมกันสิบปีแล้วจะปล่อยให้เป็นเอกราชไงล่ะ นี่ก็ 74 ปี คุณยังไม่ปล่อยเขาเลย !
บทความนี้มุ่งเจาะจงไปที่เนวิน เพราะเนวินจับตามองเจ้าฟ้าสีป้อนับตั้งแต่อังกฤษสถาปนาเจ้าฟ้าองค์นี้ผู้จบการศึกษาจากอเมริกามาขึ้นเป็นเจ้าฟ้าแห่งสีป้อ ด้วยความที่เจ้าฟ้าพระองค์นี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วรัฐฉานว่าเด็ดขาด เป็นนักประชาธิปไตย รักประชาชนชาวฉาน พอท่านได้ปกครองรัฐสีป้อเท่านั้น ท่านก็ทำสิ่งที่ทำให้พม่าโกรธ และทำสิ่งที่เจ้าฟ้าไทยใหญ่ด้วยกันริษยาผสมหมั่นไส้ สิ่งที่ทำให้พม่าโกรธก็คือ ประเพณีทั่วรัฐฉานทำกันมาเป็นร้อยปี คืองานปอยหลวง เพราะงานนี้เล่นการพนันเป็นประจำ ค่าต๋งเป็นของเจ้าฟ้าทุกรัฐและแทบทุกรัฐจัดกันแทบทุกเดือน เพราะเป็นการบำเพ็ญบุญในเทศกาลต่างๆ ของชาวพุทธ ประชาชนก็ยากจน ไม่อยากทำมาหากินหวังแต่เงินเล่นการพนัน ในพม่าเองรัฐบาลพม่าไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้น ห้ามเล่นการพนัน ยกเว้นเล่นม้า เจ้าสีป้อท่านจึงประกาศกำหนดให้จัดงานปอยหลวงเล่นการพนันในรัฐของท่านได้ปีละสองครั้งเท่านั้น นี่คือสิ่งที่พม่าเคือง ส่วนสิ่งที่เจ้าฟ้าด้วยกันไม่ถูกใจก็คือ ท่านแจกที่ดินให้เป็นของประชาชนแล้วออกเอกสารให้ด้วย เพราะตามปกติจะไม่มีใครทำ ที่ดินต้องเป็นของเจ้าฟ้าเท่านั้น ประชาชนที่ทำนาทำสวนต้องส่งส่วยให้เจ้าฟ้าในฐานะเป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อเจ้าฟ้าสีป้อทำแบบนี้จึงทำให้ประชาชนฉานทั่วไปชื่นชม เจ้าฟ้ารัฐอื่นก็มองหน้าประชาชนในรัฐของตนไม่ถนัด ด้วยประการฉะนี้เจ้าฟ้าองค์นี้จึงไม่เป็นที่โปรดปรานของทั้งพม่าและบรรดาเจ้าฟ้าทั้งหลาย
ข่าวการประกาศให้จัดงานปอยหลวงในรัฐสีป้อได้ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง ก็ไปเข้าหูเนวิน เนวินก็ลองของทันที ทั้งนี้ เพราะสมัยนั้นอูนุเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลมาจากประชาชน ผู้เขียนขอเดาว่า ทั้งเนวินและอูนุคงตกลงกันว่า การจัดการกับรัฐฉานและชาติพันธุ์อื่นๆ ให้เป็นเรื่องของกองทัพ รัฐบาลจะไม่เข้าไปยุ่ง แต่ใจเขาเห็นด้วยเพราะเขาคือพม่า การลองของของเนวินตามที่มหาเทวีแห่งสีป้อบันทึกไว้มีว่า เจ้าหอมป่าเจ้าฟ้าแห่งรัฐฉาน ผู้ซึ่งเป็นตัวประสานงานระหว่างกองทัพพม่ากับรัฐฉาน มาทูลขอให้รัฐสีป้อจัดงานปอยหลวงเพราะกองทัพต้องการใช้เงิน ตรงนี้ขอเปิดฉากละครตามที่มหาเทวีสีป้อบันทึกไว้ให้เห็นอากัปกิริยาของตัวละครในท้องพระโรงวังสีป้อที่มีเพียงสามคน คือ เจ้าฟ้าสีป้อ มุขมนตรี สีป้อ ตัวแทนเจ้าหอมป่า ดังต่อไปนี้ ขณะเจ้าฟ้าสีป้อทรงฟังคำของตัวแทนเจ้าหอมป่าอยู่นั้น ท่านประทับนั่งบนเก้าอี้ แต่พอฟังคำของเขาแล้ว ทรงลุกขึ้นยืน เอามือกอดอก ตรัสถามขึ้นใหม่ว่า “ไหนพูดอีกทีซิ ข้าได้ยินผิดหรือเปล่านี่” คราวนี้ตัวแทนประหม่าพูดตะกุกตะกัก เพราะเกรงบารมีของท่านที่ท่านเสียสละให้ประชาชน และมีความเด็ดขาดเป็นที่รู้กัน เขาจึงทูลซ้ำว่า “คืออย่างนี้พ่อเจ้า ทางกองทัพพม่าต้องการเงินมาก ต้องการให้สีป้อจัดงานปอยนำเงินเข้ากองทัพ” … เจ้าฟ้าทรงโบกพระหัตถ์ให้เขาหยุดพูด แล้วเดินอ้อมมาตรงหน้าผู้พูดแล้วตรัสเน้นเสียงอย่างกริ้วจัดว่า “เอาละ กลับไปทูลเจ้านายของเจ้าว่า ข้าจะไม่ยอมให้คนของข้าเล่นการพนันเพื่อนำเงินเข้ากองทัพพม่า หรือนำเงินไปเพื่อประโยชน์สุขของผู้ใดเป็นอันขาด เจ้านายของเจ้าก็รู้ดีว่าคนอย่างข้าใครก็มาบีบข้าไม่ได้”
ก่อนเดินเรื่องต่อ ขอวิเคราะห์คนสองคนนี้ก่อน ผู้เขียนขอเดาว่า เนวินนี่แหละเป็นตัวสำคัญที่มุ่งยึดดินแดนของชาติพันธุ์ให้มาเป็นของพม่าให้ได้ ผู้เขียนเคยนึกว่าเนวินเขาคงตายไปแล้ว เพราะไม่มีข่าวเลย แต่ไม่นานมานี่เอง หลังมิน อ่อง ลาย ยึดอำนาจแล้วประมาณ 5-6 เดือน ได้พบข่าวทางโลกโซเชียลว่า เนวินรีบออกจากพม่าไปอยู่ตะวันออกกลางแล้ว คงกลัวชาวพม่าและชาติพันธุ์ประชาทัณฑ์แน่ คงนึกได้ถึงความผิดของตัวเองแล้ว ดังนั้น เจ้าฟ้าสีป้อพระองค์คงนึกว่าเนวินนี่แหละเป็นตัวหลักในการที่จะเอาดินแดนของรัฐฉานให้ได้ ส่วนเนวินก็คิดว่าเจ้าฟ้าองค์นี้แหละจะขวางการยึดครองดินแดนของรัฐฉาน
ดังนั้น เขาต้องจัดการเจ้าฟ้าองค์นี้ให้ได้ แล้วนั่นเอง สองคนนี้ก็คิดทำลายกันตลอดมา จากปี พ.ศ.2491-2505 เรามาดูพฤติกรรมของคนทั้งสองตามบันทึกของมหาเทวีต่อไป
หลังจากเนวินผิดหวังจากการที่เจ้าฟ้าสีป้อไม่อนุญาตให้จัดงานปอยหลวงแล้ว เขาคงโกรธจัด คงวางแผนฆ่าเลย หรืออาจจะสร้างสถานการณ์ขู่ให้กลัว แล้วใช้ประโยชน์เพื่อพม่าจะได้ยึดที่ดินของชาติพันธุ์อื่นๆ มาเป็นของพม่า ในการวางแผนฆ่าของเนวินคราวนี้ก็วางแผนอย่างโล่งแจ้ง ทำอย่างชนิดให้รู้ว่าฉันจะฆ่าแกแล้ว เขาทำอย่างไร? มหาเทวีบันทึกไว้ว่า วันหนึ่งเจ้าฟ้าแห่งสีป้อกับมหาเทวี กำลังจะขึ้นเครื่องบินไปประชุมสภาที่ย่างกุ้ง ขณะนั้นนายทหารคนสนิทของผู้ว่าราชการฉาน คือเจ้าหอมป่านั่นแหละ นำจดหมายมาให้เจ้าฟ้าสีป้อ แล้วทูลว่า “พ่อเจ้า ! มีจดหมายด่วน จากผู้ว่าราชรัฐ” ทรงรับจดหมายมาอ่านได้ความสรุปว่า “เพื่อความปลอดภัยระดับชาติ เจ้าน้องจะเดินทางไปย่างกุ้งด้วยเที่ยวบินนี้ไม่ได้เด็ดขาด ขอให้เจ้าน้องไปพบพี่โดยด่วน จะแจ้งเรื่องให้ทราบ” พระองค์จึงสั่งให้นักบินคอย แล้วก็เสด็จไปพบผู้ว่าราชการรัฐทันที แล้วพระองค์ก็ทราบจากปากของผู้ว่าราชการรัฐว่า “ผู้บังคับกองกำลังทหารภาคเหนือเขาจะเดินทางไปย่างกุ้งด้วยเที่ยวบินนี้เหมือนกัน เขาอ้างว่าเขาไม่กล้าเดินทางร่วมกับพระองค์ได้ เพราะกลัวจะไม่ปลอดภัย”
เจ้าฟ้าสีป้อฟังแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุผล จึงโพล่งออกไปว่า “ทำเล่นไปได้” แล้วพระองค์หันหลังกลับทันที เจ้าหอมป่ารีบถลันไปรั้งเจ้าสีป้อไว้ แล้วตรัสว่า “เจ้าต้องฟังพี่นะ จาแสง (ชื่อของเจ้าฟ้าสีป้อ) เราต้องไม่ทำให้กองทัพพม่าโกรธนะ ไม่รู้หรือไง” เจ้าสีป้อฟังแค่นี้รู้ทันทีว่านี่คือผลงานของเนวินแน่เลย จึงหันหลังกลับ แล้วตรัสกับเจ้าหอมป่าทันที “ถ้าเช่นนั้นพี่ท่านต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทราบว่า ทำไมจึงห้ามไม่ให้ข้าเจ้าขึ้นเครื่องบินไปย่างกุ้ง” นั่นคือหลักฐานที่เจ้าสีป้อเก็บไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่า พม่ากลั่นแกล้งรังแกเจ้าฟ้อสีป้อ จากนั้นพระองค์ท่านและมหาเทวีจึงนั่งรถกลับเมืองสีป้อ โดยมีรถตำรวจคุ้มกันไปตลอดทาง ในระหว่างทางพอผ่านป่าเปลี่ยวเสียงปืนก็ดังขึ้น เจ้าฟ้าสีป้อทรงฉุดมหาเทวีให้หมอบลงที่พื้นรถ แล้วตะโกนให้พลขับเหยียบคันเร่งให้สุด กระสุนเจาะตัวรถแต่ไม่ถูกคน รถตำรวจอารักขาจึงหันรถกลับมาตรวจด้านหลัง แต่ไม่พบวี่แววอะไรเลย จากนั้นเป็นต้นมาเจ้าฟ้าสีป้อก็รู้ตัวว่าชีวิตของพระองค์น่าจะไม่ปลอดภัย จึงได้ตรัสบอกกับพระชายาว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับพระองค์ ขอให้พระชายารีบพาลูกกลับประเทศออสเตรียทันที การสั่งความดังว่านี้หมายถึงว่า พระองค์แม้จะรู้ว่าเนวินอาจจะฆ่าพระองค์ก็ได้ ถ้าไม่เอาใจเขา แต่พระองค์ทรงพลีชีวิตเพื่อรัฐฉาน จะไม่ยินยอมทำสิ่งอันเป็นการทำลายรัฐฉานเด็ดขาด
และนั่นคือจุดจบของพระองค์ท่าน หลังจากถูกจับเมื่อเช้าวันที่ 2 มีนาคม 2505 แต่แรกคิดว่า ความแค้นของเนวินเขียนเพียงครั้งเดียวจบ แต่ไม่จบ เพราะการจบต้องจบที่การสิ้นพระชนม์ของเจ้าสีป้อตามบันทึกของมหาเทวี แต่เพราะมันมีเหตุการณ์อีกมากมายที่มหาเทวีบันทึกไว้ ก่อนจบครั้งนี้จึงขอพูดถึงความทุกข์ทรมานของชาติพันธุ์ต่างๆ ที่พม่าทำกับเขามาตลอดนับแต่ได้อยู่ร่วมกับพม่าตลอดมา ในการเขียนเรื่องความทุกข์ยากของชาวฉานที่ผ่านมา เขียนตามบันทึกที่ อัคนี มูลเมฆ ได้มา ซึ่งเป็นบันทึกที่ไม่มีหลักฐานว่าพม่าทำที่ไหนบ้างและทำอย่างไร แต่ต่อจากนี้จะเขียนตามที่มหาเทวีบันทึกไว้ว่า พม่าทำการข่มเหงชาวฉาน เมืองไหน ทำอย่างไร !
มหาเทวีบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า เมื่อเนวินได้อำนาจทุกอย่างแล้ว การข่มเหงรังแกชาวเขาเผ่าต่างๆ ก็เริ่มขึ้น เจ้าฟ้าจาแสง และบรรดาผู้นำชนชาติต่างๆ ไม่มีอำนาจใดๆ เลยที่จะคุ้มครองปกป้องประชาชนของพระองค์เอง เนวินทำเหมือนชาติพันธุ์ในพม่าเป็นศัตรู มิใช่สหพันธรัฐ (ขอย้ำว่า นั่นคือพม่ามุ่งทำลายให้ทุกชาติพันธุ์ให้หมดโอกาสเป็นเอกราชต่อไป แผ่นดินจะได้เป็นของพม่า หรือใครจะเถียงว่าไม่จริง) เจ้าจาแสงทรงเคยกริ้วครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อได้รับรายงานว่า ชาวบ้านน้ำลาน เมืองกึ๋ง และกะละเหว่ ถูกทหารพม่าปล้นสะดม ผู้คนถูกเข่นฆ่าและพวกผู้หญิงถูกข่มขืน หนหนึ่งที่น้ำลาน เจ้าฟ้าเสด็จไปถึงที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่หมู่บ้านถูกเผายังมีควันลอยกรุ่นๆ เจ้าฟ้าทรงให้คนงานสำรวจแร่ของพระองค์ช่วยเหลือประชาชนทันที หลายครอบครัวถูกกวาดเอาทรัพย์สินไปหมด และพวกผู้ชายถูกจับกุมไปหมดเพื่อใช้แรงงาน โดยที่คนในครอบครัวไม่รู้ชะตากรรมของเขาเหล่านั้นเลยว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร เมื่อพระองค์ร้องเรียนไปให้กองทัพสอบสวนเพื่อนำคนผิดมาลงโทษ แต่กองทัพเริ่มแต่เนวินลงมา ปฏิเสธอย่างหยิ่งยโส และแสดงท่าทีเย้ยหยัน !!
ตลอดเวลา สิบปีแรกแห่งความหวังที่จะได้รับเอกราชของรัฐฉาน รัฐฉานพยายามอ้อนวอนขอเอกราชจากพม่าตลอดมา แต่ที่รัฐฉานได้รับคือ ผู้กล้าหาญของรัฐฉานและทุกชาติพันธุ์หายสาบสูญไปคนแล้วคนเล่า จนถึงช่วงเวลาหลังสิบปีไปแล้ว ละมิ้น ผู้เป็นสามัญชนตั้งกองกำลังกู้ชาติ แต่ก็ถูกพม่าจับตัดคอลากประจานกลางเมืองเชียงตุง จากนั้น หนุ่มศึกหาญก็เกิดขึ้น เขาผู้นี้เคยไปชักชวนเจ้าสีป้อให้มาเป็นหัวหน้ากองกำลังกู้ชาติ แต่ท่านหวังแต่รัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่เลยสิบปีไปแล้ว นี่คือความคิดที่ผิดพลาดของชนชั้นนำสมัยนั้น แต่ช่วงหนึ่งของการต่อสู้ของหนุ่มศึกหาญ เขาได้ยึดเมืองตั้งยานไว้ได้หนึ่งเดือน แต่ก็ไม่มีกองกำลังรักษา จึงต้องหลบเข้าป่าเหมือนเดิม จากนั้นขุนส่าก็ขึ้นมาแทน แต่ก็ถูกพม่าให้วางอาวุธ เจ้ายอดศึกหนีออกก่อนที่พม่าจะมาปลดอาวุธขุนส่าแล้ว ทุกวันนี้เจ้ายอดศึกกำลังต่อสู้อยู่ ผู้เขียนหวังว่าจังหวะนี้แหละที่รัฐฉานจะได้เอกราช เพราะอะไรหรือ? เพราะขณะนี้ความทุกข์ทรมานของประชาชนในรัฐฉานและชาติพันธุ์ในพม่าไปตกอยู่ในกำมือขององค์การอาเซียน และองค์การโลกแล้ว อดีตที่ผ่านมาหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง องค์การโลกกดดันให้เจ้าอาณานิคม เช่น อังกฤษ เป็นต้น ปล่อยให้เขตแดนต่างๆ เป็นอิสระมากมาย แถมมีการปกครองแบบอังกฤษคือ มีกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ อีกทั้งในการประชุมชาติอาเซียนที่ผ่านมา ประมุขของบรูไนได้เสนออังกฤษเป็นที่ปรึกษาในการแก้ปัญหาในพม่าอีกด้วย
นี่คือจังหวะสำคัญ ! นี่คือความหวังที่รัฐฉานรอคอย แถมญาติพี่น้องรอบชายขอบทุกคนก็รอคอยอยู่ด้วยเหมือนกัน !!
กลิ่นบงกช

