หัวเว่ยประกาศผลประกอบการทางธุรกิจประจำไตรมาส 1 ปี 2565
กรุงเทพฯ, 10 พฤษภาคม 2565 – หัวเว่ย ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานไอซีทีสัญชาติจีน เผยผลประกอบการทางธุรกิจประจำไตรมาสแรกของปี พ.ศ.2565 เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา โดยหัวเว่ยมีรายได้จากยอดขายทั่วโลกในไตรมาสแรกทั้งสิ้น 1.31 แสนล้านหยวน ลดลง 14% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า พร้อมด้วยอัตรากำไรสุทธิที่ 4.3%
หัวเว่ยได้กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน ถึงอัตรากำไรสุทธิที่ลดลงมาที่ 4.3% ซึ่งสะท้อนถึงกำไรสุทธิที่ 5.6 พันล้านหยวน เมื่อเทียบกับอัตรากำไรสุทธิที่ 11.1% และกำไรสุทธิที่ 1.69 หมื่นล้านหยวน ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าว่า “ผลประกอบการทางธุรกิจในไตรมาสแรกนี้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ แม้กลุ่มธุรกิจคอนซูมเมอร์ของเราจะได้รับผลกระทบ แต่กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทียังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายเคน หู ประธานกรรมการบริหารหมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย กล่าวในแถลงการณ์ “ขณะเดียวกัน เรายังได้เพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านนวัตกรรมและสร้างคุณค่าใหม่ให้กับลูกค้า”
หัวเว่ยกล่าวในแถลงการณ์ว่า “เราขอขอบคุณเหล่าลูกค้าและพันธมิตรสำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุนอย่างดีเสมอมา” นายเคน หู กล่าว “สำหรับในปี พ.ศ.2565 นี้ เรายังคงเผชิญกับสภาพการณ์ทางธุรกิจที่ท้าทาย แต่ถึงแม้จะมีความท้าทายในการดำเนินการมากมาย เราจะยังเดินหน้าทำงานร่วมกับลูกค้าและพันธมิตรทั่วโลกอย่างใกล้ชิดมากขึ้นเพื่อเอาชนะความยากลำบากต่างๆ นี้”
ภารกิจสูงสุดคือการก้าวผ่านอุปสรรคด้วยวิธีการอันยั่งยืน
หัวเว่ยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 6.368 แสนล้านหยวน ในปีที่ผ่านมา นอกจากการเติบโตของกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์แล้ว กลุ่มธุรกิจคอนซูมเมอร์และกลุ่มธุรกิจผู้ให้บริการโครงข่ายล้วนมีรายได้ลดลง โดยสืบเนื่องมาจากปัญหาวิกฤตขาดแคลนชิปเซ็ต ซึ่งนายเคน หู ยังยอมรับว่ามาตรการคว่ำมาตรของสหรัฐอเมริกาส่งผลกระทบต่อธุรกิจ อย่างไรก็ตาม เขายังคงเชื่อมั่นในอนาคตของกลุ่มธุรกิจดีไวซ์ของหัวเว่ย “ธุรกิจสมาร์ทโฟนของเรามีรายได้ลดลงตลอดสองปีที่ผ่านมาด้วยเหตุผลที่ทุกคนทราบกันดี แต่สำหรับหัวเว่ยแล้ว ไม่ว่าความท้าทายที่เรากำลังเผชิญจะใหญ่เพียงใด เราจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการรับมือกับมัน”
ล่าสุด ธุรกิจคอนซูมเมอร์ของหัวเว่ยได้มีการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือหน้าจอพับรุ่นใหม่ล่าสุด โดยในงานแถลงข่าวการเปิดตัว Huawei Mate Xs 2 เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา นายริชาร์ด หยู กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจสมาร์ทดีไวซ์ของหัวเว่ย เปิดเผยว่า “Huawei Mate Xs 2 สร้างสรรค์ขึ้นด้วยสุทรียศาสตร์แห่งการดีไซน์ ครบครันด้วยระบบการสื่อสารอัจฉริยะ เทคโนโลยีการถ่ายภาพขั้นสูง และประสบการณ์อินเตอร์แอ๊กทีฟผ่านหน้าจอใหญ่ นี่คือมือถือเรือธงรุ่นใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นผู้นำแห่งยุคหน้าจอพับ”
นายริชาร์ด หยู กล่าวเพิ่มเติมว่าปัจจุบันหัวเว่ยมีอุปกรณ์ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ HarmonyOS จำนวนมากถึง 240 ล้านเครื่องแล้ว นับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของบริษัท ที่เกิดขึ้นได้ด้วยการสนับสนุนจากผู้บริโภค ไม่เพียงเท่านี้ ภายในสิ้นปี 2564 ที่ผ่านมา หัวเว่ยมีพันธมิตรคู่ค้ารวมทั้งสิ้นกว่า 2,000 รายที่เข้าร่วมในโครงการ HarmonyOS Connect ส่งผลให้บริษัท มีอุปกรณ์ที่รองรับระบบ HarmonyOS Connect แล้วมากกว่า 150 ล้านชิ้น และมีการติดตั้งและใช้งานฟีเจอร์แบบ Atomic Services บนอุปกรณ์ที่ปฏิบัติการบนระบบ HarmonyOS แล้วมากกว่า 33,000 บริการ ซึ่งปัจจุบัน Huawei Mobile Services (HMS) เป็นแพลตฟอร์มแอพพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก
การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในเชิงลึกยิ่งขึ้น
นายเคน หู กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในเชิงลึกยิ่งขึ้น” โดยได้เน้นย้ำถึงแนวทางสำคัญ 3 ด้านด้วยกัน คือ การเสริมแกร่งด้านนวัตกรรม การส่งเสริมอุตสาหกรรมสู่ดิจิทัล และการช่วยขับเคลื่อนโลกสู่ยุคคาร์บอนต่ำ โดยหัวเว่ยเชื่อว่าทั้งหมดนี้คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และด้วยความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีที่สั่งสมมาตลอดกว่า 30 ปีของการมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรม หัวเว่ยจึงอยู่ในสถานะที่พร้อมจะคว้าทุกโอกาสที่เข้ามาเสมอ

อันดับแรก ในแง่ของการเชื่อมต่อ หัวเว่ยมีวิสัยทัศน์ที่จะผลักดันการเชื่อมต่อระดับความเร็ว 10 Gbps ในทุกที่ พร้อมทั้งตั้งเป้าเพิ่มความรวดเร็วในการรับส่งข้อมูล ความครอบคลุมของสัญญาณและเครือข่ายมากกว่า 10 เท่า อย่างไรก็ดี สถาปัตยกรรมสำหรับระบบการประมวลผลแบบต่างชนิดในปัจจุบัน (heterogeneous computing system) ยังไม่สามารถพัฒนาไปพร้อมกับความเร็วที่ตั้งเป้าไว้ได้ หัวเว่ยจึงเร่งแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการทบทวนแนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรมระบบใหม่โดยพิจารณาจาก 3 ด้าน ได้แก่ จุดเชื่อมต่อ ศูนย์ข้อมูล และซอฟต์แวร์พื้นฐาน
ลำดับต่อมา หัวเว่ยมีความตั้งใจที่จะช่วยผลักดันภาคอุตสาหกรรมสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ปรับให้เข้ากับสถานการณ์ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งนี้ จากสุนทรพจน์ของนายเคน หู ภายในงานประชุม Huawei Analyst Summit เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา หัวเว่ยกำลังเดินหน้าสร้างทีมงานแบบบูรณาการเพื่อรองรับอุตสาหกรรมต่างๆ โดยจะเป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งฝ่ายขาย ฝ่ายบริหารจัดการความต้องการ ฝ่ายพัฒนาโซลูชันอุตสาหกรรม และฝ่ายบริหารความสัมพันธ์คู่ค้าในอีโคซิสเต็ม โดยแต่ละทีมจะได้รับมอบหมายให้ดูแลอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถค้นหาและตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ในระดับเชิงลึกอย่างแท้จริง
ข้อสุดท้าย ในช่วงตอบคำถามสื่อมวลชนภายในงาน Huawei Analyst Summit นายเคน หู ได้กล่าวไว้ว่า “ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล แรงงานที่มีทักษะด้านไอซีทีถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยภูมิภาคนี้มีข้อได้เปรียบตรงที่มีจำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมากเมื่อเทียบกับในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป การเร่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะกำลังคนด้านไอซีทีในภูมิภาคจะต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐบาล ผู้ประกอบการ และทุกภาคส่วนในสังคม” สุนทรพจน์ดังกล่าวยังสะท้อนถึงความตั้งใจของหัวเว่ยในการกำหนดนิยามใหม่ของการผลิตและใช้พลังงานแสงอาทิตย์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
ด้วยเหตุนี้ หัวเว่ยได้ประกาศจัดตั้งกลุ่มธุรกิจพลังงานดิจิทัลอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งจัดตั้งสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบัน กลุ่มธุรกิจพลังงานดิจิทัลของหัวเว่ยให้บริการลูกค้าระดับองค์กรธุรกิจมากกว่า 1,000 รายในประเทศไทย และสร้างงานในทางอ้อมให้ประเทศไทยได้มากกว่า 1,000 ตำแหน่ง

สมมุติฐานและวิสัยทัศน์สำหรับอนาคต
ดร.โจว หง ประธานสถาบันวิจัยเชิงกลยุทธ์ของหัวเว่ย ได้แบ่งปันสมมุติฐานและวิสัยทัศน์สำหรับอนาคต รวมทั้งให้มุมมองไว้ว่า ขณะที่เราจินตนาการถึงอนาคต ข้อจำกัดเพียงอย่างเดียวก็คือจินตนาการของเรา
หัวเว่ยเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีข้อมูลในอนาคตจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วในอัตราที่มากกว่า 10 เท่าต่อทศวรรษ การใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลจะทำให้การพัฒนาของมนุษย์และสังคมเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในปัจจุบัน หัวเว่ยจึงได้นำเสนอสมมุติฐานทางวิทยาศาสตร์และวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ ซึ่งทั้งหมดนี้คือความท้าทายที่หัวเว่ยมุ่งหวังที่จะทำวิจัยร่วมกับพันธมิตรทั้งในภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมต่อไป
สุดท้ายนี้ ดร.โจว หง กล่าวทิ้งท้ายว่า หัวเว่ยมีความยินดีที่จะร่วมงานกับภาคการศึกษาและพันธมิตรในอุตสาหกรรมเพื่อทดสอบสมมุติฐานต่างๆ ทบทวนทฤษฎีบทพื้นฐาน ปรับปรุงสถาปัตยกรรม ไปจนถึงการสร้างสรรค์ซอฟต์แวร์ใหม่ๆ อีกด้วย
เกี่ยวกับหัวเว่ย
หัวเว่ย ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และสมาร์ทดีไวซ์ ด้วยโซลูชั่นที่ผสมผสานในสี่กลุ่มหลัก คือ เครือข่ายโทรคมนาคม, ไอที, สมาร์ทดีไวซ์ และบริการคลาวด์ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่การใช้งานทุกระดับเพื่อทุกผู้คน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อขับเคลื่อน โลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ ผลิตภัณฑ์ โซลูชั่นและบริการที่ครบวงจรของหัวเว่ยเปี่ยมด้วยศักยภาพด้านการแข่งขันและเชื่อถือได้ จากการทำงานร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศแบบเปิด หัวเว่ยสามารถสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับลูกค้า เสริมสมรรถนะของผู้คน ช่วยให้การใช้ชีวิตที่บ้านมีความสะดวกสบาย และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมในองค์กร ทุกรูปแบบและทุกขนาด
นวัตกรรมของหัวเว่ยเน้นตอบสนองตามความต้องการของลูกค้า เราทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในด้านการวิจัย เน้นค้นหานวัตกรรมด้านเทคนิคใหม่ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนโลกของเราให้ก้าวไปข้างหน้า ด้วยพนักงานกว่า 194,000 คน ดำเนินธุรกิจในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก หัวเว่ยก่อตั้งขึ้นในปี 2530 และเป็นบริษัทเอกชนที่มีพนักงานเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของหัวเว่ย ได้ที่ www.huawei.com
สื่อมวลชนติดต่อ บริษัท คาร์ลบายร์ แอนด์ แอสโซซิเอทส์
สุธาทิพย์ บุญแสง (08-7685-1695, 0-2627-3501 ต่อ 102)
สรวิศ จำนาญศิลป์ (08-1494-9339, 0-2627-3501 ต่อ 211)

