เดินหน้าชน : ลืมเด็กในรถ
กรณีการเสียชีวิตของ “น้องจีฮุน” นักเรียนวัย 7 ขวบ ที่ถูกลืมในรถตู้รับส่งนักเรียน ยังคงไม่ใช่ข่าวสุดท้ายของเหตุการณ์สะเทือนขวัญทำนองนี้ที่ยังเกิดขึ้นอีก เหตุสลดเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และจะไม่มีวันจบสิ้นกับข่าวทำนองนี้
ผู้ปกครองที่รับรู้เหตุนี้ก็รู้สึกแย่ๆ ไปตามกัน หวังว่าจะไม่เกิดขึ้นกับลูกของตัวเองที่ต้องฝากส่งรถโรงเรียน และก็ส่งกำลังใจให้พ่อแม่ของน้องจีฮุนได้มีกำลังใจสู้ต่อไป
เมื่อเปิดค้นหาข้อมูลเหตุการณ์ “ลืมเด็กในรถ” ในเดือนสิงหาคม 2563 ที่ศูนย์เด็กเล็กแห่งหนึ่ง ที่ จ.นครศรีธรรมราช เด็กชายอายุ 2 ขวบ ก็ถูกลืมไว้ในรถตู้รับ-ส่งนักเรียน ตั้งแต่เวลา 07.30 น. มาพบตัวในเวลา 13.30 น. เด็กถูกนำส่งโรงพยาบาลในสภาพไม่รู้สึกตัว หรือตกอยู่ในภาวะวิกฤต อวัยวะภายในร่างกายไม่สนองตอบ
ย้อนเวลาลงไปอีก เดือนมิถุนายน 2561 ข่าวลืมเด็กในรถกระบะดัดแปลงเป็นรถรับส่งนักเรียน พบอีกทีเป็นศพ เกิดขึ้นที่ จ.ขอนแก่น กับนักเรียนหญิงอายุ 5 ขวบ ครูสะเพร่าอย่างหนัก เอาเด็กอีก 5 คนที่นั่งหลังลงได้หมด ก่อนจะปิดล็อกประตู โดยลืมเด็กน้อยไว้ที่เบาะนั่งด้านหน้ากับคนขับ
การเสียชีวิตของเด็กทั้ง 3 เคส และเคสอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน เกิดจากโชเฟอร์และครูที่ดูแลรถมักสารภาพว่า “ลืมเด็กไว้ในรถ” จะเป็นเพราะความเคยชินที่ไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดทุกวัน คิดว่าเด็กทุกคนยังไงก็ต้องลงจากรถ ไม่จำเป็นต้องตรวจให้ละเอียดทุกครั้งว่ายังเหลือนักเรียนในรถหรือไม่ เพราะเอาแต่คิดว่าเด็กต้องลงจากรถ โดยลืมไปว่าอาจจะมีที่นอนหลับงีบ หากไม่มีใครไปปลุกให้ตื่นก็คงถึงคราวเคราะห์
การที่คนดูแลแค่กวาดสายตามองในรถดูโล่งๆ ก็เป็นอันเสร็จสิ้น เนื่องเพราะรถรับ-ส่งนักเรียนโดยสารมาจำนวนไม่มาก ข่าวทำนองนี้จึงยังเชื่อว่าจะมีเกิดขึ้นอีก
พ่อแม่หรือผู้ปกครองต่างต้องใช้บทภาวนาให้ผู้ที่ปฏิบัติงานตรงหน้างาน ต้องสำนึกถึงหน้าที่ความรับผิดชอบในช่วงที่อยู่กับเด็กนักเรียนในรถ ขออย่าเกิดเหตุร้ายขึ้นกับลูกตัวเองเป็นอันขาด ในเมื่อความสูญเสียไม่สามารถจะย้อนเวลาหรือเรียกคืนเพื่อแก้ไขได้อีก และเมื่อสูญเสียไปแล้ว ก็ยิ่งไม่สามารถชดใช้หนึ่งชีวิตที่สูญเสียไป ใครจะรู้เท่าถึงอาการหัวใจสลายของพ่อแม่
อีกเรื่องหนึ่งที่จะพบในข่าวคือการแสดงความรับผิดชอบของโรงเรียนในช่วงต้นๆ ที่หลายเหตุพบว่าไม่เต็มที่ คือ แสดงความรับผิดชอบแบบไม่สุด
ขณะเดียวกัน เมื่อกล่าวถึงโรงเรียนบริบูรณ์วิทยาของเอกชน ใน จ.นครศรีธรรมราช ที่เป็นข่าว ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า “ความใส่ใจ” ในหน้าที่ และ “การรับผิดชอบ” อย่างจริงจัง ไม่ได้ลงทุนด้วยทรัพยากรจำนวนมากเลย อยู่ที่วิธีคิดแก้ปัญหา โอกาสจะเห็นเหตุร้ายลืมเด็กในรถแทบจะเป็นไปได้ยาก
รถตู้รับส่งนักเรียนโรงเรียนแห่งนี้ก็เป็นลักษณะเหมือนรถโรงเรียนอื่นๆ แต่การดูแลและข้อปฏิบัติที่วางไว้ไม่เหมือนกัน โรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้ปล่อยให้โชเฟอร์และครูเวรประจำรถต้องรับผิดชอบในหน้าที่นี้ตามลำพัง หากโรงเรียนเข้ามาช่วยคิดและหาวิธีการรัดกุมที่สุดไม่ยอมปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ร้ายเด็ดขาด
เพจของโรงเรียนได้โพสต์ภาพรถตู้รับส่งนักเรียนที่ในโรงจอดรถของโรงเรียน ไม่ได้ล็อกประตู แต่เปิดประตูหลังทิ้งไว้ ปล่อยอากาศถ่ายเท จะมีการทำความสะอาดรถทุกครั้งหลังเสร็จสิ้นภารกิจ เท่ากับตรวจตราความผิดปกติในรถไปด้วย สิ่งที่ได้คือจะไร้เด็กตัวน้อยตกค้าง และสิ่งที่ทำทางโรงเรียนบอกใช้นโยบายอย่างนี้มานานแล้ว ที่สำคัญ ยังมีการฝึกทักษะเด็กเล็กให้เอาตัวรอดจากการติดในรถตู้ ปฏิบัติการซ้อมวิธีการเอาตัวรอดจากเหตุฉุกเฉิน ทั้งการบีบแตรขอความช่วยเหลือ การปลดล็อกรถ เปิดประตู เปิดหน้าต่าง และวิธีการออกมาจากรถอย่างปลอดภัย
ไอเดียหรือวิธีการดูแลเด็กเช่นนี้ช่วยทำให้พ่อแม่รู้สึกโล่งอกไปได้เปลาะใหญ่ ที่เมื่อส่งลูกขึ้นรถโรงเรียนไปแล้ว ก็อยู่ในโซนความปลอดภัย มิใช่ตกอยู่ในอันตรายเหมือนอย่างที่เห็นและเกิดขึ้นเนืองๆ
เสกสรรค์ กิตติทวีสิน

