สังคมยุคปัจจุบัน เด็กและเยาวชนมีการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสื่อออนไลน์จำนวนมากมีกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนและยากต่อการควบคุม จึงถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน ป้องกันและแก้ไขภัยคุกคามออนไลน์จากการรับสื่อไม่เหมาะสม อีกทั้งยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะจัดพื้นที่สื่อสร้างสรรค์ ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเหมาะสม ตลอดทั้งจัดทำนโยบาย เพื่อวางรากฐานให้เด็กและเยาวชนรู้เท่าทันสื่อ
เพื่อตอกย้ำถึงภารกิจเร่งด่วนต่อเด็กและเยาวชนในประเด็นการรู้เท่าทันสื่อ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับ สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) จัดเสวนานำเสนอผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนานโยบายการจัดการการสื่อสารสำหรับเด็กและเยาวชนในอีก 10 ปีข้างหน้า
มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ ต้องการให้เกิดการเฝ้าระวังภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ และผลักดันให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐ ต้องส่งเสริมพื้นที่สื่อสร้างสรรค์ที่หลากหลาย คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ และสร้างสื่อออนไลน์เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในทศวรรษหน้า

ก่อนที่เวทีเสวนาจะเริ่มต้นขึ้น ญาณี รัชต์บริรักษ์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. ได้พูดถึงพฤติกรรมการใช้สื่อของเด็กและเยาวชนอย่างน่าสนใจว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นตลอดเวลา แน่นอนว่าสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ การเข้ามาของสื่อเหล่านี้เกิดประโยชน์ให้เด็กและเยาวชนสามารถหาความรู้หรือเพื่อความบันเทิงได้อย่างเต็มที่
แต่สื่อดังกล่าวก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ที่อาจกำลังคุกคามเด็กและเยาวชน ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้สื่ออย่างน่าเป็นห่วง ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาด้านสุขภาพจิต, ปัญหาด้านสุขภาพกาย ที่เป็นผลจากการใช้สื่อมากเกินไป, ปัญหาด้านเนื้อหาของสื่อที่ไม่เหมาะสม จากการเข้าถึงสื่อที่หลากหลาย รวมไปถึง การขาดทักษะที่จำเป็นต่อการรับมือกับภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภัยอันตรายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และจำเป็นต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาและรับมือให้ทันท่วงที
“งานวิจัยชิ้นนี้ จึงเหมือนเป็นการชี้ทางออกให้เห็นถึงแนวทางการผลักดัน และขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายไปยังภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ภาครัฐ ภาคการศึกษา พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู โรงเรียน ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อรองรับการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนในอนาคตที่จำเป็นต้องดำเนินการเชิงรุก และปูแนวทางตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” ญาณี สรุป

ขณะที่ รศ.จุมพล รอดคำดี นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ และกรรมการกำกับทิศ สสส. แนะให้นำผลวิจัยมาทำเป็นคู่มือหรือแนวปฏิบัติสำหรับการออกแบบและวางแผน เพื่อให้เกิดการจัดการด้านการสื่อสารในอนาคตที่ถูกต้องและเหมาะสม สำหรับให้คำแนะนำและดูแลให้เด็กเข้าใจสถานการณ์การใช้สื่อที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างเข้มแข็ง มีการเตรียมตัว ไม่ถูกกระทำหรือเจอภัยคุกคามบนออนไลน์ จนเกิดเป็นปัญหาตามมาในที่สุด
“ควรมีการศึกษาแนวทางปฏิบัติสำหรับการปรับพฤติกรรมการใช้สื่อในอนาคตว่า ท้ายสุดแล้วเด็กและเยาวชนควรใช้ชีวิตช่วงเวลานั้นอย่างไร เมื่อเทคโนโลยีและบริบทของสังคมเปลี่ยนแปลงไป และได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ที่สำคัญทุกภาคส่วนต้องร่วมพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้เกิดการใช้จริงอันเป็นประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนต่อไป”
ด้าน ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะอเนก นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัยเรื่อง การพัฒนานโยบายการจัดการการสื่อสารสำหรับเด็กและเยาวชนในอีก 10 ปีข้างหน้า พูดถึงข้อสรุปของงานวิจัยว่า ผลลัพธ์ของการวิจัย จากการรับฟังความคิดเห็นโดยเทคนิคเดลฟาย จากผู้เชี่ยวชาญ 4 กลุ่ม คือ ด้านสื่อ, ด้านจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น, ด้านนโยบาย และกลุ่มเด็กและเยาวชนกลุ่มตัวอย่าง ที่มีประสบการณ์เรื่องเด็กและเยาวชนมากกว่า 10 ปี
งานวิจัยชิ้นนี้ มีบทสรุปสำหรับข้อเสนอ 3 ส่วนสำคัญ คือ 1. ศึกษาพฤติกรรมการใช้สื่อของเด็กและเยาวชน 2. กำหนดแนวทางการปรับตัว เพื่อรองรับการใช้สื่อของเด็กและเยาวชน 3. พัฒนานโยบายการจัดการการสื่อสารของเด็กและเยาวชนไทย
นอกจากนี้ ผลการวิจัยได้สรุปประเด็นนำเสนอ เพื่อปรับใช้หลายด้านด้วยกัน อาทิ ส่งเสริมความเท่าเทียมการเข้าถึงสื่อและความรู้เท่าทันสื่อในเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม, ส่งเสริมให้เด็กเยาวชนมีพื้นที่สร้างสรรค์สื่อที่ดี เพื่อการแสดงศักยภาพและทักษะด้านต่างๆ รวมถึงเรียกร้องให้มีการบรรจุชุดการเรียนรู้เรื่องรู้เท่าทันสื่อให้อยู่ในระบบการศึกษา และต้องทันต่อการเปลี่ยนแปลง
ดร.ธีรารัตน์ พูดต่ออีกว่า สำหรับข้อเสนอที่สรุปจากงานวิจัยชิ้นนี้ เป็นแนวคิดที่ต้องการส่งเสริมทักษะรู้เท่าทันสื่อของเด็กและเยาวชนอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งจำเป็นต้องมีกระบวนการหรือวิธีการที่แตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมกับวิถีชีวิต ภาษา และศักยภาพของเด็กและเยาวชน

“สิ่งที่ต้องทำมากที่สุด คือ การส่งเสริมให้มีการกำกับดูแลสื่อออนไลน์ ส่งเสริมจริยธรรมการใช้สื่อ ปกป้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้รับ โดยเฉพาะสิทธิด้านมนุษยชน
“ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เราจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดพื้นที่สื่อที่ดีและสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน เพื่อให้พวกเขาเหล่านี้ได้แสดงศักยภาพและพัฒนาทักษะด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการพัฒนานวัตกรรมสู่สังคมและประเทศชาติ” นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน สรุป
หากข้อเสนอจากงานวิจัยเรื่อง ‘การพัฒนานโยบายการจัดการการสื่อสารสำหรับเด็กและเยาวชนในอีก 10 ปีข้างหน้า’ ได้รับการผลักดันสู่การใช้งานจริง ย่อมเป็นผลดีต่อเด็กและเยาวชน สามารถรู้จักการใช้สื่ออย่างรู้เท่าทัน และไม่ตกเป็นเหยื่อของภัยคุกคามออนไลน์

