หน้าแรก เด่นวันนี้ ‘เต็ดตรา แพ้ค...

‘เต็ดตรา แพ้ค’ ก้าวนำสู่ความยั่งยืน พร้อมผลักดันการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า-ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

28.09.22 | 09:00 น.

“ความยั่งยืน” คือแนวทางใหม่ในการพัฒนาโลก เพื่อตอบสนองความต้องการของคนในยุคปัจจุบัน พร้อมกับการนึกถึงอนาคตของโลกและคนรุ่นหลัง ทั้งในแง่มุมทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรมนุษย์ และทรัพยากรทางสังคม ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้ให้ความสนใจและบริหารจัดการเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต และการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการ ทั้งของตนเองและของลูกค้า

บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในผู้นำด้านการแปรรูปอาหารและบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลก จึงได้จัดงานเสวนารายงานความยั่งยืนประจำปี 2565 โดยเชิญผู้แทนจาก สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับวาระความยั่งยืนของไทย พร้อมทั้งประเด็นความร่วมมือและการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้ระบบอาหารมีความยืดหยุ่นและยั่งยืน รวมถึงความสำเร็จและความก้าวหน้าของเต็ดตรา แพ้ค ในปีที่ผ่านมา

ปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) กล่าวเปิดงานเสวนาว่า ในฐานะที่เต็ดตรา แพ้ค เป็นผู้นำในระบบการผลิตอาหารและบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร จึงมุ่งมั่นเพิ่มศักยภาพในการจัดการระบบอาหาร ทั้งการลดปริมาณขยะอาหาร และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร 

การจัดการดังกล่าว จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ ตั้งแต่ระบบการผลิตของโรงงานทั้งโรงงานของเราเองและของลูกค้า การขนส่ง ไปจนถึงการเพิ่มการหมุนเวียนทรัพยากร โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ ในการจัดเก็บกลับมาและนำมาใช้ใหม่ รวมทั้งการเพิ่มประโยชน์ และลดผลกระทบเชิงลบต่างๆ ให้กับสังคมและชุมชน

คุณปฏิญญา ศิลสุภดล

Advertisement

‘ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก-ใช้พลังงานหมุนเวียน’ ความสำเร็จอย่างยั่งยืนของเต็ดตรา แพ้ค

ความยั่งยืน คือ หัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจของเต็ดตรา แพ้ค โดยมุ่งเน้นเพิ่มความพร้อมและความปลอดภัยของอาหาร ลดขยะอาหาร รวมถึงยกระดับประสิทธิภาพทรัพยากรและการขนส่ง ซึ่งในรายงานความยั่งยืนฉบับที่ 23 ของเต็ดตรา แพ้ค แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จและเป้าหมายในอนาคตขององค์กร รวมถึงโครงการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องอาหาร ผู้คน และโลก 

ความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนความยั่งยืนระดับโลกของเต็ดตรา แพ้ค มีระบุไว้ในรายงานความยั่งยืนฉบับล่าสุด ในปี 2564 โดยสามารถขับเคลื่อนการทำธุรกิจ พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคมไปพร้อมๆ กัน อาทิ

  • การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการดำเนินงานลง 36% เมื่อเทียบกับฐานในปี 2562 โดย 80% ของพลังงานที่ใช้มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน พร้อมเพิ่มการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นสองเท่าถึง 55 เมกะวัตต์
  • การจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพืช จำนวน 17,600 ล้านชิ้น รวมทั้งฝาที่ผลิตจากพืชจำนวน  10,800 ล้านชิ้นในปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 96 กิโลตัน เมื่อเทียบกับพลาสติกจากฟอสซิล
  • การลงทุนจำนวน 40 ล้านยูโร และร่วมมือกับพาร์ทเนอร์กว่า 170 รายทั่วโลกเพื่อผลักดันการจัดเก็บและรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่มได้มากกว่า  50,000 ล้านกล่อง ซึ่งมีส่วนช่วยให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • เด็กกว่า 61 ล้านคนใน 41 ประเทศทั่วโลก ที่ได้รับนมหรือเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการอื่นๆ ซึ่งบรรจุในกล่องของเต็ดตรา แพ้ค ผ่านโครงการโภชนาการในโรงเรียน
  • การปรับโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ด้วยการทดสอบการใช้วัสดุที่ทำจากโพลีเมอร์แทนที่ชั้นอะลูมิเนียม ทำให้มีโครงสร้างที่ง่ายต่อการรีไซเคิล และนำไปต่อยอดการสร้างมูลค่าเพิ่มได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
  • เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มรายแรกของโลก ที่เปิดตัวฝาบรรจุภัณฑ์ ซึ่งทำจากโพลิเมอร์รีไซเคิล ลดการใช้วัสดุใหม่  
  • ความสำเร็จในการลดปริมาณขยะเศษอาหาร จากกระบวนการผลิตของธุรกิจอาหารในการนำวัตถุดิบส่วนที่เหลือจากการผลิตไปแปรรูปเป็นอาหารประเภทอื่นทดแทน ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะอาหาร ลดการใช้น้ำ และพลังงาน รวมทั้งลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ด้วย โดยวางเป้าหมายในการลดการใช้ทรัพยากรทุกมิติให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2573

‘ลดการใช้ทรัพยากรน้ำ-จัดเก็บกลับบรรจุภัณฑ์’ ต่อยอดความยั่งยืนในไทย

ปฏิญญา เล่าว่า การขับเคลื่อนในประเทศไทยได้เน้นย้ำการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยในปีที่ผ่านมามี 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การลดการใช้ทรัพยากรน้ำ และการส่งเสริมการจัดเก็บบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเพื่อนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการนำกลับมาเข้ากระบวนการรีไซเคิล เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นประโยชน์อีกครั้ง

สำหรับแนวทางแรก คือ การลดการใช้ทรัพยากรน้ำ จะเป็นการทำงานร่วมกับพันธมิตรคือ บริษัท แดรี่พลัส จำกัด ผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม โดยเฟสแรกสามารถลดการใช้น้ำในระบบการผลิตลงได้กว่า 400 ตันต่อวัน หรือเทียบเท่ากับปริมาณน้ำในสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐานในกีฬาโอลิมปิก 1 สระ ซึ่งปริมาณน้ำที่ลดลงนี้ส่งผลให้ปริมาณน้ำเสียที่เข้าสู่โรงบำบัดลดลงจาก 75% เหลือเพียง 60% ของกำลังการจัดการน้ำเสีย 

ขณะที่การขับเคลื่อนต่อในเฟส 2 ได้ตั้งเป้าลดการใช้น้ำลงอีก ให้เป็น 576 ตันต่อวัน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำเสียที่เข้าสู่ระบบบำบัดน้อยลงไปอีก ทำให้กระบวนการผลิตของแดรี่พลัส สามารถรองรับการผลิตที่จะขยายเพิ่มเติมในอนาคตได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเรื่องการขยายระบบบำบัดน้ำเสียเพิ่มตามไปด้วย จากการลดปริมาณการใช้น้ำ ส่งผลให้ปริมาณน้ำเสียที่จะต้องเข้าสู่โรงบำบัดน้อยลง ทำให้ระบบบำบัดมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น

ตัวอย่างบรรจุภัณฑ์ของเต็ดตรา แพ้ค

ส่วนการสนับสนุนให้เกิดการจัดเก็บบรรจุภัณฑ์ บริษัทได้ลงนามเข้าร่วมภาคีเครือข่ายกว่า 50 ราย ในด้านนโยบายหลักความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) รวมทั้งการเป็นสมาชิก Carbon Market Club เพื่อร่วมขับเคลื่อนการสร้างความตระหนักรู้ในการลดการปล่อยคาร์บอน และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน

“ในการจัดเก็บและรวบรวมบรรจุภัณฑ์ เต็ดตรา แพ้คได้เข้าร่วมกับสยามพิวรรธน์ ในโครงการตั้งจุด Drive-Thru Recycle Collection Center บริเวณห้างสยามพารากอน สำหรับการเก็บกล่องเครื่องดื่ม รวมทั้งพัฒนาแอปฯ ทดลองใช้ในโครงการกล่องยูเอชที รีไซเคิลได้ หรือ BECARE สําหรับการรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว ที่ได้ขยายโครงการไปใน 16 จังหวัด เมื่อปีที่แล้วและเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้”

“ขณะเดียวกันโครงการหลังคาเขียวฯ ของเราก็ได้ดำเนินการมา 11 ปีแล้ว ในการนำกล่องบรรจุภัณฑ์ไปผลิตเป็นแผ่นหลังคามอบให้ผู้ประสบภัย และต่อยอดเป็นโครงการเก็บกล่องสร้างบ้านฯ ในปีนี้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการนำไปรีไซเคิลเป็นวัสดุก่อสร้างอื่นๆ เพิ่มโอกาสให้กล่องเครื่องดื่มใช้แล้วมีปลายทางที่หลากหลาย และเพิ่มการนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น” ผอ.ฝ่ายความยั่งยืน เต็ดตรา แพ้ค เผย

‘ความรับผิดชอบของผู้ผลิต’ ต้องมองให้มากกว่าการเป็นผู้ผลิตเพื่อจำหน่าย

ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยชำนาญการ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ เผยว่า การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนเป็นหลักสำคัญยิ่งในวาระแห่งชาติ รวมถึงเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจหมุนเวียนชีวภาพ โดยเต็ดตรา แพ้ค มีบทบาทสำคัญที่ช่วยผลักดันแนวคิดความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตในประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการขับเคลื่อนโมเดลที่มีรากฐานความรับผิดชอบของผู้ผลิตที่เพิ่มขึ้นสำหรับประเทศไทย

ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี

“ความรับผิดชอบของผู้ผลิตต้องมองให้มากกว่าการเป็นผู้ผลิตเพื่อจำหน่าย แต่ต้องมองถึงการเก็บกลับเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อ ทั้งในการทำรีไซเคิล หรืออัพไซเคิล ซึ่งการขับเคลื่อนหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต หรือ EPR มีการนำมาใช้ในหลากหลายประเทศ ทั้งที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา ทั้งในยุโรป อินเดีย หรือประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ในไทยยังอยู่ระหว่างการศึกษากลไกที่เหมาะสม โดยคาดว่าจะผลักดันออกมาได้อีกประมาณ 3-5 ปีข้างหน้า 

“การดำเนินการนี้ ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการวางระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือในระบบนิเวศ ทั้งส่วนท้องถิ่น ร้านค้าปลีก ซาเล้งรับซื้อของเก่า ที่จะเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวกลางที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการรีไซเคิลของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย”  ดร.สุจิตรา กล่าว 

ใช้สัญลักษณ์-บอกค่าความสามารถการรีไซเคิล แก้ปัญหาการคัดแยกขยะ

ชัยยุทธิ์ พลเสน นายกสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ให้ข้อมูลว่า ปัญหาสำคัญของกลุ่มซาเล้งคือ ความสับสนในการแยกประเภทของกลุ่มบรรจุภัณฑ์ ทำให้ยากต่อความเข้าใจ และส่งผลกระทบต่อการนำไปขาย รวมทั้งการนำบรรจุภัณฑ์กลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล 

โดยมีข้อเสนอแนะว่า ให้ทำเครื่องชี้วัดว่าบรรจุภัณฑ์ชิ้นไหนสามารถรีไซเคิลได้หรือไม่ได้ และง่ายต่อการทำความเข้าใจของประชาชน 

ทั้งนี้ หากใช้สัญลักษณ์บอกเป็นค่าความสามารถในการรีไซเคิล เช่น ชิ้นนี้รีไซเคิลได้ 100% หรือบางส่วน หรือไม่สามารถรีไซเคิลได้เลย ทำให้ง่ายต่อการคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง ในการนำไปส่งต่อให้กับซาเล้งหรือร้านรับซื้อของเก่า เพื่อนำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้สะดวก ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการเลือกซื้ออาหาร หรือเครื่องดื่มที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน

คุณชัยยุทธิ์ พลเสน

“ผู้ประกอบการควรนึกไว้อยู่เสมอว่า เราเป็นผู้ก่อให้เกิดขยะ เราต้องมองเรื่องการแก้ปัญหาด้วย โดยเฉพาะการนำทรัพยากรที่มีจำกัดมาใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด ทั้งนี้ ทางสมาคมจะมีการเซ็น MOU ร่วมกับเต็ดตรา แพ้ค และมูลนิธิ 3R ในการรับซื้อกล่องนม กล่องเครื่องดื่ม ในระยะยาว ความร่วมมือของภาคเอกชนที่เกิดขึ้น จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเพิ่มการจัดเก็บบรรจุภัณฑ์เข้าในระบบมากขึ้นด้วย” ชัยยุทธิ์ ทิ้งท้าย

เต็ดตรา แพ้ค มีความมุ่งมั่นและพร้อมปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการมีส่วนช่วยให้ผู้คนเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้นทั่วโลก ด้วยการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี และการกำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย รวมถึงการติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่จะช่วยสร้างความยั่งยืน และขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่มีพลังและเปี่ยมด้วยความหมายต่อไป