‘ความตาย’ เป็นธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมาถึงตัวเมื่อไหร่ แต่บางครั้งความเจ็บป่วยก็ส่งสัญญาณเตือนถึงทางตัน หมดหนทางที่จะรักษาชีวิตไว้ได้ ไม่ว่าจะเกิดกับตัวเราหรือคนที่เรารัก
การเตรียมพร้อมรับมือกับช่วงเวลาสุดท้าย จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม และคงดีกว่าหากเราสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต มีเพื่อนที่คอยให้คำปรึกษา ช่วยวางแผนการจากไปอย่างสงบ ให้ได้รับการดูแลในแบบที่ต้องการ ผ่านทางเลือกที่ตนเองตัดสินใจ สู่หนทาง ‘อยู่ดี – ตายดี’

เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นกับทุกช่วงเวลาของชีวิต แม้ในช่วงเจ็บป่วย จนกระทั่งจากไปอย่างมีความสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับ บริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด สานต่อ โครงการห้องเรียนชีวิต ‘วิชาเพื่อนตาย’ จัดเวทีเสวนานโยบาย ‘ปักหมุด Palliative Care ใน กทม.’ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา
มีผู้ขับเคลื่อนงานการดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) ของไทย ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ชี้ปัญหา และนำเสนอแนวทางเดินหน้านโยบายด้านการดูแลแบบประคับประคองในโรงพยาบาล และหน่วยงานบริการสาธารณสุขในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ เข้าถึงการดูแลในแบบดังกล่าวอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ญาณี รัชต์บริรักษ์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. เล่าให้ฟังว่า โครงการห้องเรียนชีวิต ‘วิชาเพื่อนตาย’ ทาง ชีวามิตร เป็นผู้ดำเนินการหลักในการออกแบบหลักสูตร รวมถึงเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายในการทำงานร่วมกัน ผ่านการสนับสนุนจาก สสส. ซึ่ง ‘เพื่อนตาย’ ในที่นี้คือบุคลากรทางสาธารณสุข รวมถึงบุคคลที่แวดล้อมผู้ป่วย ที่จะช่วยดูแลประคับประคองผู้ป่วยในระยะท้ายให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี จากไปอย่างสงบสุขและสันติ คงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
“สสส. พยายามสนับสนุนเรื่องการให้ความรู้ ความเข้าใจ และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อให้สังคมไทยเข้าใจและเห็นความสำคัญของการดูแลแบบประคับประคอง แบ่งหลักสูตรออกเป็น 2 รูปแบบ คือ วิชาชีวิต เป็นหลักสูตรที่ชีวามิตรออกแบบขึ้นมา มีทั้งหมด 14 คลิป ให้ความรู้ทั้งมิติของสุขภาพ สังคม กฎหมาย ชีวิต และจิตวิญญาณ เปิดให้ประชาชนเข้าไปเรียนรู้ได้ อีกหลักสูตรคือ วิชาเพื่อนตาย เป็นการวางหลักสูตรสำหรับบุคลากรสาธารณสุข ที่ดูแลเรื่องการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อให้เข้าใจในมิติการดูแล ทักษะต่างๆ
“ทาง สสส. สนับสนุนให้ชีวามิตรออกแบบหลักสูตรเหล่านี้ เพื่อใช้ในกลุ่มประชาชน อาสาสมัคร และบุคลากรทางการแพทย์”

ญาณียังแสดงความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า เป็นความท้าทายสำหรับระบบการดูแลแบบประคับประคองในพื้นที่ กทม. ด้วยปัจจัยสำคัญหลายอย่าง อาทิ การที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย คาดว่าในอนาคตจะมีเรื่องของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ป่วยสูงวัย หรือผู้ป่วยเรื้อรังสูงขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ไม่ควรเป็นภาระของระบบสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว ต้องมีระบบการส่งต่อ ดูแลให้ผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบสุขที่บ้าน ตามความต้องการของผู้ป่วยส่วนใหญ่
นอกจากนี้ ด้วยความที่ กทม. มีระบบสาธารณสุขแตกต่างจากต่างจังหวัด รวมถึงวิถีชีวิตที่อยู่กันเป็นปัจเจก สสส. จึงสนับสนุนบุกเบิกการสร้างนวัตกรรมที่เรียกว่า ‘ชุมชนกรุณา’ ในการดูแลประคับประคองเกื้อหนุนกันในชุมชน ส่วนการดำเนินการตั้งแต่ระยะนี้ไปจนถึงอนาคต คาดว่าจะมีแซนด์บอกซ์เช่นเดียวกับโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบในการส่งต่อผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลแบบประคับประคอง มี ‘Palliative Care Ward’ ในโรงพยาบาล รวมทั้งจัดระบบอาสาสมัครภาคพลเมืองเข้ามาช่วยเหลือ
“สสส. เป็นน้ำมันหล่อลื่นเล็กๆ ในการช่วยกระตุ้นให้เกิดระบบ palliative care และความเข้าใจของระบบสุขภาพและสังคม แต่ยังต้องอาศัยการเคลื่อนกันเป็นองคาพยพ เพื่อให้การอยู่และการจากไปสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สงบและสันติ เกิดผลกับทั้งในสังคมไทย รวมถึง กทม. เรื่องนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกๆ ภาคส่วน” ญาณีพูดทิ้งท้าย

ด้าน รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย แสดงทัศนะต่อประเด็นการดูแลแบบประคับประคองใน กทม. ว่า เป็นสิ่งที่ท้าทายในปัจจุบัน เพราะประชาชนใน กทม. มีสิทธิการรักษาซับซ้อนและหลายรูปแบบ จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงอย่างครอบคลุม
“ด้วยระบบบริการสาธารณสุขใน กทม. ซึ่งมีความซับซ้อนมาก ทำอย่างไรให้ palliative care เข้าถึงประชาชนให้ครอบคลุม ได้มาตรฐานที่ดี เป็นสิ่งที่ต้องมีระบบเครือข่ายที่ดี มีระบบโครงสร้างพื้นฐาน และมีความเข้าใจที่ดี ทุกภาคส่วนทั้งนักศึกษาแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ประชาชน ภาคสังคม ต้องมีความรู้เรื่องนี้ที่ดี เข้าใจถึงความสำคัญ และวิธีการปฏิบัติ” รศ.นพ.ฉันชายเผย
สาระสำคัญตอนหนึ่งบนเวทีเสวนา รศ.นพ.ฉันชาย ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันทุกโรงเรียนแพทย์ถือว่า การดูแลแบบประคับประคองเป็นการรักษามาตรฐาน เป็นหน้าที่ของหมอทุกคน ที่ต้องรู้จักและเริ่มในเวลาที่เหมาะสม บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนมีการพูดถึงเรื่องนี้แล้ว สิ่งที่จะทำให้เกิดผลจริงๆ คือต้องทำให้เห็นจริงในทุกโรงพยาบาล เชื่อว่าแพทย์ทุกคนต้องเริ่มการรักษาแบบนี้เป็น
พร้อมฝากทิ้งท้ายว่า ประเด็นการดูแลแบบประคับประคองไม่ใช่เรื่องปัจเจกบุคคลเพียงแค่ให้ตายดีเท่านั้น หากประเทศบริหารจัดการเรื่องนี้ไม่ดี จะเกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในแง่การใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ที่มีอยู่จำกัดไปอย่างไม่เหมาะสม คนซึ่งควรจะได้ประโยชน์ไม่สามารถเข้าถึงการรักษา รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
“ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน โดยเฉพาะบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง การดูแลแบบประคับประคองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคนที่ควรจะได้ ทุกระดับต้องทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาฯ ย้ำ

เพราะความตายเป็นเรื่องที่ทุกชีวิตต้องเผชิญ การใช้ชีวิตในวาระสุดท้ายอย่างมีคุณค่า สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่วางแผนได้ สสส. จึงร่วมผลักดันการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นกับทุกช่วงเวลาของชีวิต เพื่อให้การอยู่ดีและตายดีเกิดขึ้นจริงในสังคมไทย

