‘คนข้ามเพศ’ ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มคนชายขอบในมิติสุขภาวะ ด้วยเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้น้อยกว่าคนส่วนใหญ่ที่เป็น Straight จากการที่ประเทศไทยมีสถานพยาบาลให้บริการด้านสุขภาพคนกลุ่มนี้อย่างจำกัด รวมถึงปัจจัยการถูกเลือกปฎิบัติด้วยทัศนคติแง่ลบ ทำให้ตามมาด้วยความรู้สึกขาดความมั่นใจ เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่อยากเข้ารับบริการด้านสุขภาพ
แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่า คือ คนกลุ่มนี้ขาดองค์ความรู้ในการ ‘แปลงร่าง’ เพื่อให้ตัวตนมีอัตลักษณ์ตรงกับจิตใจ หลายคนหาซื้อฮอร์โมนตามท้องตลาดมากินเอง บ้างก็เทคฮอร์โมนเกินขนาด นำไปสู่ผลกระทบต่อร่างกายและเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิต
ด้วยบทบาทการเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลสุขภาวะคนไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. จึงได้สนับสนุนโครงการส่งเสริมสุขภาวะและลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนข้ามเพศในประเทศไทย (Transgender Health Access Thailand : T-HAT) จัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อเชื่อมโยงระหว่างชุมชนคนข้ามเพศ กับเครือข่ายบริการสุขภาพ สร้างความรู้ความเข้าใจต่อการพัฒนาระบบบริการสุขภาพสำหรับกลุ่มคนข้ามเพศ
จากการรวบรวมข้อมูลร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้องกว่า 30 แห่ง นำมาสู่เวทีสำคัญกับกิจกรรม ‘เมื่อการข้ามเพศ ต้องได้รับการคุ้มครองจากรัฐ’ เชิญคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มาพูดคุยถึงเหตุผลและความร่วมมือในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ปัญหาและความต้องการบริการสุขภาพสำหรับกลุ่มคนข้ามเพศ จัดขึ้น ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2565

สิทธิขั้นพื้นฐานและการสร้างระบบบริการสุขภาพ
เพราะเป้าหมายสำคัญของบริการด้านสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศก็คือการเข้าสู่กระบวนการข้ามเพศ แม้จะมีโรงพยาบาลที่ให้บริการด้านนี้แต่ก็ต้องแลกด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงลิบลิ่ว ซึ่งในมุมมองของ สุภัทรา นาคะผิว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คิดว่า หากใครต้องการจะเข้าสู่กระบวนการข้ามเพศ รัฐก็ควรให้การคุ้มครองดูแล เป็นความจำเป็นด้านสุขภาพ เหมือนกับคนป่วยเป็นเบาหวานก็ต้องได้รับยาโรคเบาหวาน
“คนทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่นเดียวกับคนที่มีความหลากหลายทางเพศซึ่งไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษอะไร เพียงต้องการสิ่งที่เป็นความเท่าเทียมกับคนอื่นๆ การเป็นผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศแล้วต้องการจะข้ามเพศ ถือเป็นหนึ่งในสิทธิขั้นพื้นฐาน เป็นสิทธิหรือเจตจำนงในการดำเนินชีวิตของตัวเอง”

ด้าน รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร หยิบยกถึงคำพูดของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ให้ความสำคัญกับ ‘Health for All’ พร้อมย้ำอยู่เสมอว่า หากคิดถึงเรื่องของคนในสังคม ต้องคิดไปถึงคนตัวเล็กที่อยู่ในซอกหลืบของสังคม ไม่ว่าเขาเป็นใคร แต่ทุกคนต้องได้รับสิทธิ์และการดูแลเช่นเดียวกัน
“กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญและสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศภาวะในสังคม และส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพแก่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างทั่วถึง โดยเปิดนำร่อง ‘คลินิกสุขภาพเพศหลากหลายกรุงเทพมหานคร (BKK Pride Clinic)’ จำนวน 11 แห่ง ในพื้นที่ 6 กลุ่มเขต เมื่อเข้าไปจะได้รับบริการทั้งด้านของจิตใจ ให้คำปรึกษา ฮอร์โมน โรคทางเพศสัมพันธ์ หรืออื่นๆ และจะเพิ่มเป็น 21 แห่งภายในปีนี้”

กระบวนการข้ามเพศหลุดจากระบบสุขภาพ
อีกสาระสำคัญของงานนี้เป็นการเปิดตัวสารคดีเรื่อง ‘ทรานซ์วัยเก๋า ห้ามป่วย ห้ามเหงา ห้ามเศร้าลำพัง’ และ ‘ข้าม | เพศ’ สร้างจากชีวิตจริงของ พักตร์วิไล สหุนาฬุ กับ ตฤณ พัฒนเวโรจน์ ทั้งคู่พร้อมด้วย ฐิติญานันท์ หนักป้อ ผู้อำนวยการมูลนิธิซิสเตอร์ เป็นตัวแทนชุมชนคนข้ามเพศ มาสะท้อนเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตที่ต้องเผชิญ อย่างพักตร์วิไลที่มีภูมิลำเนาอยู่ในชนบท ทำให้เข้าถึงสวัสดิการสุขภาพของรัฐค่อนข้างลำบาก บวกกับอุปสรรคจากสภาวะเศรษฐกิจ ต้องทำงานอย่างหนักตลอดเวลา ส่วนตฤณนั้นก็ตัดสินใจใช้เงินที่ได้จากการจ้างออกก่อนเวลา ซึ่งเป็นเงินก้อนเดียวที่มีอยู่ มาใช้สำหรับกระบวนการข้ามเพศ ด้านฐิติญานันท์ ให้ความเห็นว่า อยากให้มีราคากลางสำหรับค่าใช้จ่าย แต่ไม่ได้หมายถึงการไม่ต้องจ่ายเงินเองทั้ง 100% รวมถึงอยากให้มีการเชื่อมต่อกับสวัสดิการของรัฐ

ผศ. ภญ. ดร.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการ สปสช. ให้ความเห็นถึงการเข้าสู่กระบวนการข้ามเพศจะเป็นหนึ่งในสิทธิทางการพยาบาลนั้น การจะกำหนดให้เป็นสิทธิประโยชน์หนึ่งใด จะต้องพิจารณาความคุ้มค่าและผลที่จะตามมา เช่น การเข้าถึงสิทธิการได้รับฮอร์โมนจะต้องพิจารณาถึงผลที่ตามมาว่าได้สร้างผลกระทบต่อร่างกายที่จะทำให้เกิดโรคแล้วต้องรักษาในอนาคตหรือไม่ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ สปสช. กำลังศึกษาพิจารณา
“เรื่องของสิทธิกระบวนการข้ามเพศเป็นเรื่องระดับประเทศ ไม่ใช่เพียงกระทรวงสาธารณสุข เช่น การใช้คำนำหน้าอย่างที่ต้องการ เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนในเชิงสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน จะทำอย่างไรให้ยกระดับได้ เรื่องการได้รับฮอร์โมนอย่างถูกต้องเป็นเรื่องเล็ก ยังมีภาพใหญ่ที่จำเป็นต้องได้รับการเข้ามามีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน”
บทสรุปส่งท้ายในวันนั้นเป็นการยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมสุขภาวะและลดช่องว่างบริการสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศ นับเป็นการปักหมุดหมายเพื่อให้ขยายออกสู่วงกว้าง เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงการให้ความสำคัญกับสังคมที่จะ ‘ไม่ลืมใครไว้ข้างหลัง’

“การข้ามเพศไม่ใช่ความต้องการในการมีรูปร่างที่สวยงาม แต่เป็นการเปลี่ยนตัวเองเพื่อตอบรับกับจิตสำนึกที่เขามี ดังนั้น เมื่อคีย์เวิร์ดสำคัญของยุทธศาสตร์ สสส. คือ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ สสส. จึงสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงบริการที่ไม่เหลื่อมล้ำ ทุกคนมีสิทธิบนพื้นฐานของเนื้อตัวในร่างกาย เป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีพึงได้ ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ตาม
โครงการมีอีกชื่อว่า ‘ข้ามเพศมีสุข’ สสส. ทำคู่ขนานไปกับ GenV Clinic หรือคลินิกเพศหลากหลายของโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเปิดตัวในโรงพยาบาลแพทย์ 4 จังหวัดทุกภูมิภาค ช่วยให้เข้าถึงบริการได้ง่าย ไม่ต้องเดินทางข้ามจังหวัด เป็นการทำงานที่เชื่อมระหว่างงานวิชาการ นโยบาย รวมถึงงานประชาสังคมที่ผลักดันให้เกิดขึ้น
ในนามของ สสส. รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนสำคัญของการสนับสนุนให้ LGBTQI+ ทุกคน มีตัวตนที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และเป็นตัวของตัวเอง”

