นัยยะ ‘พปชร.’ ไม่พร้อม โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ สู่เป้าหมายคัมแบ๊ก รบ.

30.10.22 | 12:02 น.
นัยยะ ‘พปชร.’ ไม่พร้อม โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ สู่เป้าหมายคัมแบ๊ก รบ.

 

นัยยะ ‘พปชร.’ ไม่พร้อม

โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้

สู่เป้าหมายคัมแบ๊ก รบ.

ช่วงนับถอยหลังของรัฐบาลก่อนครบวาระ 4 ปี ในวันที่ 23 มีนาคม 2566 ขณะที่ผู้มีอำนาจนำทั้งจากฝ่ายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังไม่ชัดกับอนาคตทางการเมืองว่าจะไปต่อกับเก้าอี้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อีกสมัยหรือไม่

Advertisement

ด้วยเพราะเงื่อนไขที่ล็อกให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องคิดหนักต่อการตัดสินใจจะไปต่อทางการเมือง โดยเฉพาะแคนดิเดตนายกฯ ว่าจะไปต่อกับพรรคใดเนื่องจากมีข้อจำกัด

ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ให้เริ่มนับวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้ คือ วันที่ 6 เมษายน 2560

หาก พล.อ.ประยุทธ์ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นนายกฯอีกสมัย จะดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 ปี คือถึงปี 2568 เนื่องจากติดเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯได้ไม่เกิน 8 ปี จึงอยู่บริหารประเทศได้ไม่ครบ 4 ปี

กลายเป็นจุดอ่อนและโจทย์ต่อทุกพรรคต้องประเมิน ประกอบการตัดสินใจให้รอบคอบ หากจะนำเสนอ พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ ตามเงื่อนไขและข้อจำกัดข้างต้น จนนักวิเคราะห์การเมืองส่วนใหญ่มองตรงกันว่า ด้วยข้อจำกัด หาก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯได้เพียงแค่ 2 ปี ย่อมจะเป็นจุดอ่อนต่อพรรคที่คิดจะเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯสมัยหน้า

พร้อมกับมีการเปรียบเทียบว่า เหมือนกับการตัดสินใจซื้อรถยนต์แต่มีอายุการใช้งานเพียงแค่ 2 ปี ความคุ้มค่าในการใช้งานจึงเป็นเรื่องที่ผู้ซื้อต้องตัดสินใจกันให้รอบด้านด้วยตัวเอง

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของแกนนำพรรค พปชร. พรรคต้นสังกัดที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดต
นายกฯสมัยแรก คีย์แมนคนสำคัญ ไล่ตั้งแต่หัวหน้าพรรค พปชร. อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค พปชร. ตลอดจนแกนนำพรรคคนอื่น ยังไม่เปิดเผยถึงความชัดเจนถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พปชร.

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าจะเป็นชื่อใด โดยแกนนำพรรค พปชร.ในกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ของพรรค มั่นใจว่ากระแสความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ในพื้นที่ภาคใต้ยังดี พร้อมกับสนับสนุนให้เป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคอีกสมัย ตามที่ “รงค์ บุญสวยขวัญ” ส.ส.นครศรีธรรมราช และกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ที่เสนอสูตรการเสนอแคนดิเดตนายกฯของพรรคที่ว่า

“หมดที่ลุงตู่ สู่ลุงป้อม” คือให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯก่อนในช่วง 2 ปีแรก ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่สามารถดำรงตำแหน่งนายกฯได้เพียงอีก 2 ปี เนื่องจากจะครบวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯได้ไม่เกิน 8 ปี แล้วต่อด้วย พล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯต่ออีก 2 ปี

แม้ที่ประชุมพรรค พปชร.ยังไม่ตกผลึกในเรื่องรายชื่อแคนดิเดตนายกฯของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่แกนนำพรรคระดับ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร. ยืนยันระหว่างเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค พปชร. จำนวน 19 คน จาก 10 จังหวัดไว้อย่างน่ารับฟังว่า “พปชร.มีจุดแข็งมาก ไม่ว่าหันทิศไหน พปชร.คือรัฐบาล ไม่มีใครเถียงว่าแกนนำหลักของการจัดตั้งรัฐบาลคือ พปชร. ดูจากหัวหน้าพรรค เป็นบุคลากรที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ทั้งกับข้าราชการ ส.ส. ส.ว. และใกล้ชิดสนิทสนมผูกพันกันมากมายกับนายกฯ มั่นใจว่าเราเป็นรัฐบาลแน่นอนในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นรัฐบาลภายใต้การนำของ พปชร.ด้วย ผมมั่นใจในตัวผู้สมัคร ส.ส.ที่มีคุณสมบัติจะเป็น ส.ส. เราจัดตัวผู้สมัครในเกรดที่ดีมาก”

การส่งสัญญาณด้วยความมั่นใจว่าพรรค พปชร.จะได้เป็นรัฐบาล จาก “สมศักดิ์” ที่เป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่มสามมิตร จังหวะเวลาที่ออกมาสื่อสารกับสมาชิกพรรค พปชร. ทางหนึ่งอาจมองได้ว่าเพื่อเป็นการสยบความระส่ำระสายของสมาชิกพรรค ที่รอคอยความชัดเจนถึงทิศทางการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าจากแกนนำพรรค อีกทางหนึ่งย่อมเป็นการสกัดสภาวะเลือดไหลออกของสมาชิกพรรคบางส่วนที่คิดจะย้ายพรรค

โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน เนื่องจากมีความกังวลว่าอาจจะสอบตกในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะต้องสู้กับกระแสแลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทย

ขณะเดียวกันการออกมาส่งสัญญาณทางการเมืองของ “สมศักดิ์” ย่อมต้องมีความมั่นใจในระดับหนึ่งถึงการเดินหน้าของพรรค พปชร.ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ด้วยเพราะเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่แกนนำพรรค พปชร.และผู้มีอำนาจต่างยอมรับว่า “ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา” ยังคงเอื้อประโยชน์และสร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้กับพรรค พปชร.อีกครั้ง

เนื่องด้วยการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ภายหลังการเลือกตั้งในปี 2566 สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้ง 250 คน ยังมีอำนาจโหวตเลือกนายกฯร่วมกับ ส.ส.ได้อีกครั้ง ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่ระบุว่า “ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา 159 เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา”

“ในระหว่างเวลาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง
ต่อไป

โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้”

โจทย์ข้อใหญ่ของพรรค พปชร. คือ ต้องทำทุกวิถีทางให้ได้รับเลือกตั้ง มีจำนวน ส.ส.พอที่จะรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ตามเป้าหมาย

ซึ่งก็อยู่ที่ผลการตัดสินของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นตัวชี้ขาด