‘สสส.’ สานพลังภาคชุมชน เปิด ‘ศูนย์ชุมชนสุขภาวะ’ ดึงนิวเจน ร่วมดูแล สร้างอาชีพ ให้ความรู้ ผู้ป่วย-กลุ่มเปราะบาง 

2.11.22 | 06:00 น.

เดิมชาวบ้านใน ‘ชุมชนเมืองใหม่มาลัยทอง’ อาศัยอยู่ที่ดินของเอกชนรายหนึ่ง ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟมักกะสัน โดยมีชื่อเดิมว่า ’ชุมชนริมทางรถไฟโค้งอโศก’ ก่อนย้ายมาตั้งรกรากใหม่ บริเวณซอยนิมิตรใหม่ 22 เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร

ผ่านมาหลายปี แม้คนในชุมชนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ด้วยพิษโควิด-19 นอกจากส่งผลให้คนติดเชื้อเป็นจำนวนมากแล้ว ยังทำให้คนในชุมชนมีสถานะเป็น ‘ผู้ว่างงาน’ อย่างเฉียบพลันอีกด้วย 

ฉะนั้นผู้นำและเด็กๆ ในชุมชนเมืองใหม่มาลัยทอง จึงต้องลุกขึ้นมาช่วยกัน ป้องกัน และเฝ้าระวังโควิด-19 ให้คนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมยา ส่งอาหาร พูดคุยสอบถาม และติดตามอาการอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนจะได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง ตลอดจนดูแลกลุ่มเปราะบางและคนในชุมชนอื่นๆ ภายใต้ทีมงาน ‘อาสาสมัครน้อย’ หรือ อสส.น้อย

เพราะเล็งเห็นศักยภาพของเด็กและเยาวชนในชุมชนเมืองใหม่มาลัยทอง ว่าสามารถเป็นพื้นที่การเรียนรู้และต้นแบบสำคัญของการจัดระบบการควบคุมและป้องกันโรคให้กับชุมชนเมืองอื่นๆ ได้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย, เครือข่ายสลัม 4 ภาค, เครือข่ายศูนย์พัฒนาชุมชนรวม และภาคีเครือข่าย ให้การส่งเสริมในด้านมิติต่างๆ พร้อมทั้งเปิด ‘ศูนย์สุขภาวะชุมชน’ ขึ้นมา เพื่อเป็นกลไกในการพัฒนาสุขภาวะของกลุ่มเปราะบางและคนในชุมชน

Advertisement

นางธีทิพย์ ยศสุนทร ประธานชุมชนเมืองใหม่มาลัยทอง บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งทีมอาสาสมัครน้อยว่า ช่วงโควิด-19 ระบาดแรกๆ เพราะระบบสาธารณสุขบ้านเรายังไม่ลงตัว การดูแลรักษายังไม่ทั่วถึง เตียงไม่พอ บุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ ชุมชนเมืองใหม่มาลัยทองจึงมีไอเดียให้ชุมชนดูแลกันเองเบื้องต้น ซึ่งช่วงแรกก็มีเพียงแกนนำรุ่นใหญ่ที่คอยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนดูแลคนในชุมชน แต่ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งในชุมชนยังมีประชากรกลุ่มเปราะบางหลายกลุ่ม ทั้งผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุที่ต้องได้รับการดูแล

“ชุมชนจึงตัดสินใจรวมกลุ่มกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค และภาคีเครือข่ายอื่นๆ พัฒนาแกนนำรุ่นใหม่ในชุมชนเมืองใหม่มาลัยทองขึ้น ภายใต้ชื่อ ‘อาสาสมัครน้อย’ หรือ อสส.น้อย ซึ่งเด็กและเยาวชนในกลุ่มนี้จะได้รับการพัฒนาศักยภาพตัวเอง ผ่านกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาสามัญประจำบ้าน การดูแลสุขภาพ ตลอดจนวิธี CPR ช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน เพื่อในอนาคตเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้จะสามารถเป็นเสาหลักในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนต่อไป” นางธีทิพย์ เล่าเสริม

ด้าน นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. เล่าถึงบทบาทของ สสส. ต่อการทำงานกับกลุ่มเปราะบางในชุมชนเมืองใหม่มาลัยทองว่า สสส. ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ให้เข้าถึงสิทธิ สวัสดิการจากรัฐหลายรูปแบบ โดย ‘ชุมชนเมืองใหม่มาลัยทอง’ เป็นอีกพื้นที่นำร่องที่ สสส. ต้องการทำให้มีศักยภาพในการจัดการปัญหา ป้องกัน และดูแลสุขภาพให้สามารถรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ได้ในช่วงวิกฤต จนนำมาสู่การพัฒนาสร้างกลไกจัดการสุขภาวะชุมชนจนเกิดเป็น ‘ศูนย์สุขภาวะชุมชน’ ที่เชื่อว่าทำให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

นอกจากสนับสนุนเรื่องงบประมาณแล้ว สสส. ยังสนับสนุนเรื่องเครือข่าย และองค์ความรู้ โดยมุ่งเน้นที่ตัวแกนนำ เพื่อทำให้เกิดความเข้มแข็งจากภายใน เพราะการทำให้เกิดแกนนำในระดับชุมชน เรียกว่าเป็นข้อต่อสำคัญที่จะทำให้กลุ่มเปราะบางในพื้นที่ได้รับโอกาสและความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและทันท่วงที

“มากกว่านั้น สสส. ยังให้ความสำคัญกับการจัดทำฐานข้อมูล และการส่งเสริมความเข้มแข็งในมิติอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่อง ‘อาชีพ’ เพราะการที่คนคนหนึ่งจะตั้งหลักชีวิตได้ การส่งเสริมอาชีพเพื่อให้เขามีรายได้ก็เป็นส่วนสำคัญ” นางภรณี บอก

ขณะที่ น.ส.นพพรรณ พรหมศรี เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย พูดถึงความสำคัญของการจัดตั้งศูนย์สุขภาวะชุมชนในพื้นที่ชุมชนเมืองใหม่มาลัยทองว่า ‘ศูนย์สุขภาวะชุมชน’ มีหน้าที่พัฒนากลไกด้านสุขภาวะในชุมชน เพื่อเป็นศูนย์กลางดูแลสุขภาพในชุมชนระยะยาว ด้วยการทำให้คนรุ่นใหม่ที่เป็นเด็กและเยาวชน ตระหนักถึงปัญหาทางสุขภาวะของคนในชุมชน เพื่อทำให้ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพปฐมภูมิ 

 เครือข่ายสลัม 4 ภาค มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย จึงร่วมมือกับคลินิกอบอุ่นร่วมใจรัก ศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ และภาคีเครือข่ายอื่นๆ ร่วมกันพัฒนาศักยภาพแกนนำที่เป็นเด็กและเยาวชนในชุมชนเมืองใหม่มาลัยทอง ให้สามารถทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ดูแลสุขภาพ แก้ปัญหาเด็กและเยาวชน ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง คนพิการ และครอบครัวที่มีฐานะยากจน 

รวมถึงช่วยเรื่องการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการทางสังคมและสุขภาพได้ โดยจัดอบรมทักษะรับมือกับโควิด-19 ให้คำปรึกษาเรื่องอาการลองโควิด และอบรมสร้างความเข้าใจปัญหาสุขภาพ ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ทางสังคม อาทิ ให้ความรู้เรื่องยา การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการดูแลผู้ป่วย ให้เชื่อมประสานกับกรรมการชุมชน จนส่งต่อผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลได้ทันท่วงที

“ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เราพบบทเรียนสำคัญว่าชุมชนสามารถทำเรื่องสุขภาพได้ และจะทำได้ดียิ่งขึ้นหากเด็กและเยาวชนในชุมชนได้รับการสนับสนุนความรู้ ทักษะ และเครื่องไม้เครื่องมืออย่างเหมาะสม พอมีความรู้ความเข้าใจพวกเขาก็จะสามารถเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยดูแลสุขภาพให้กับคนในชุมชนได้” น.ส.นพพรรณ บอกพร้อมรอยยิ้ม

เพราะไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหน สสส. เชื่อว่า ทุกคนควรได้รับการดูแล ทั้งกาย จิต ปัญญา และสังคม ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งอย่างเท่าเทียมกัน