หน้าแรก เด่นวันนี้ OKMD ชวน ‘ชาต...

OKMD ชวน ‘ชาตรี-ประภัสสร์’ 2 กูรูสถาปัตย์-โบราณคดี ปลุกชีวิตห้องสมุดดุสิต เปิดเสน่ห์ย่านประวัติศาสตร์ 

18.11.22 | 10:00 น.

“ศิลปกรรมของเขตดุสิตที่เป็นวัดวาอาราม แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่อง จากสมัยก่อนที่แถวนี้ยังเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีวัดสมัยอยุธยาตอนต้น ถึงอยุธยาตอนปลายก็ยังเป็นชุมชนอยู่ ครั้นพอกรุงเทพฯ ย้ายมาอยู่บริเวณนี้ ชุมชนแถวนี้น่าจะเจริญขึ้น เพราะหลายวัดตั้งแต่สมัยอยุธยาได้ถูกบูรณะ สะท้อนภาพของเขตดุสิตที่จะเริ่มทวีความสำคัญยิ่งขึ้นๆ”

เป็นคำบอกเล่าของ รศ. ดร. ประภัสสร์ ชูวิเชียร หัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร หนึ่งในวิทยากรผู้ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์เขตดุสิตไว้อย่างน่าสนใจ ในกิจกรรม ‘Talk&Play ก่อร่างสร้าง ‘ดุสิต’ ส่องประวัติศาสตร์ผ่านสถาปัตยกรรม’ ที่ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ดุสิต ภายใต้โครงการ Library Alive : ห้องสมุดมีชีวิต จัดโดย สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน): OKMD ร่วมกับ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) และสำนักพิมพ์มติชน เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

สำหรับกิจกรรมช่วง Talk: ก่อร่างสร้าง ‘ดุสิต’ ส่องประวัติศาสตร์ผ่านสถาปัตยกรรม มีผู้เข้าฟังเสวนาร่วม 60 คน บรรยากาศเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เข้มข้น แต่แฝงความสนุกสนาน ได้วิทยากรมากความรู้อย่าง ศ. ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ รศ. ดร. ประภัสสร์ ชูวิเชียร หัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมบอกเล่าเรื่องราว

Advertisement

‘เขตดุสิต’ มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น

รศ. ดร. ประภัสสร์ เปิดเสวนาด้วยการเล่าถึงความเป็นมาของเขตดุสิต พาย้อนกลับไปครั้งที่คนยังอาศัยกันอยู่ริมน้ำ พื้นที่เขตดุสิตมีลักษณะภูมิประเทศที่สำคัญอยู่ 2 ประการ คือ เป็นที่ราบลุ่ม และมีเส้นทางแม่น้ำลำคลองไหลผ่าน โดยในเขตดุสิตมีคลองสำคัญ 4 เส้น ได้แก่ คลองสามเสน คลองบางซื่อ คลองบางกระบือ และคลองเปรมประชากร 

หลักฐานการมีตัวตนอยู่ของพื้นที่เขตดุสิตที่เป็นชุมชน เก่าที่สุดที่มีเป็นลายลักษณ์อักษร พบชื่อของหมู่บ้านในแผนที่ของชาวตะวันตกที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยา ระบุชื่อ ‘บ้านสามเสน’ ไว้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ตรงตำแหน่งของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณที่ทุกวันนี้คือพื้นที่เขตดุสิต ซึ่งเชื่อว่าจุดดังกล่าวก็คือ ปากคลองสามเสน นั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น ที่วัดสะพานสูง มีหลักฐานใกล้เคียงเขตดุสิตที่สุด และมีอายุเก่าแก่ที่สุดถึงต้นอยุธยา คือ ร่องรอยหลักฐานของวิหารหลังหนึ่ง ที่เรียกว่า วิหารหลวงพ่ออู่ทอง ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปที่ชื่อว่าหลวงพ่ออู่ทอง คาดว่าเป็นพระพุทธรูปหินทราย สมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งสามารถดึงให้อายุของชุมชนในย่านเขตดุสิตหรือบางซื่อที่เกี่ยวเนื่องเก่าไปถึงช่วงเวลาดังกล่าว

“ตั้งต้นได้ว่าในบริเวณเขตดุสิตมีหลักฐานของชุมชนแล้วอย่างน้อยที่สุด คือ สมัยอยุธยาตอนต้น และอยู่ถึงอยุธยาตอนปลายในชื่อที่เรียกว่า สามเสน”

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพื้นที่ดุสิต 

ศ. ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เริ่มด้วยการอธิบายถึงความสำคัญของพื้นที่ในมิติประวัติศาสตร์ว่า เมื่อย้ายเมืองหลวงมายังกรุงเทพฯ ในยุครัตนโกสินทร์ช่วงแรก พื้นที่บริเวณที่เป็นเขตดุสิตในปัจจุบัน อยู่ในอาณาบริเวณที่เรียกกว้างๆ ว่าเป็น พื้นที่การดูแลของส่วนที่เป็นวังหน้า ทำให้พื้นที่ตอนบนที่เป็นดุสิตยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร 

กระทั่งช่วง พ.ศ. 2430 ในทางประวัติศาสตร์นับเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญ รัชกาลที่ 5 เริ่มกระบวนการปฏิรูปประเทศ รวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ยกเลิกวังหน้า ลดทอนอำนาจของขุนนางและอื่นๆ พื้นที่ทางตอนบนเริ่มได้รับการดูแลโดยรัชกาลที่ 5 ทำให้พื้นที่นี้เริ่มกลายเป็นศูนย์กลาง จะเปลี่ยนเป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครองแห่งใหม่  

เรียนรู้ดุสิต ผ่านวัดสำคัญในพื้นที่

รศ. ดร. ประภัสสร์ พาผู้ร่วมเสวนาย้อนความเป็นมาของชุมชนเขตดุสิต ผ่านการนำชมวัดวาอาราม ศิลปกรรมโบราณ สิ่งเดียวที่หลงเหลือให้ศึกษาจากชุมชนในสมัยอดีต

ด้วยความที่พื้นที่เขตดุสิตมีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน และมีลำคลองสำคัญ ตามริมแม่น้ำหรือคลองเหล่านี้จึงเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญ เช่น วัดเทวราชกุญชร (วัดสมอแครง) ตามประวัติเป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ครั้นสมัยรัตนโกสินทร์ได้มีการบูรณะใหม่ ทำให้วัดนี้มีหน้าตาเป็นวัดในสมัยรัตนโกสินทร์แบบรัชกาลที่ 3 วัดราชาธิวาส (วัดสมอราย) วัดนี้ไม่มีหลักฐานเหลือให้เห็น ศิลปกรรมเป็นงานที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด เสร็จสิ้นสมัยรัชกาลที่ 6  วัดราชผาติการาม เป็นการสร้างวัดใหม่ทดแทนวัดเก่า วัดนี้กำหนดอายุได้ในช่วงรัชกาลที่ 4 และในย่านนี้ยังมีชาวญวนและชาวเขมรอยู่อาศัยตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยา เป็นกลุ่มที่เข้ารีตนับถือคาทอลิก ทำให้มี 2 วัดคาทอลิกอยู่ติดกัน คือ วัดคอนเซ็ปชัญ และวัดเซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ 

นอกจากนี้ ริมแม่น้ำเจ้าพระยายังเป็นที่ตั้งศาสนสถานของจีนที่สำคัญ คือ ศาลเจ้าจุ้ยโบเนี้ยว (ศาลเจ้าแม่ทับทิมสามเสน) ภายในคลองสามเสน ตั้งแต่ปากคลอง มีวัดสำคัญ คือ วัดโบสถ์สามเสน และยังมีวัดสำคัญในคลองเปรมประชากร หนึ่งในวัดที่อยู่ในโครงการพระราชวังดุสิต ของรัชกาลที่ 5 อย่าง วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

“ศิลปกรรมของเขตดุสิตที่เป็นวัดวาอาราม แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่อง จากสมัยก่อนที่แถวนี้ยังเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีวัดสมัยอยุธยาตอนต้น ถึงอยุธยาตอนปลายก็ยังเป็นชุมชนอยู่ ครั้นพอกรุงเทพฯ ย้ายมาอยู่บริเวณนี้ ชุมชนแถวนี้น่าจะเจริญขึ้น เพราะหลายวัดตั้งแต่สมัยอยุธยาได้ถูกบูรณะ สะท้อนภาพของเขตดุสิตที่จะเริ่มทวีความสำคัญยิ่งขึ้นๆ จนกระทั่งถึงปลายสุดของสมัยจารีต ซึ่งอ.ชาตรีจะเล่าต่อว่ารัชกาลที่ 5 ทรงมาทำอะไรกับที่นี่”

วังสวนดุสิต ศูนย์กลางอำนาจใหม่ รัชกาลที่ 5

ศ. ดร. ชาตรี อธิบายต่อจากประเด็นเดิมที่ว่า รัชกาลที่ 5 ได้มาเปิดพื้นที่ด้านบน โดยย้ายศูนย์กลางอำนาจของรัฐจากพื้นที่ตอนใต้มาอยู่ด้านบน ซึ่งโปรเจกต์สร้างวังสวนดุสิตนี้เริ่มขึ้นประมาณ พ.ศ. 2441 หลักๆ ของพื้นที่เป็นการออกแบบพระราชวังใหม่ เหมือนสวนป่า แบบ romanticism 

ตัวงานสถาปัตยกรรมหลัก เช่น พระที่นั่งวิมานเมฆ อาคารหลักหลังแรกที่มาอยู่บริเวณนี้ ตกแต่งด้วยไม้สักเกือบทั้งหมด ใช้เป็นที่อยู่ของรัชกาลที่ 5 และเจ้านายฝ่ายใน พระที่นั่งอภิเศกดุสิต สำหรับออกว่าราชการ มีศิลปะแบบเรือนขนมปังขิง โดยลักษณะที่น่าสนใจของพระราชวังแห่งนี้ คือ ภายใต้เปลือกของตะวันตกยังคงสอดแทรกความเป็นไทยไว้

นอกจากนี้หัวใจสำคัญภายในวังสวนดุสิต โดยเฉพาะพระที่นั่งอัมพรสถาน คือภาพจิตรกรรมที่มีความผสมผสาน โดยหน้าตาของตัวละครในภาพมีลักษณะเป็นฝรั่ง แต่เนื้อเรื่องมาจากบทประพันธ์ของไทย 

วิถีชีวิตผู้คนสะท้อนผ่านการเปลี่ยนแปลงเมือง

ศ. ดร. ชาตรี  อธิบายต่อว่า โปรเจกต์ดุสิตที่เกิดขึ้นเปลี่ยนลักษณะเนื้อเมือง และประชากรของบริเวณนี้ไปอย่างสิ้นเชิง ใช้โมเดลใหม่คือถนน มีการตัดถนนเข้ามามากมาย ทำให้ประชากรหลักเปลี่ยน บริเวณนี้กลายเป็นศูนย์กลางอำนาจทั้งหมด  วังมาอยู่ที่นี่ หน่วยราชการก็เข้ามา แม้กระทั่งปัจจุบัน พื้นที่ดุสิตยังคงเป็นที่อยู่ของสถาบันหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง 

“บริเวณนี้คือเมืองใหม่ที่เริ่มขึ้นอย่างแท้จริง ปกติเวลาย่านหรือเมืองใหม่ในปัจจุบันจะเกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลง อาจจะไปด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ แต่ดุสิตเกิดขึ้นด้วยเมกะโปรเจกต์ทางราชการของรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างชัดเจน” ศ. ดร. ชาตรี กล่าวทิ้งท้าย

โครงการ Library Alive : ห้องสมุดมีชีวิต ครั้งต่อไป จะจัดกิจกรรม Talk&Walk: เปิดกองบัญชาการลับ ‘ขบวนการเสรีไทย’ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2565 นี้ ที่ ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์เสรีไทยอนุสรณ์

ติดตามรายละเอียดและการลงทะเบียน ได้ที่เฟซบุ๊ก: OKMD, Matichon Online – มติชนออนไลน์ และเฟซบุ๊ก: Matichon Book – สำนักพิมพ์มติชน