หน้าแรก เด่นวันนี้ สงบ สยบเคลื่อ...

สงบ สยบเคลื่อนไหว จาก ‘อาฮุย’ ถึง ‘ลกซุน’ รอ ‘ซ้ำ’ ในยามเปลี้ย

17.11.22 | 14:30 น.
สงบ สยบเคลื่อนไหว จาก ‘อาฮุย’ ถึง ‘ลกซุน’ รอ ‘ซ้ำ’ ในยามเปลี้ย

สงบ สยบเคลื่อนไหว
จาก ‘อาฮุย’ ถึง ‘ลกซุน’
รอ ‘ซ้ำ’ ในยามเปลี้ย

สมควรเริ่มต้น “สถานการณ์” เมื่ออาฮุยเผชิญประสบกับ 5 สมณะแห่งวัดเสี้ยวลิ้มยี่ซึ่งนำโดย ซิมไบ๊ไต้ซือ ณ คฤหาสน์เมฆเรืองโรจน์

“อาตมาไม่มีจิตทำร้ายคน” กล่าวช้าๆ คล้ายดั่งเยือกเย็นยิ่ง

แต่เสียงนั้นเมื่อกระทบโสตอาฮุย ทุกประโยคคล้ายดั่งเป็นระฆังมหึมา สะเทือนจนแก้วหูลั่นอื้ออึง

สะท้อนถึง “พลัง” ที่อยู่ “ภายใน”

Advertisement

จำเป็นที่อาฮุยต้องแฉลบร่างออกไปด้านข้าง มันทราบ หากกระโดดขึ้นบนอากาศท่อนล่างก็จะกลายเป็นช่องว่างใหญ่

หากซิมไบ๊ไต้ซือซัดลูกประคำมา เท้าทั้งสองของมันก็ต้องพิการ

“บรรพชิตไม่ปรารถนาฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ในมือประสกท่านมีกระบี่ เท้าประสกท่านมีกำลังพอเพียงสามารถทะลวงออกจาก ‘ล้อฮั่นติ่ง’ เล็กๆ ของอาตมา อาตมาก็น้อมรับนับถือโดยจริงใจ”

อาฮุยสูดลมหายใจลึกๆ ร่างกลับแน่วนิ่งไม่เคลื่อนไหว

 

นี่เป็นฉากทัศน์สำคัญฉากหนึ่งไม่ว่าจะใน “ฤทธิ์มีดสั้น” ไม่ว่าจะใน “เซี่ยวลี้ปวยตอ มีดบินไม่พลาดเป้า”
จำเป็นต้อง “มอง” จากด้านของ “อาฮุย”

มันย่อมดูออก หลวงจีนเหล่านี้ไม่เพียงมีพลังฝีมือลึกล้ำสูงส่งเท่านั้น หากแต่ยังฝึกร่วมกันจนผสานได้แนบเนียนไม่มีช่องว่างรอยโหว่

แม้ “น้ำ” ก็ไม่อาจสาดกระเซ็นเข้าไปได้

ตอนมัน 8-9 ขวบ เคยเห็นกระเรียนตัวหนึ่งถูกงูเหลือมใหญ่มหึมากักไว้ กระเรียนแม้ฝีปากคมเพียงใด แต่ยังคงไม่กล้าจิกจู่โจม

มันรู้สึกประหลาดใจยิ่ง จวบจนภายหลังจึงทราบ

กระเรียนรู้จักสัญชาตญาณของอสรพิษซึ้งที่สุด หลังจากขดเป็นวงหัวหางติดต่อกันจะมีความแคล่วคล่องยิ่ง

เป็นบทเรียนจาก “ธรรมชาติ” เป็นบทเรียนจาก “ป่าลึก” ดงดิบ

 

นี่ย่อมเป็นประสบการณ์เดียวกันกับประสบการณ์ของท่าน “จางซันเฟิง” ปรมาจารย์แห่งไท่จี๋เฉวียน หรือมวยไท้เก๊ก
ดัง คณิต ครุฑหงส์ ได้จดจารเอาไว้

ขณะท่านกำลังสาธยายคัมภีร์เต๋าอยู่บนเขา
อู๋ตั่ง ท่านได้ยินเสียงผิดปกติของนกจึงเปิดหน้าต่างออกไปดู

พบว่ามี “ดุเหว่า” ตัวหนึ่ง จดๆ จ้องๆ ไปที่ “งู” ตัวหนึ่งซึ่งขดนอนอยู่

พริบตานั้น นกได้พุ่งเข้าใส่งู งูส่ายหัวหลบการโจมตีเล็กน้อย โดยยังคงรักษารูปร่างวงกลมของตน

การต่อสู้ดำเนินต่อไป ขึ้นลง รุดหน้า ถอยหลัง

ขึ้นลง รุดหน้า ถอยหลัง หลายครั้งจนท่านจางก้าวออกจากประตูเพื่อเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด ทั้งนกและงูจึงหลบหายไป

พลันท่านจางซันเฟิงก็ “ซาโตริ” สว่างโพลง

สว่างโพลงภายใต้บทสรุปอันรวบรัดยิ่งของกลยุทธ์ “อ่อนพิชิตแข็ง” ซึ่งพัฒนามาเป็น “สงบสยบเคลื่อนไหว” ในกาลต่อมา

เ ป็นไปได้ว่าเมื่อลงมือเขียน “ฤทธิ์มีดสั้น” บนเกาะไต้หวัน ในฐานะนักเรียนวรรณคดี ในฐานะบรรณารักษ์ห้องสมุด
ย่อมรู้จัก “ตำนาน” ของ “ไท่จี๋เฉวียน”

ย่อมเรียนรู้เรื่องราวของท่านจางซันเฟิง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นคนในยุคราชวงศ์หยวน ผ่านราชวงศ์หมิง กระทั่งถึงราชวงศ์ชิง

พื้นฐานของเส้าหลินซึ่งตโมภิกขุวางเอาไว้ย่อมเจนจบ

ขณะเดียวกัน เมื่อเฝ้าดูสมณะฝึกมวยบนเขาอู๋ตั่ง พบว่าแต่ละรูปใช้แรงภายนอกมากเกินไปทำให้ขาดดุล

หากทำ “หยิน” และ “หยาง” สมดุลได้

ร่างของผู้ฝึกจะไม่งุ่มง่าม ตรงกันข้าม กลับมากด้วยความคล่องแคล่ว ปราดเปรียว ไหวเคลื่อนได้รวดเร็ว

เหมือนกับ “อาฮุย” เมื่อต่อกรกับ “ซิมไบ๊ไต้ซือ”

กลยุทธ์ “อ่อนพิชิตแข็ง” หรือที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางว่า “สงบสยบเคลื่อนไหว” อาจมีความแจ่มชัดในเชิงยุทธ์
ตัวต่อตัว หมัดต่อหมัด กระบี่ต่อกระบี่

แต่กล่าวสำหรับกลยุทธ์ในสมรภูมิมักสรุปรวบยอดเป็นกลยุทธ์ที่ 4 แห่ง 36 กลยุทธ์ อัน ประดิษฐ์ พีระมาน เรียก “รอ ตี ยาม เปลี้ย”

“รอซ้ำ ยามเปลี้ย” จาก บุญศักดิ์ แสงระวี

สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย สรุปรวบเป็น “ใช้ความสดชื่นรับมือผู้อ่อนล้า” ม.อึ้งอรุณ ตกผลึกมาเป็น
“นิ่งเงียบแล้วเตรียมพร้อม”

เป็นตามคำอธิบายของ ประดิษฐ์ พีระมาน

เป็นอุบายการศึกด้วยการรั้งทัพตั้งมั่นไว้ ยามที่ข้าศึกฮึกเหิมแข็งแกร่ง รอจนข้าศึกเหนื่อยล้า ประมาท ก็นำกองทหารที่พร้อมรบ ออกบุกทะลวงโจมตีอย่างรุนแรง รวดเร็ว ทำให้ทหารข้าศึกตกใจ

มิสู้รบ พากันแตกทัพวิ่งหนี ได้ชัยชนะเด็ดขาด

 

นั่นย่อมรับรู้ได้จากที่เมื่อ บุญศักดิ์ แสงระวี เรียบเรียง “36 กลยุทธ์สู่ชัยชนะ ภาคปฏิบัติ” โดยระบุว่าเป็นตำราพิชัยสงครามภาคพิสดาร

ในบทว่าด้วย “เอาสบายรอเหนื่อย” ได้ยกกรณี “ลกซุนสยบเล่าปี่” มาเป็นตัวอย่าง

เมื่อบรรดาแม่ทัพนายกองของง่อก๊กได้รับหนังสือท้าของเล่าปี่ต่างก็ตระเตรียมที่จะออกรบกันอย่างคึกคัก

แต่ลกซุนซึ่งเป็นแม่ทัพกลับห้าม

“เล่าปี่ทุ่มกำลังทหารทั่วประเทศเข้าโจมตีดินแดนเรา และได้ใช้ชัยภูมิตั้งค่ายแน่นหนาเห็นทียากจะตีให้แตกไปได้ แม้สามารถตีให้ถอยไปได้แต่ไม่มีทางจะยังความพินาศล่มจม หากเกิดความพลั้งพลาดก็จะนำผลที่ไม่คาดคิดมาสู่เรา

มิสู้ปล่อยให้ทหารเราได้ผ่อนคลาย แต่ก็ตระเตรียมเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์

ฝ่ายเราจึงควรจะสงบอยู่ก่อน รอเมื่อข้าศึกอิดโรยจึงเข้าโจมตี”

ความคิดของลกซุน คือ “เอาสบาย รอเหนื่อย” อันเป็นแบบฉบับของพิชัยสงคราม แต่บรรดาแม่ทัพนายกองใต้บังคับบัญชาไม่อาจจะเข้าใจได้
จึงบ่นว่าด่าทอ “ขุนพลลกซุนช่างขี้ขลาดตาขาวเสียจริง”

กลยุทธ์นี้ทำให้เล่าปี่ไม่เข้าใจและมีความกังวล เพราะหากการรบยืดเยื้อจะไม่เป็นผลดีแก่กองทัพที่ยกมาทางไกล ดังนั้น จึงนำทหาร 70 หมื่นของตนออกไปตั้งค่ายอยู่ในพื้นที่ราบ

ล่อให้ทัพง่อก๊กเข้าโจมตี

แม่ทัพนายกองง่อก๊กเห็นดังนั้นเข้าใจว่าได้เวลาที่จะเข้าโจมตีแล้ว แต่ลกซุนก็ยับยั้งไว้อีกว่า “ช้าก่อน พฤติการณ์เล่าปี่เช่นนี้น่ากลัวว่าจะมีกลลวง ขอให้สังเกตการณ์ต่อไป ไม่ควรผลีผลาม”

กองทัพทั้งสองจึงตั้งยันกันอยู่เช่นนี้ถึงครึ่งปี

ฝ่ายเล่าปี่เมื่อไม่มีโอกาสเข้าตีจึงค่อยๆ แสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยหน่ายและอิดโรยอันเป็นโอกาสดีที่ฝ่ายง่อก๊กจะเปลี่ยนจาก “การรับ” มาเป็น “การรุก”

วินาทีแห่งการตัดสินใจครั้งนี้สำคัญ

ลกซุนบัญชาผู้ใต้บังคับบัญชาตระเตรียมการโจมตี แต่คราวนี้บรรดาแม่ทัพนายกองกลับคัดค้านเป็นเสียงเดียวกัน

“หากโจมตีก็ควรทำก่อนหน้านี้ บัดนี้ข้าศึกลึกเข้ามาในพื้นที่เรา 500-600 ลี้แล้ว

ซ้ำยังผ่านเวลานานถึงครึ่งปี ข้าศึกได้ยึดที่มั่นชัย
ภูมิสำคัญๆ ไว้เป็นอันมาก การโจมตีในตอนนี้ไม่มีทางที่จะได้รับชัยชนะ”

“เราไม่เห็นว่าจะเป็นเช่นนั้น” เป็นแย้งจากลกซุน

“เล่าปี่ผ่านสงครามมามากมาย เป็นศัตรูที่มีประสบการณ์ในการรบยิ่งนัก เมื่อเขาบุกใหม่ๆ คงร่างแผนการรบไว้อย่างรอบคอบแล้ว หากเราออกรบตอนนั้นคงไม่มีทางได้ชัยชนะ แต่ตอนนี้แนวรบอยู่ในสภาพตั้งยันกัน

ข้าศึกเหน็ดเหนื่อยเหลือกำลัง ขวัญทหารก็ตก ซ้ำยังไม่มีทางเปลี่ยนสถานการณ์

ฉะนั้น เวลานี้จึงเป็นโอกาสอันดีเราจะเข้าโอบล้อมและทำลายพวกมันให้สิ้นซาก” พูดจบก็บัญชาให้เข้าโจมตีทั่วทั้งแนว

บดขยี้ไพร่พลกว่า 70 หมื่นของเล่าปี่ให้ย่อยยับในชั่วเวลาเพียงคืนเดียว

ทุกอย่างดำเนินไปตามที่มีการอ้างอิงจาก “จดหมายเหตุราชวงศ์ฮั่น ประวัติฝงอี้”
“ผู้บุกกำลังไม่พอ แต่ผู้รับมีกำลังเหลือเฝือ บัดนี้ รักษาเมืองไว้ก่อน ใช้ความสงบรอความเปลี้ย มิจำต้องไปรบด้วยเลย”

เป็นไปตาม “ตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ ว่าด้วยการศึก”

เห็นได้จากเนื้อความเดิมอันมีว่า “ใช้ใกล้รอไกล ใช้สบายรอเหนื่อย ใช้อิ่มรอหิว นี่คือการสงบผู้แกร่งกว่านั้นแล”

ผู้รับมักสบาย ผู้รุกมักเหนื่อยยาก รอซ้ำยามเปลี้ย