เดินหน้าชน บทเรียนซ้ำรอย

21.11.22 | 12:30 น.

เดินหน้าชน บทเรียนซ้ำรอย

กลายเป็นดีลมหากาพย์กับการใช้เงินถึง 33 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,200 ล้านบาท เพื่อให้คนไทยได้ชมถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 ครบทั้ง 64 แมตช์ ตั้งแต่นัดเปิดสนามจนถึงนัดชิงชนะเลิศ เฉลี่ยค่าลิขสิทธิ์ตัวเลขกลมๆ ออกมา ตกนัดละเกือบ 19 ล้าน

เป็นการปิดดีลที่หลายฝ่ายต่างเปลืองน้ำลายที่สุดครั้งหนึ่ง เบื้องหลังการต่อรองเพื่อให้ได้ราคานี้ เดิม อินฟรอนท์ บริษัทตัวแทนของฟีฟ่าเจรจาลิขสิทธิ์ ตั้งราคาไว้สูงถึง 38 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,600 ล้าน แพงกว่าอีกหลายประเทศ เพราะไทยเพิ่งมาตื่นตัวขอซื้อและเจรจาอย่างจริงจัง ก่อนถูกขีดเส้นตายขู่ไว้ยังไงก็ลดราคาไม่ได้ตามที่ไทยร้องขอ การกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. รับหน้าเสื่อต่อรองกันสุดฤทธิ์สุดเดช เจรจาดุเดือดเนื่องด้วยวันแข่งขันใกล้เข้ามาทุกขณะ

ก่อนบรรลุข้อสรุปซื้อขายกันในราคา 1,200 ล้าน ทาง กกท.ควักให้ 100 ล้าน กสทช. 600 ล้าน ส่วนเอกชนรายใหญ่ ทั้งกลุ่มไทยเบฟและ ปตท.เจียดเงินให้รายละ 100 ล้าน และค่ายทรู 300 ล้าน แลกกับการได้ Exclusive บน PayTV-OTT และ IPTV ในการสร้างรายได้ให้กับบริษัทในเครือ คือ ทรูวิชั่นส์ และทรูไอดี ที่รวมลูกค้ากว่า 13 ล้านราย

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ต่างกับเมื่อคราวซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2020 หรือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เหมือนหนังม้วนเดียวกัน เพียงแต่ 2 มหกรรมลูกหนังนี้ต่างกันที่ศึกยูโรอยู่นอกกฎ Must Have ราคาซื้อจึงเดือดไม่เท่ากัน

Advertisement

“โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ” ซีอีโอใหญ่ของซัมมิทฟุตแวร์ เจ้าของรองเท้าแบรนด์ Aerosoft เป็นพระเอกขี่ม้าขาวรับผิดชอบจ่ายค่าลิขสิทธิ์ร่วม 10 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 310 ล้านบาท ในเวลานั้น เพื่อให้คนไทยได้ดูครบ 51 แมตช์ ก่อนการแข่งเริ่มขึ้นเพียงแค่ 2 วัน โดยตลอดทัวร์นาเมนต์ไร้โฆษณาสินค้าอื่นๆ มีเพียงสินค้าของ Aerosoft ที่ทำให้คนไทยรู้จักกันมากขึ้นและไม่ลืม ตามกระแสข่าว สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขอให้โกมล ในฐานะพี่ชายช่วยรับดีลนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นในการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลยูโร 2020 ในครั้งนั้นน่าจะเป็นบทเรียนสำคัญ แต่ก็ยังมาเกิดขึ้นอีกในฟุตบอลโลก 2022 การเที่ยวต่อรองให้บิ๊กสปอนเซอร์หรือเอกชนรายใหญ่ช่วยลงขันแบบด่วนถึง 2 ครั้ง รวมๆ แล้วเป็นเงินกว่า 1,500 ล้าน ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เหมือนแก้ผ้าเอาน่ารอดเสียมากกว่า แก้ปัญหาแบบขอไปที

เมื่อกลับไปดูบางเนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์เมื่อคราวบอลยูโร 2020 ของสื่อต่างๆ ในขณะนั้น ก็มีการเขียนทิ้งท้ายไว้เลยว่า การดีลทางการเมืองเพื่อซื้อลิขสิทธิ์กีฬานี้อาจจะไม่ใช่เคสสุดท้าย แล้วก็มาเกิดขึ้นกับฟุตบอลโลก 2022 จริงๆ

อย่างไรก็ตาม ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เตรียมรื้อกฎ Must Have เมื่อก่อนอาจจะช่วยรักษาผลประโยชน์ให้ประชาชน แต่ตอนนี้สถานการณ์ของโลกสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว กสทช.พร้อมจะปรับให้ทันยุค

จากตรงนี้พอเข้าใจได้ว่า สมควรแค่ไหนที่ กสทช.ต้องมาควักเงินจ่ายให้ถึง 600 ล้าน และทำไมกลุ่มอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ผนึกกำลังคัดค้านช่วงแรกๆ การไปเอาเงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ฯ ไปซื้อลิขสิทธิ์เป็นจำนวนเงิน 1,600 ล้าน ที่พูดถึงดีลราคานี้ เป็นการใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์ หวั่นจะกระทบต่อสภาพคล่องของกองทุน

วันนี้มหกรรมฟุตบอลโลกเป็นเหมือนสินค้าเฉพาะอย่างที่รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.บอกไว้ เมื่อเอกชนไม่มีสิทธิเข้ามายุ่ง ภาครัฐกลับมีข้อผิดพลาด เลยเป็นโอกาสของคนเสนอขายที่ยื่นขายในราคาสูงลิบลิ่วเหมือนมัดมือชก กสทช.เตรียมทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนก็เป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว การได้จัดซื้อลิขสิทธิ์กีฬาใหญ่ๆ แต่เนิ่นๆ ก็จะได้ราคาที่เหมาะสม เอกชนที่พร้อมสนับสนุนเพื่อเอาไปทำประโยชน์ทางการค้าก็ว่ากันไป วันนี้รูปการณ์ออกมาทำนองนี้ ก็ยังมีการวางทิศทางเพื่ออนาคต จะได้ไม่วุ่นวายเหมือนที่เห็นและเป็นอยู่

เสกสรรค์ กิตติทวีสิน