หน้าแรก เด่นวันนี้ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ความเป็น‘พิษ’ของโซเชียลมีเดีย

21.11.22 | 12:29 น.
(ภาพ-Pixabay)

สะพานแห่งกาลเวลา ความเป็น‘พิษ’ของโซเชียลมีเดีย

สัปดาห์ที่แล้วทิ้งท้ายเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงจาก เครือข่ายสังคมออนไลน์ มาสู่ความเป็น สื่อสังคมออนไลน์ อันเป็นที่มาที่ทำให้ผู้สันทัดกรณีบางคนเชื่อว่าเป็นเหตุปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่อาจถึงกับทำให้ โซเชียลมีเดีย อย่างที่เรารู้จักกันในเวลานี้ “อาจจะ” ถึงวาระสุดท้าย และในอีกไม่ช้าไม่นานอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงจากความเป็น “เครือข่าย” ให้กลายมาเป็น “สื่อ” ก่อให้เกิดผลลัพธ์สำคัญประการหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “เครือข่ายแพร่ภาพกระจายเสียงทั่วโลก” (global broadcast network) ขึ้นมา

“เครือข่าย” ที่ว่านี้ อำนวยให้ “ใครก็ได้” สามารถ “บอกเล่า” หรือ “เผยแพร่” อะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพ เป็นเสียง เป็นคลิป หรือแม้แต่ตัวอักษร ให้กับคนอื่นๆ อีกนับล้านๆ คน ได้ “บ่อยครั้ง” มากเท่าที่สามารถจะทำได้

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ มีผู้คนนับล้านๆ คนหรืออาจจะเป็นกว่าพันล้านคน มองตัวเองว่าคือ “เซเลบ” คือ “กูรู” หรือ “ผู้ทรงอิทธิพล” หรือ “นักชิม” ฯลฯ ขึ้นมา

Advertisement

เป็นสถานที่ซึ่งทำให้ผู้คนหลายล้านคนเหล่านั้น “นึกรู้” ด้วยตัวเองว่า พวกเขา “เหมาะสม” หรือ “มีขีดความสามารถ” สำหรับการทำหน้าที่เหล่านั้น ไม่ว่าโดย “ข้อเท็จจริง” แล้วจะเป็นอย่างไรก็ตาม

ทั้งยังเป็นที่ซึ่ง ปราศจากข้อกำหนดกฎเกณฑ์ใดๆ มาตรวจสอบทบทวนหรือเซ็นเซอร์ ในหลายต่อหลายกรณี ไม่มีแม้กระทั่งความยับยั้งชั่งใจ ไม่มีการ “เซ็นเซอร์ตัวเอง” บนมาตรฐานทางจริยะ หรือขนบประเพณีทางสังคม ไม่เคยคำนึงด้วยซ้ำไปว่า สิ่งที่เราพูด แสดง หรือเผยแพร่ออกไป จะก่อให้เกิดอะไรขึ้นกับใครอื่นบ้างในสังคม

นี่คือสาเหตุที่ทำให้นักวิชาการด้านสื่อบางคนถึงกับฟันธงว่า “สื่อสังคมออนไลน์” หรือแนวคิดที่ว่าด้วยการสร้าง “สื่อ” สำหรับเผยแพร่เนื้อหาที่จัดทำโดย “ยูสเซอร์” อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ย่ำแย่เลวร้ายตั้งแต่เริ่มต้นออกสตาร์ตเลยทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงจาก “เครือข่ายสังคม” มาเป็น “สื่อสังคม” ซึ่งเกิดขึ้นในราวๆ ปี 2009 ในช่วงตรงกลางระหว่างการกำเนิดขึ้นของ “สมาร์ทโฟน” กับการเปิดตัว “อินสตาแกรม” ทำให้โปรแกรมซึ่งแต่เดิมตั้งใจจะให้สำหรับใช้ในการค้นหา, กระชับความสัมพันธ์ ระหว่างยูสเซอร์กับคนใกล้ชิดที่เคยรู้จักมักคุ้น, มีรสนิยมเดียวกัน, มีโยงใยซึ่งกันและกัน กลายเป็นอีกอย่างหนึ่งไปโดยสิ้นเชิง

สื่อสังคมออนไลน์ กลายเป็นแพลตฟอร์ม ซึ่งทุกคนสามารถเผยแพร่อะไรก็ได้ บ้าบอแค่ไหนก็ได้ ก้าวร้าว บิดเบือนแค่ไหนก็ได้ รุนแรงแค่ไหนก็ได้ ออกไปสู่ผู้คนอีกเป็นจำนวนมากที่อยู่ “นอกเหนือ” เครือข่ายคนที่เรารู้จักโดยสิ้นเชิง

เปลี่ยนคนธรรมดาๆ อย่าง คุณ ผม หรือทุกๆ คน ให้กลายเป็นผู้เผยแพร่ข่าวสารที่ยิ่งนานไปยิ่งเข้ารกเข้าพง เพราะคำนึงถึงความพึงพอใจที่ได้รับจากการกดไลค์ จำนวนผู้ติดตาม จำนวนผู้รับชม จำนวน “หัวใจ” ที่ได้รับ หรือจำนวน “รีทวีต” เหนือสิ่งอื่นใด เพราะสิ่งเหล่านั้นเชื่อมโยงอยู่กับ “รายได้” อันเป็น “กำไร” จากต้นทุนอันน้อยนิด

ก่อให้เกิดการ “สร้าง” และ “เสพ” คอนเทนต์ปริมาณมหาศาล ที่ยิ่งนับวันยิ่ง “สุดโต่ง” มากขึ้นทุกที

วิวัฒนาการที่ทำให้ “โซเชียลเน็ตเวิร์ก” กลายมาเป็น “โซเชียลมีเดีย” ก่อให้เกิดทั้ง “โอกาส” และ “ความเลวร้าย” หรือที่บางคนเรียกว่า “ความเป็นพิษ” ขึ้นตามมา

ในขณะที่ เว็บไซต์ หรือแอพพ์ อย่าง เฟซบุ๊ก หรือยูทูบ มีจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มากมายมหาศาล เนื้อหาที่ยูสเซอร์สร้างขึ้นทำให้ผลกำไรจากการโฆษณาพุ่งกระฉูด ผลตอบแทนเริ่มมากขึ้นและง่ายขึ้นตามลำดับ สิ่งที่เป็นผลลัพธ์ตามมาคือสิ่งที่เรียกกันว่า “เศรษฐกิจจากการสร้างเนื้อหาให้ได้รับความสนใจ” หรือ “attention-driven content economy”

ปรากฏการณ์ในทำนองเดียวกันนั้น ยังก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “เศรษฐกิจของผู้มีอิทธิพลเหนือผู้อื่น” หรือ “influencer economy” ที่ทำให้ช่องทางบางช่องทาง ผู้เผยแพร่เนื้อหาบางคน กลายเป็นสิ่งที่ “มีคุณค่าด้านการตลาด” ขึ้น ควรค่าแก่การได้รับ “สปอนเซอร์ชิป” เพราะความสามารถในการเข้าถึง ผู้เสพสื่อจำนวนมหาศาลได้ในแต่ละครั้งคราว

เหล่านี้คือสิ่งที่บรรดาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ พยายามนำมาใช้ในการดึงดูดให้มีผู้เข้าใช้งานเพิ่มมากขึ้น ในทำนองเดียวกับคำสัญญาว่า ถ้าคุณดีพอ เก่งพอ กล้าพอก็จะสามารถบรรลุถึงสิ่งเหล่านี้ได้โดยง่าย

ความเป็น “ยูทูบเบอร์” หรือ “อินฟลูเอนเซอร์” กลายเป็นสิ่งที่หลายคน โดยเฉพาะหนุ่มสาวใฝ่ฝัน อยากได้ใคร่เป็น เพราะสิ่งที่เหล่านี้ รวมทั้งชื่อเสียงบน
อินสตาแกรม ไม่เพียงแทบไม่ต่างจากการเป็น “เซเลบ” แบบดั้งเดิมเท่าใดนัก

ยังสามารถทำได้ บรรลุผลได้ ง่ายกว่าการแสวงหาจากวิธีการอื่นๆ ด้วยซ้ำไป

(ยังมีต่อ)

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์