สถานีคิดเลขที่ 12 : หนทางชำระแค้น!

21.11.22 | 12:34 น.

สถานีคิดเลขที่ 12 หนทางชำระแค้น!

พล็อตยอดนิยมประเภทหนึ่งใน “มหรสพแบบไทยๆ” ที่โดยส่วนตัวเข้าใจว่าเป็น “มรดกตกค้าง” มาจากปฏิบัติการด้านสังคมจิตวิทยาในยุคสงครามเย็น

คือพล็อตที่อิงกับแนวคิดชาตินิยม ขวาจัดตกขอบ และต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างสุดขั้ว ซึ่งเล่าเรื่องราวของพระเอก (โดยมากมักเป็น “ทหาร-ตำรวจ” ปลอมตัวมา) พร้อมผองเพื่อน ที่ต้องเผชิญหน้ากับ “เหล่าร้าย” (จำนวนไม่น้อยเลยมี “ต่างชาติ” ชักใยอยู่เบื้องหลัง)

แต่กว่าที่ฝ่ายพระเอกจะพิชิต-ปราบปรามผู้ร้ายได้โดยเด็ดขาดในตอนอวสาน

ก็จะต้องมีหลายฉาก หลากเหตุการณ์ ในช่วงกลางๆ เรื่อง ที่ฝ่ายผู้ร้าย ซึ่งมีอำนาจ-อิทธิพลเหนือกว่า มักรุมยำพระเอกและเพื่อนๆ จนหมอบราบ

Advertisement

ตัวละครที่เป็น “คนดี” หรือ “ฝ่ายธรรมะ” บางรายอาจโดนกระทืบจนกระอักเลือดตาย บางรายต้องกอดเข่า-กราบเท้าเพื่อร้องขอชีวิต

เรียกว่าถูกเหยียดหยาม-ลดทอน “ความเป็นมนุษย์” กันอย่างสุดฤทธิ์

ไม่น่าเชื่อว่าจนถึงปัจจุบัน ถ้าเราเปิดดูละครโทรทัศน์ไม่ว่าช่องเก่าหรือช่องใหม่ เราก็ยังจะได้พบเจอกับพล็อตความบันเทิงแบบโบราณๆ ทำนองนี้อยู่เสมอ

เอาเข้าจริง สถานการณ์ข้างต้นดูจะมิได้เกิดซ้ำวนเวียนอยู่แต่ในโลกของละครทีวีเท่านั้น

เพราะเรายังได้พบเห็นสถานการณ์คล้ายคลึงกันบังเกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงด้วย

เช่น เหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนพยายามสกัดกั้นการเคลื่อนขบวนของม็อบ “ราษฎรหยุดเอเปค” เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า ณ จุดเดือดสุด ฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐได้ปฏิบัติกับผู้คนอีกฝ่ายหนึ่ง (ทั้งด้วยอวัยวะและกระสุนยาง) เหมือนพวกเขาไม่ใช่ “เพื่อนมนุษย์” ด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไข-บริบทหลายๆ ประการของเหตุการณ์ที่ถนนดินสอ กลับมีความผิดแผกแตกต่างจากพล็อตเดิมๆ ที่เราคุ้นชิน

ประการแรก ศัตรู-ฝ่ายตรงข้ามของรัฐไทย นั้นมิใช่ “เหล่าร้ายต่างชาติ” ที่ไหน แต่เป็น “คนไทย” เหมือนกัน บางคนเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง บางคนเป็นเอ็นจีโอที่ไม่ได้เคลื่อนไหวเรื่องการเมืองระดับชาติเด่นชัดนัก และบางคนก็เป็นสื่อมวลชน

นี่จึงเป็นภารกิจปราบ “คนใน” เพื่อโชว์ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และแสดงศักยภาพในฐานะ “เจ้าภาพเอเปค” ให้ “แขก-คนนอก” ได้ประจักษ์

ยิ่งกว่านั้น “คอมมิวนิสต์” ก็ไม่ใช่สิ่งน่าหวาดกลัวสำหรับรัฐไทยอีกต่อไป แถมผู้มีอำนาจของบ้านเรายังแสดงความนอบน้อมต่อผู้นำจากประเทศที่ปกครองด้วยระบอบดังกล่าวมากเป็นพิเศษ

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่รัฐก็มิได้มีสถานะเป็น “พระเอก” (แม้แต่คนที่เชียร์รัฐบาลหรือบรรดาไอโอในโซเชียลมีเดีย ก็ไม่กล้ายกย่องตำรวจขนาดนั้น) แต่กลับมีสภาพเป็น “ผู้ร้าย” ในสายตาของประชาชนจำนวนไม่น้อย

เพราะวิญญูชนส่วนใหญ่ต่างตระหนักดีว่า ปฏิบัติการที่ทำให้คนหนุ่มซึ่ง “รักบ้านเมือง” คนหนึ่ง (ด้วยวิธีการ-มุมมองที่แตกต่างจากผู้ใหญ่บางกลุ่ม) อาจต้องสูญเสียดวงตาข้างหนึ่งไปตลอดกาลนั้น จะเป็นอะไรอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจาก “ความเลวร้าย-ผิดปกติขั้นรุนแรง” ของบ้านนี้เมืองนี้

กระนั้นก็ดี โลกความจริงไม่เหมือนโลกในหนังหรือละคร ตรงที่สุดท้ายแล้ว “ผู้ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม” มักไม่สามารถลงมือแก้แค้นในแบบ “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” ได้

เนื่องจากพวกเขาไม่มีศักยภาพ ไม่มีอำนาจ และไม่มีความชอบธรรมใดๆ ที่จะปฏิบัติตนประดุจ “ตุลาการ” หรือ “เพชฌฆาต” ของ “ศาลเตี้ย” นอกระบบ ซึ่งก่อตั้งกันขึ้นมาเอง

โดยทั่วไป “คนถูกกระทำ” ก็คงหาทางเรียกร้องความเป็นธรรมผ่านระบบกฎหมาย (แม้พวกเขาอาจมิได้เชื่อมั่นต่อระบบที่ว่ามากนัก)

แล้วในเบื้องท้าย วิธีการชำระแค้นที่จะปลดปล่อยอารมณ์โกรธเคืองของประชาชนออกมาอย่างชัดเจนซื่อสัตย์ที่สุด และจะสั่นสะเทือนทั้งองคาพยพของ “ผู้ใช้อำนาจในทางที่ผิด” ได้มากที่สุด ก็คือ การชำระแค้นผ่านคูหาเลือกตั้ง

ปราปต์ บุนปาน