OKMD สานต่อ Library Alive ชวนสองกูรูประวัติศาสตร์ ถ่ายทอดเรื่องราว ‘ขบวนการเสรีไทย’

2.12.22 | 00:00 น.

“ในด้านหนึ่งการที่ประเทศไทยไปเข้าร่วมกับญี่ปุ่นมันมีเหตุผลหลายๆ อย่างเยอะมาก ซึ่งเหตุผลสำคัญเลย เราจะจัดการยังไงกับกองทัพญี่ปุ่นนับแสนนายที่เข้ามาในเมืองไทย”

คือบางช่วงบางตอนของ ผศ. ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน หนึ่งในวิทยากรผู้ถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเด็นการเปลี่ยนสถานะของประเทศไทย จากความเป็นกลางสู่ฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่น 

วงเสวนาดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Talk&Walk: เปิดกองบัญชาการลับ ‘ขบวนการเสรีไทย’ ที่ ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์เสรีไทย อนุสรณ์ ภายใต้โครงการ Library Alive : ห้องสมุดมีชีวิต จัดโดย สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน): OKMD ร่วมกับ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) และสำนักพิมพ์มติชน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

งานนี้ได้วิทยากรมากความรู้อย่าง ผศ. ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน และ นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์คณะราษฎร ร่วมถ่ายทอดเรื่องราว ในประเด็นไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2 จากสถานะเป็นกลาง สู่ฝ่ายอักษะ และการเปลี่ยนฝั่งโดยขบวนการเสรีไทย  ดำเนินรายการโดย กษิดิศ อนันทนาธร 

Advertisement

บริบทการเมืองไทย ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 

ผศ. ศรัญญู เปิดเสวนาด้วยการเล่าถึงบริบทการเมืองไทย ในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พาย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ว่า ส่วนหนึ่งของนโยบายหลักของคณะราษฎร จะมีหลักที่เรียกว่า หลัก 6 ประการ ซึ่งหลักการแรกคือเรื่องเอกราช คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อจะสร้างเอกราชสมบูรณ์ มีเอกราชทางการศาล ทางการเมือง และทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนนี้จะมีการแก้ไขสนธิสัญญาต่างๆ 

รัฐบาลคณะราษฎร ตั้งแต่รัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา ส่งต่อมาถึงรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม นโยบายที่เห็นชัดเจนคือ นโยบายเน้นความเป็นกลางทางการเมือง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ให้ไทยได้รับเอกราชที่สมบูรณ์ ด้วยการแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาค

แต่ยังมีบางประเทศที่รัฐบาลคณะราษฎรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เช่น กรณีของญี่ปุ่น ท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่นถือว่าสนับสนุนกลุ่มอีลีทใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคณะราษฎร โดยคณะราษฎรมองเห็นว่าญี่ปุ่นน่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจใหม่ ซึ่งญี่ปุ่นกลายมาเป็นแรงบันดาลใจใหม่ในการพัฒนาประเทศช่วงยุคสมัยคณะราษฎร  

ชนวนสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังจากคณะราษฎรได้รับเอกราชสมบูรณ์ ในช่วงสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จะพบว่าบริบทโลกเริ่มเปลี่ยน หลังประเทศสยามเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทยได้ไม่กี่เดือน ในยุโรปก็เกิดสงครามใหญ่ขึ้นมา วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2482 เยอรมนีบุกโปแลนด์  นำไปสู่การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในส่วนนี้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมาก โดยเฉพาะการเมืองระหว่างประเทศ อีกส่วนหนึ่งคือเมื่อฮิตเลอร์เข้าไปบุกโปแลนด์ มีการประกาศสงครามกับอังกฤษ และพยายามเข้าไปยึดในฝรั่งเศส ส่วนนี้จะพบว่าด้านหนึ่ง ไทยยังรักษาความเป็นกลางอยู่ ไม่เข้าข้างฝ่ายใดเป็นพิเศษ 

จากสถานะเป็นกลาง สู่ฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่น 

ผศ. ศรัญญู เล่าต่อว่า นโยบายทางการเมืองระหว่างประเทศของไทยยังเป็นกลาง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือ เมื่อรัฐบาลไทยเห็นแล้วว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงสงครามได้ ประกอบกับญี่ปุ่นมีท่าทีที่จะขยายอำนาจเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จอมพล ป. จึงเริ่มมีนโยบายที่จะให้ประเทศไทยป้องกันตัวเอง ด้วยการออกกฎต่างๆ เตรียมพร้อมในการเข้าร่วมสงคราม 

ขณะเดียวกันได้ส่งตัวแทนรัฐบาลไทยไปทำข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ขอความช่วยเหลือทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ หากญี่ปุ่นเข้ามารุกรานไทย แต่สุดท้ายทางอังกฤษและอเมริกาติดสงครามในยุโรป และไม่ได้ส่งอะไรมาช่วย ให้ไทยป้องกันตัวเอง 

กระทั่งญี่ปุ่นทิ้งระเบิดที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ ในเช้าตรู่วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ขณะที่อีกฟากหนึ่งในประเทศไทย ก่อนเช้าตรู่วันที่ 8 กองทัพญี่ปุ่นนับแสนนายบุกประเทศไทย นำไปสู่วิกฤตครั้งใหม่ของรัฐบาลจอมพล ป. ซึ่งไม่สามารถวางตัวเป็นกลางได้อีกต่อไป สุดท้ายจอมพล ป. ต้องเลือกข้าง 

“เหตุผลในการเลือกข้าง ในด้านหนึ่งการที่ประเทศไทยไปเข้าร่วมกับญี่ปุ่นมันมีเหตุผลหลายๆ อย่างเยอะมาก ซึ่งเหตุผลสำคัญเลย เราจะจัดการยังไงกับกองทัพญี่ปุ่นนับแสนนายที่เข้ามาในเมืองไทย” ผศ. ศรัญญู เล่า

อีกส่วนหนึ่งคือ จะจัดการยังไงกับทรัพย์สินต่างๆ ที่เมื่อญี่ปุ่นเข้ามาแล้ว ต้องมาจัดการกับทรัพย์สินของประเทศสัมพันธมิตรในประเทศไทย และทหารไทยจะทำอย่างไร จะถูกปลดอาวุธหรือไม่ ส่วนนี้น่าจะเป็นแรงกดดันที่ทำให้จอมพล ป. ต้องหันเหนโยบายต่างประเทศไปเพื่อเอาตัวรอดในภาวะวิกฤตช่วงเวลานั้น

เมื่อญี่ปุ่นเข้ามา มีการเรียกร้องรัฐบาลไทย โดยเฉพาะขอกู้เงิน นำไปสู่ความขัดแย้งในคณะรัฐมนตรี มีการแบ่งขั้วชัดเจน  คือ ฝ่ายที่สนับสนุนญี่ปุ่นกับฝ่ายที่ต่อต้านญี่ปุ่น ซึ่งสุดท้ายจอมพล ป. ปลดคนที่ต่อต้านญี่ปุ่นออกจาก ครม. ทิ้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ‘ปรีดี พนมยงค์’  ที่ไม่ยอมให้ญี่ปุ่นกู้เงิน เพราะจะส่งผลกระทบต่อปัญหาการเงิน ภาวะเงินเฟ้อภายในประเทศระยะยาว โดยปลดออกและตั้งปรีดีไปเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้อยู่เหนือการเมือง 

หลังจากนั้น จอมพล ป. เป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นชัดเจนในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ด้วยการลงนามกติกาพันธมิตรกันที่บริเวณวัดพระแก้ว และในปีถัดมาได้เข้าร่วมสงคราม ประกาศสงครามกับฝ่ายอังกฤษและอเมริกา ในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 

จุดเริ่มต้นขบวนการเสรีไทย

นริศ จรัสจรรยาวงศ์ อธิบายถึงจุดเริ่มต้นของขบวนการเสรีไทย ย้ำว่า เราจะมองกรณีเสรีไทยตัดขาดจาก 24 มิถุนายน 2475 ไม่ได้เลย เพราะผู้ที่มีบทบาทตัวละครต่างๆ ล้วนเป็นผู้ก่อการ 2475 เกือบทั้งหมด 

สำหรับเหตุการณ์นี้ ปรีดี หัวหน้าใหญ่เสรีไทยในประเทศ เล่าไว้ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม เช้าวันนั้นขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมงานฉลองรัฐธรรมนูญ เกิดเหตุญี่ปุ่นบุกขึ้นมา ทำให้งานยกเลิก เดิมคืนนั้นปรีดีตั้งใจขึ้นไปทางเหนือก่อน แต่ปรากฏว่าญี่ปุ่นยึดไปถึงนครสวรรค์แล้ว จึงต้องใช้วิธีเคลื่อนไหวกันภายในแบบลับๆ ขณะนั้นยังไม่มีนิยามชื่อเสรีไทย จะเป็นชื่อขบวนการกู้ชาติ องค์การต่อต้านญี่ปุ่น 

คำว่า ‘เสรีไทย’ เกิดขึ้นเป็นทางการครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกา หลังจาก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ขณะนั้น แสดงจุดยืนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น นำไปสู่การเกิดแนวร่วมของนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาเกือบ 100 คน เริ่มรวมกลุ่มกันประชุม ซึ่งเสรีไทยที่อเมริกากว่าจะเป็นกลุ่มก้อนจริงๆ ก็ล่วงเข้าไปกลาง พ.ศ. 2485 

ขณะที่ในเมืองไทยทางใต้ดิน มีการใช้ชื่อหนึ่งว่า XO Group ซึ่งเป็นชื่อที่ปรีดีนิยามขึ้นมา และอีกขบวนการหนึ่งเกิดขึ้นที่อังกฤษ แต่จะแตกต่างกับที่สหรัฐอเมริกา เพราะเอกอัครราชทูตขณะนั้น คือ พระมนูเวทย์วิมลนาท (เปี๋ยน สุมาวงศ์) กึ่งๆ ว่าไม่เข้าแนวร่วมเหมือนกับ ม.ร.ว.เสนีย์ ทำให้เกิดผู้นำที่สำคัญ คือ สายของ ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน หรือท่านชิ้น ซึ่งเป็นพระเชษฐาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี และอีกหนึ่งคนสำคัญ คือ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ขณะนั้นเรียนที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ใช้นามแฝงว่า นายเข้ม ทำให้เกิดการรวมกลุ่มกัน

เมื่อมีคนไทยที่กระจัดกระจายอยู่ต่างกัน ทั้งในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ กว่าที่จะสามารถติดต่อกันได้เป็นจริงเป็นจังก็ล่วงมาถึงพ.ศ. 2486-2487 เรียกได้ว่า ต่างคนต่างทำงานต่อต้านญี่ปุ่นไปพลาง เช่น คนในอังกฤษและอเมริกาก็ต้องให้ข้อมูลในเมืองไทย อย่างสถานที่สำคัญ หรือจุดยุทธศาสตร์ 

นริศกล่าวว่า การเป็นสมาชิกเสรีไทยนับว่ามีความเสี่ยงมาก เป็นปฏิบัติการที่เรียกได้ว่า อยู่ระหว่างความเป็น-ความตาย

กระทั่งสงครามยุติ ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ปรีดี ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ลงนามใน ‘ประกาศสันติภาพ’ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 เป็นที่มาของวันสันติภาพ 

และข้อสงสัยที่ว่าเหตุใดประเทศไทยเข้าร่วมกับญี่ปุ่นถึงไม่แพ้สงคราม ก็มาจากคุณูปการอันใหญ่หลวงของเสรีไทยที่เกิดจากการร่วมมือกันอย่างแท้จริง 

“ความทรงจำของเสรีไทย อยากให้ทุกคนช่วยๆ กัน ลองศึกษากันดู ผมคิดว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากๆ ของสังคมไทย” นริศทิ้งท้าย

สถานการณ์บ้านเมือง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

เมื่อสงครามโลกยุติ แต่สถานการณ์ภายในประเทศกลับร้อนระอุ ผศ. ศรัญญู เล่าถึงสถานการณ์บ้านเมือง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไว้อย่างน่าสนใจว่า ขบวนการเสรีไทยคือขบวนการเฉพาะกิจ ที่เป็นความร่วมมือในการขับไล่ญี่ปุ่น อีกส่วนหนึ่งคือการต่อต้านจอมพล ป. ซึ่งประกอบด้วยคนหลายกลุ่มมาก 

หลังขับไล่ญี่ปุ่นและจอมพล ป. เสร็จเรียบร้อย ภารกิจเสรีไทยจบ ในด้านหนึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ เพราะดุลการเมืองเปลี่ยน รัฐบาลส่วนใหญ่เป็นรัฐบาลที่ถูกครอบงำโดยเสรีไทย นโยบายหลักๆ คือ พยายามสร้างระบอบการเมืองที่มีลักษณะเป็นอุดมคติ คือสร้างประชาธิปไตยในอุดมคติของพวกเขา และอีกส่วนหนึ่งเป็นการเมืองของความพยายามสร้างความสมานฉันท์ของแต่ละกลุ่ม 

เห็นชัดเจนจากการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พ.ศ. 2489 การที่ให้บรรดากลุ่มเจ้านายสามารถเข้ามามีบทบาททางการเมืองได้ อีกส่วนหนึ่งคือพยายามจะสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เน้นพลเรือน ด้วยการกันทหารออกจากการเมือง ใครที่เป็นข้าราชการประจำไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ และสร้างระบอบรัฐสภา มี 2 สภา คือ พฤฒสภา และ ส.ส. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งคู่

“หลังจากเสรีไทยเข้ามามีบทบาท มีอำนาจทางการเมือง ก็นำไปสู่ความขัดแย้งเหมือนกัน เพราะเสรีไทยประกอบด้วยคนหลายกลุ่มมาก และจำนวนหนึ่งเป็นกลุ่มที่เคยไม่ถูกกันทางการเมือง”

สุดท้ายจะพบว่า การเมืองหลังจากสงครามโลกยุติ เป็นการเมืองที่มีการสู้กัน แบ่งขั้ว แบ่งฝ่ายกันชัดเจน ระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนปรีดี และฝ่ายที่ไม่เอาปรีดี นำไปสู่ภาวะความขัดแย้งทางการเมือง

สำหรับใครที่พลาดกิจกรรมในครั้งนี้ก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะกิจกรรม Library Alive : ห้องสมุดมีชีวิต ที่ได้ทั้งความรู้และความสนุกแบบนี้ยังไม่หมด ติดตามรายละเอียดกิจกรรมครั้งต่อไป ที่ www.okmd.or.th หรือ Facebook Fanpage: OKMD