ครั้นเวลาพลบค่ำ
เล่าปังก็แวะออกจากทางใหญ่ไปตามทางน้อย ให้คนสนิทนำทางไปเขามั่งตั๋ง คนสนิทเดินไปพบงูใหญ่ตัวหนึ่ง
ยาว 10 ตึง ตึงละ 6 ศอก 6 นิ้ว
คิดเป็นไทย 15 วา 2 ศอกคืบ นอนขวางทางไว้ก็กลับมาบอกเล่าปังว่า “งูขาวใหญ่นอนกั้นทางข้างหน้าอยู่ควรหลีกไปทางอื่น”
เล่าปังได้ฟังจึงว่า “เกิดเป็นชายกลัวอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน”
จึงชักกระบี่ออกจากฝัก แล้วออกเดินนำหน้าพาคนทั้งปวงไป พบงูใหญ่เล่าปังฟันด้วยกระบี่ขาดกลางตัวเป็น 2 ท่อน
คนทั้งปวงเห็นก็สรรเสริฐเล่าปังว่า กำลังใจมาก ใจองอาจยิ่งนัก
จึงพาคนเข้าไปอยู่ ณ เขามังตั๋ง
นั่นเป็นเรื่องของเล่าปังอันปรากฏผ่านยุทธนิยายเรื่อง “ไซ่ฮั่น” ซึ่งมิได้เป็นคำเล่าขาน ตำนานแรกอย่างแน่นอน
เมื่ออ่าน “แลหลังแดนมังกร” เล่ม 3 สำนวนแปล ถาวร สิกขโกศล
เดือน 7 ปีแรกของรัชกาลฉินเอ้อสื่อ ราชสำนักเกณฑ์พล 900 คนจากเขตติดต่อของมณฑลอ่านฮุยและเหอหนันไปป้องกันชายแดน
เฉินเซิ่งและหวูกว่างถูกเกณฑ์ด้วย และได้รับเลือกเป็นหัวหน้ากองทหาร
พอเดินทางมาถึงบ้านเต้อเจ๋อ แชวงเมืองฉี เกิดฝนตกหนัก ทางขาดไม่สามารถเดินทางต่อไปได้
ตามกฎหมายของราชวงศ์ฉิน กองทหารที่เดินทางไปไม่ทันกำหนดเวลาต้องถูกประหาร
เฉินเซิ่งกล่าวว่า “ครั้งนี้ถ้าหนีไปหากถูกตามจับได้มีโทษถึงตาย เป็นกบฏก็ตายเหมือนกัน เช่นนี้แล้วเป็นกบฏเสียไม่ดีกว่าหรือ”
เฉินเซิ่งและหวูกว่างปรึกษากันว่า จะอ้างชื่อของฝูซู โอรสองค์ใหญ่ของฉินสื่อหวงตี้ และเซี่ยงเยี่ยน ขุนพลแห่งแคว้นฉู่ เชิญชวนผู้คนมาร่วมมือกันต่อต้านฉินเอ้อสื่อ คนทั้งสองปรึกษาหมอดู
แล้วตกลงว่า จะใช้ความเชื่อของคนสร้างมติมหาชน ก่อการกบฏ
วันรุ่งขึ้นคนครัวไปซื้อปลาตัวใหญ่มาปรุงอาหาร พอผ่าท้องปลาพบผ้าแพรผืนหนึ่งเขียนด้วยชาด (สีแดง) ว่า
“เฉินเซิ่งอ๋อง”
พวกเกณฑ์ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไม่ขาดปาก
ค่ำวันนั้น มีคนอยู่ที่ศาลเจ้าร้างได้ยินเสียงหมาจิ้งจอกร้องว่า “แคว้นฉู่รุ่งเรือง เฉินเซิ่งอ๋อง”
ผู้คนจึงพากันมองดูเฉินเซิ่งด้วยแววตาสนเท่ห์ ศรัทธา
เพื่อกระตุ้นความเคียดแค้นของหมู่คน หวูกว่างช่วงชิงโอกาสที่ผู้คุมทัพกำลังเมาขอร้องให้เขาปล่อยพลเกณฑ์ทั้งหมดกลับบ้าน
ผู้คุมทัพโกรธมาก เอาแส้ตีหวูกว่างแล้วชักดาบออกมาจะฟัน
เมื่อเป็นเช่นนั้น พลเกณฑ์ต่างเคียดแค้นกรูกันเข้าไป หวูกว่างช่วงชิงโอกาสนั้นฆ่าผู้คุมคนนั้นตาย
เฉินเซิ่งฆ่าอีกคนหนึ่งตาย
เฉินเซิ่งกล่าวแก่คนเหล่านั้นว่า “พวกเราไปไม่ทันเวลา ฆ่าผู้คุมทัพ มีโทษตายสถานเดียว สู้เป็นกบฏชิงบัลลังก์ไม่ดีกว่าหรือ ฮ่องเต้ ขุนศึกและขุนนางทั้งหลายก็มิใช่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิด”
ทุกคนเห็นด้วยพร้อมใจกันเป็นกบฏ จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์สร้างทัพอันเกรียงไกรขึ้น
หากนำเอากรณีของเฉินเซิ่ง หวูกว่าง มาศึกษา หากนำเอากรณีของเล่าปังมาศึกษา ก็จะเห็นได้ในความพ้องบรรสาน
ไม่ว่า “หลี่เฉวียน” ไม่ว่า “ถาวร สิกขโกศล” เห็นตรงกัน
เห็นว่ากรณีชองเฉินเซิ่งและหวูกว่าง คือ กบฏชาวนาครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีน ขณะที่กรณีของเล่าปังเป็นการเดินตามรอย
“ตำนาน” อันสุดแสนพิสดารจึงเกิดตามมา
ยิ่งเมื่อเรื่องราวตกถึงมือ วัชระ ชีวะโกเศรษฐ กลายเป็นหนังสือ “มหาจักรพรรดิฮั่นเกาจู่ ผู้โค่นบัลลังก์ฉินซีฮ่องเต้”
ยิ่งมากด้วยสีสัน เพริศแพร้ว พรรณราย
วันหนึ่ง ในฤดูร้อน 256 ปีก่อน ค.ศ. เล่าวิ่นเดินไปยังที่นาระหว่างกลับบ้านเดินผ่านบ่อน้ำ รอบๆ บ่อมีหญ้าขึ้นรก ถือโอกาสนั่งพัก
ไม่นานก็ม่อยหลับ
หลับแล้วก็ฝันว่าได้ออกวิ่ง วิ่งไปขอฝนจากเทพยดาบนฟ้า ทันใดก็เห็นมังกรตัวหนึ่งโผนออกมาจากบึงน้ำ
พุ่งตัวขึ้นบนท้องฟ้า จากนั้นนางก็ตกใจตื่น
อาทิตย์อัสดง กลุ่มเมฆดำลอยมา ฟ้าแลบแปลบปลาบ คล้ายจะตัดเมฆให้ขาดเป็นท่อนๆ พลันฝนก็เริ่มลงเม็ด
น้ำไหลชโลมบนดินอันแห้งผาก
เสียงไชโยโห่ร้องของชาวนาตามมา แต่นางเล่าวิ่นมิได้สนใจเนื่องจากกำลังปวดท้องอย่างรุนแรง ทั้งทรมานและหวาดกลัว
ตะโกนเรียกชื่อสามี “ไท่กง ไท่กง”
แต่ก็ถูกกลบทับด้วยกัมปนาทจากเสียงฟ้าร้อง ความรู้สึกดับวูบ ครั้นแล้วสมาชิกใหม่ก็ถือกำเนิด
เป็นการเกิดพร้อมกับฝนตกใหญ่
ชาวบ้านต่างชื่นชมเพราะเป็นการเกิดพร้อมกับสายฝนช่วยการเพาะปลูกได้ตลอดฤดู ต่างเกิดนัยประหวัดไปยังความฝันของแม่
เพราะเด็กคนนั้นคือ เล่าปัง
ไม่ว่าสถานการณ์อันเกี่ยวกับเฉินเซิ่ง ไม่ว่าสถานการณ์อันเกี่ยวกับหวู่กว่าง ไม่ว่าสถานการณ์อันเกี่ยวกับเล่าปัง
เรียกตามสำนวนของ “หลี่เฉวียน” ล้วนเป็น “กบฏชาวนา”
สมัยก่อนกษัตริย์จะเรียกตนเองว่าเป็น “โอรสของสวรรค์” ใช้พระผู้เป็นเจ้า ผีสาง เทวดาทั้งหลายเป็นเครื่องมือในการปกป้อง คุ้มครอง การเมือง การปกครอง
บทสรุปของหลี่เฉวียนผ่าน “ประวัติศาสตร์จีนฉบับย่อ”
ผู้ใช้แรงงานมองการแสดงกลนี้ออกมานานแล้ว พวกเขาเองก็ใช้ผีสาง เทวดา เผยแพร่คำพยากรณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับการต่อต้านการปกครองที่ดำมืด
เมื่อครั้งที่ฉินสื่อหวงยังมีชีวิตอยู่
ในหมู่ประชาชนได้เล่าสืบต่อกันถึงคำทำนายว่า “ผู้ที่จะมากำจัดฉินคือหู” หมายถึง หูไฮ่ “เมื่อมังกร” (หมายถึงฉินสื่อหวง) สิ้นชีพ “จะมีการแบ่งแยกดินแดน”
เด่นชัดว่าเฉินเสิ่ง หวู่กว่าง ล้วนได้รับผลจาก “คำทำนาย”
เด่นชัดว่าเล่าปังก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นไปจากผลสะเทือนแห่ง “คำทำนาย”
อย่าได้แปลกใจ เมื่อทอดระยะจากยุคฉิน ผ่านยุคฮั่น ผ่านยุคถัง ยุคซ่ง กระทั่งเจ้าสู่การเข้ามาของมองโกลในยุคราชวงศ์หงวน
การก่อรูปของจูหยวนจางก็มากด้วยสีสันอันเพริศแพร้ว
จากการค้นคว้าและเรียบเรียงกำเนิดแห่งยูหยวนจางของ สุขสันต์ วิเวกเมธากรถึงเมื่อแรกเกิดในปี ค.ศ.1328
ณ หมู่บ้านกูจวง ตำบลจงหลี อำเภอเหาโจว มณฑลอานฮุย
จูซื่อเจินกำลังสาละวนอยู่กับการตักน้ำจากบ่อเพื่อนำมาทำความสะอาดให้แก่บุตรชายซึ่งเพิ่งลืมตาดูโลก
เมื่อกว้านถังจากบ่อก็พบผ้าแพรแดงสีสดใสผืนหนึ่งติดมาด้วย
จึงกลับบ้านพร้อมกับผ้าแพรแดงผืนนั้น เมื่อวางกะละมังให้หมอตำแยก็ถือผ้าแพรแดงถามเพื่อนบ้าน
“ใครเป็นเจ้าของ”
ปรากฏว่าไม่มีใครเคยมีผ้าแพรแดงแบบนี้มาก่อน สร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนบ้านจึงมาชุมนุมและพร้อมใจกันลงความเห็น
“สวรรค์คงประทานผ้าแพรแดงผืนนี้มาเป็นของขวัญวันเกิดให้”
ยิ่งเมื่อได้เห็นรูปลักษณ์เด็ก ต่างเห็นพ้องว่าเด็กคนนี้ผิดจากเด็กเกิดใหม่ทั่วไป แทนที่จะนอนหลับตาซุกหน้าเหมือนทารกทั้งหลาย
กลับนอนแหงนหน้าตามองฟ้าเปล่งประกายสดใส
บิดาจึงตั้งชื่อลูกว่า “หยวนจาง” หยวนคือชื่อของราชวงศ์มองโกล มีความหมายว่าปฐม บรม ที่หนึ่ง ชั้นเลิศ
จาง แปลว่า แผ่นหยก หรือป้ายหยก
หยวนจาง จึงหมายถึงแผ่นหยกชั้นเลิศ หรือป้ายหยกชั้นเลิศ
ไม่ว่ากำเนิดแห่งการลุกขึ้นสู้ของเฉินเซิ่ง หวู่กว่าง ไม่ว่ากำเนิดแห่งเล่าปัง ไม่ว่ากำเนิดแห่งจูหยวนจาง
ล้วนเปี่ยมด้วย “ตำนาน” คำขานเล่า

