หากพลิก “100 ขุนนางประเสริฐในประวัติศาสตร์จีน” อัน กนกพร นุ่มทอง แปลจากการเรียบเรียงของ “เฉินเหวยจิ้น” ไปยังหน้า 29 ตรง ซางยาง (ประมาณ 309 ปีก่อน ค.ศ.-338 ปีก่อน ค.ศ.)
ผ่านความวุ่นวายประมาณ 300 ปี นครรัฐเล็กน้อยในยุคชุนชิวก็พากันถูกกลืนกินไปสิ้น
ครั้นถึง 453 ปีก่อน ค.ศ.
ก็หลงเหลือเพียงนครรัฐ หาน เจ้า เว่ย ฉี ฉู่ เยียน และฉิน 7 นครรัฐใหญ่ ทั้ง 7 ทำสงครามกันมิได้หยุดหย่อน
คนยุคหลังจึงเรียกยุคนี้ว่า “ยุคจั้นกั๋ว” หรือ “ยุครณรัฐ”
ทั้ง 7 นครรัฐเกรียงไกรต่างก็ผ่านการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อทำให้ประเทศมั่งคั่งและมั่นคง การปฏิรูปที่ทำโดยถึงรากนั้นได้แก่ของนครรัฐฉิน
ซึ่งมี “ซางยาง” เป็น “ผู้นำ”
นี่ย่อมสอดรับกับบทสรุปของ “หลี่เฉวียน” อันดำรงอยู่ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์จีนฉบับย่อ” สำนวนแปล เขมณัฏฐ์ ทรัพย์เกษมชัย
ช่วงต้นยุคจั้นกว๋อ
การเมืองของแคว้นฉินมีแต่ความวุ่นวาย กองทัพอ่อนแอ ถูกแคว้นฉู่และแคว้นเว่ยบุกรุกก่อกวนอยู่ตลอดเวลา
ฐานะทางสังคมระหว่างประเทศก็ต่ำต้อย
จนถูกบรรดาแคว้นต่างๆ ทางตะวันออกมองเป็นเพียงชนกลุ่มน้อย ไม่เชื้อเชิญผู้นำแคว้นเข้าร่วมประชุมสมาพันธรัฐเพื่อแก้ไขสถานภาพเช่นนี้
หลังฉินเซี่ยวกงขึ้นครองราชย์
ก็สั่งให้หาบุคคลที่มีความสามารถมาทำการปฏิรูปกฎหมาย เมื่อซางหยางได้ยินข่าวก็รีบเดินทางจากแคว้นเว่ย
มายังแคว้นฉินทันที
หนังสือ “10 ยอดผู้นำแผ่นดินจีน” จากการค้นคว้าและเรียบเรียงของ สุขสันต์ วิเวกเมธากร มากด้วยสีสัน
เป็นสีสันในตอนวัยเยาว์
ซางหยางเกิดที่รัฐเว่ย เดิมมีชื่อว่า กงซุนหยาง ภายหลังได้มีศักดินากินเมืองซาง จึงได้ชื่อว่า ซางหยาง
มีประวัติในตอนเด็กของเขาว่า เป็นคนมีนิสัยโหดร้าย
ที่บ้านของเด็กชายหยางมีหนูชุกชุม เขาจึงทำกรงดักหนูไว้หลายกรงและดักจับหนูไว้ได้มากมาย เมื่อได้โอกาสเหมาะก็เชิญเพื่อนเล่นมาชุมนุมกัน
แต่งตัวอย่างพิถีพิถัน สวมหมวกขุนนางของบิดา
สมมุติตนเองเป็นผู้พิพากษาออกพิจารณาคดี และตัดสินประหารชีวิตหนูที่จับไว้ได้ทั้งหมด
ลงโทษด้วยการตัดหัวหนูทุกตัว
ยิ่งเมื่อศึกษารายละเอียดจากหนังสือ “ประวัติศาสตร์จีน” ของ ทวีป วรดิลก ยิ่งประจักษ์ในความเฉียบขาด
ซางหยางสร้างกลไกสอดรับกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
แบ่งเขตปกครองออกเป็น 30-40 เขตปกครอง โดยมีขุนนางมีตำแหน่งในทางปกครองเรียกว่าหัวหน้าเขตและรองหัวหน้าเขต
ตำแหน่งนี้กษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนแต่ผู้เดียว
ระบอบการปกครองนี้ก็คือ การรวมอำนาจไว้ส่วนกลาง (centralization) โดยขุนนางตำแหน่งต่างๆ ล้วนขึ้นตรงต่อกษัตริย์
ซางหยางแบ่งพลเมืองภายในเขตอำนาจปกครองเป็น 5 ครัวเรือน หรือ 10 ครัวเรือน
ต้องรับผิดชอบร่วมกันในความประพฤติของสมาชิก ถ้ามีอาชญากรรมเกิดขึ้น สมาชิกไม่รายงานต้องมีความผิดโทษประหาร
ตัดร่างกายออกเป็น 2 ท่อน
“หลี่เฉวียน” ยืนยันผ่าน “ประวัติศาสตร์จีนฉบับย่อ” ว่าฉินเสี้ยวกงยอมทำตามคำแนะนำของซางหยาง ดำเนินการตามกฎหมายใหม่ที่ซางหยางเสนอ
แต่บรรดาชนชั้นสูงและเหล่าขุนนางคัดค้าน เตือนไม่ให้ฉินเสี้ยวกงเชื่อตาม
เมื่อพบกับผู้คัดค้านที่มากเช่นนี้ เสี้ยวกงก็รู้สึกว่าเรื่องยุ่งยากจึงเรียกเหล่าขุนนางมาชุมนุมเพื่ออภิปราย
ขุนนางผู้คัดค้านอ้างเหตุผลมากมาย แต่ถูกซางหยางหักล้างได้หมด
แม้ในใจของพวกเขาจะคัดค้านแต่กลับพูดข้อโต้แย้งใดๆ ไม่ออก เสี้ยวกงรู้สึกดีใจยิ่งแต่งตั้งซางหยางขึ้นเป็นขุนนางฝ่ายซ้ายทันที มอบอำนาจให้ดำเนินการ
เปลี่ยนกฎหมายใหม่ กำหนดแผนปฏิรูปออกมาโดยเร็ว
พร้อมประกาศ หากผู้ใดยังคัดค้านการปฏิรูปกฎหมายอีก คนผู้นั้นต้องถูกลงโทษ เมื่อเป็นเช่นนี้บรรดาขุนนางจึงไม่กล้าคัดค้าน
เหมือนกับจะ “ราบรื่น” แต่ก็มิได้ “ราบรื่น”
ซางหยางรู้ว่าหากจะดำเนินการใช้กฎหมายใหม่ให้มีความราบรื่นทั่วประเทศได้ต้องได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนเสียก่อน
ส่วนทำอย่างไรจะได้รับความเชื่อมั่น
เขารู้ดีว่าต้องอธิบายถึงเหตุผลของการปฏิรูปกฎหมายให้คนทั้งประเทศเข้าใจ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยาก
แต่เขาก็คิดวิธีทำให้มันง่ายได้
วันหนึ่งจึงให้คนไปตั้งไม้ที่มีความสูง 3 จ้างไว้ที่ประตูเมืองฝั่งใต้ ปิดประกาศข้างเสาไม้ว่า ผู้ใดสามารถหามไม้นี้ไปที่ประตูฝั่งเหนือได้จะได้รับทอง 10 แท่ง
ไม่นานก็มีผู้คนมายืนมุงดูอยู่รอบๆ ไม้ต้นนั้นเต็มไปหมด ทุกคนต่างคิดว่าไม้ท่อนนี้ใครๆ ก็แบกไหว
ระยะทางจากฝั่งใต้ไปฝั่งเหนือก็ไม่ถือว่าไกล
เหตุใดจึงตั้งรางวัลไว้สูง จะเป็นเรื่องล้อเล่นหรือไม่ ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ไม่มีผู้ใดเข้าไปแบกไม้ท่อนนั้นเลย
“ทางออก” คืออย่างไร
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเชื่อ ซางหยางจึงเพิ่มรางวัลเป็นทอง 50 แท่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้คนต่างรู้สึกว่ายิ่งเป็นไปไม่ได้
และยิ่งเดาไม่ออกว่ามีอะไรซ่อนอยู่
ขณะที่ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์ มีคนคนหนึ่งเดินออกมาจากฝูงชน แบกไม้ขึ้นแล้วเดินไป เขาคิดว่าแค่แบกไปยังประตูฝั่งเหนือเสียแรงไม่เท่าไหร่ ถึงไม่ได้รางวัลก็ไม่เสียหายอะไร
สู้ลองดูว่าคำพูดของขุนนางฝ่ายซ้ายเชื่อถือได้หรือไม่
ผู้คนจำนวนมากเห็นเช่นนั้นก็เดินตามไป ต่างก็อยากดูว่าจุดจบของเรื่องนี้จะดำเนินไปอย่างไร
เมื่อถึงประตูฝั่งเหนือก็พบขุนนางฝ่ายซ้ายยืนรออยู่
เขามองคนซึ่งแบกไม้ท่อนนั้นแล้วหยิบทอง 50 แท่งที่เตรียมเอาไว้มอบให้ เป็นไปตามคำประกาศครบถ้วน
เหตุการณ์นี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว
ทุกคนต่างเชื่อมั่นในตัวซางหยางว่าเป็นคนที่เชื่อถือได้ ในที่สุด ซางหยางก็ประกาศใช้กฎหมายใหม่
ผลที่ตามมาน่าสนใจอย่างยิ่ง
หลังประกาศใช้กฎหมายใหม่ได้ 10 ปี แคว้นฉินก็กลายเป็นแคว้นที่เข้มแข็งที่สุดในเวลานั้น โจวเทียนจื่อให้คนนำของขวัญมามอบให้เสี้ยวกง
แต่งตั้งฉินเสี้ยวกงเป็นเจ้าผู้ครองแคว้น
แคว้นต่างๆ ทางตะวันออกต่างก็อยากประจบประแจงแคว้นฉิน เดินทางมาแสดงความยินดีกันอย่างคึกคัก
ขณะเดียวกัน ปัญหาจากเจ้านายและขุนนางที่ไม่เห็นด้วยก็เป็นไฟสุมขอน
338 ปีก่อน ค.ศ. ฉินเสี้ยวกงตาย ซางหยางถูกชนชั้นสูงกลุ่มหนึ่งใส่ความว่าคิดกบฏจึงหนีไปนครรัฐเว่ย
แต่ก็ถูกจับได้ ต้องทัณฑ์แยกสังหารและถูกประหารทั้งโคตร

