“1 ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่สั้นเหลือเกิน เพราะเรายังติดอยู่กับความเศร้าโศกความคิดถึง ยังไม่สามารถบรรเทาไปได้ ปีนี้เป็นปีกระต่าย ทุกบ้านสวัสดีปีกระต่าย แต่บ้านเราไม่มีกระต่ายแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้” เสียงเคล้าน้ำตาจากผู้สูญเสียลูกสาวอันเป็นที่รัก
หวนรำลึก 1 ปี การสูญเสีย “หมอกระต่าย” หรือ พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจักษุวิทยา ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากเหตุการณ์รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ขับมาด้วยความเร็ว พุ่งเข้าชนแพทย์หญิงที่กำลังเดินข้ามถนนบนทางม้าลายเข้าอย่างจัง ผู้คนที่สัญจรไปมาบริเวณหน้าโรงพยาบาล (รพ.) สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สร้างความสะเทือนใจให้กับคนในประเทศอย่างมาก คนไทยต่างร่วมรำลึกถึงหมอกระต่าย พร้อมรณรงค์ให้เกิดความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน

โดยเมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา คณะกรรมการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉินและความปลอดภัยทางถนน วุฒิสภา ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดกิจกรรม “21 มกราคม รำลึก 1 ปี หมอกระต่าย สู่วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน” เพื่อรำลึกถึงหมอกระต่าย และรณรงค์โครงการหยุดสูญเสีย หยุดรถ ให้คนข้ามทางม้าลาย #ความดีที่คุณทำได้ ครั้งที่ 12 โดยมีครอบครัวและเพื่อนของหมอกระต่าย ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) รวมถึงตัวแทนสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย สมาคมไรเดอร์ไทย เข้าร่วมกิจกรรม ณ บริเวณหน้า รพ.สถาบันไตรภูมิราชนครินทร์ จุดเกิดเหตุเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะกรรมการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉินฯ กล่าวว่า วันนี้เมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมาเป็นวันที่คนไทยได้รับทราบข่าวการสูญเสียคุณหมอกระต่าย จักษุแพทย์ที่คอยช่วยเหลือคนไข้ สร้างความเศร้าโศกให้แก่สังคมอย่างยิ่ง ทว่า ทำให้คนไทยหันมามองปัญหาสำคัญของประเทศคือ ความปลอดภัยในการใช้ถนนโดยเฉพาะคนเดินเท้า ทางคณะกรรมการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉินฯ ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้ตั้งปณิธานในการเปลี่ยนความสูญเสียให้เป็นพลัง เกิดเป็นโครงการ “หยุดสูญเสีย หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย” ครั้งที่ 1 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 บนความตั้งใจคือ เพื่อรณรงค์ให้สังคมเกิดความตระหนักและไม่ลืมเรื่องที่เกิดขึ้น จึงมีการจัดกิจกรรมในวันที่ 21 ของทุกเดือน จนวันนี้เป็นกิจกรรมครั้งที่ 12 ตรงกับวันครบรอบ 1 ปีที่เราสูญเสียหมอกระต่าย ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติกำหนดให้วันที่ 21 มกราคมของทุกปีเป็น “วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน” จึงเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับสังคมไทยว่า ความหวังที่เราจะเห็นวัฒนธรรมใหม่ของคนขับขี่ยานพาหนะ เคารพสิทธิของคนเดินเท้า หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายอย่างปลอดภัย สัญญาณนั้นกำลังเป็นความจริงขึ้นมา
นายสุรชัย กล่าวต่อว่า จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) 10 ปีย้อนหลัง พบการเสียชีวิตของคนเดินเท้า เฉลี่ย 1,000 รายต่อปี เกือบร้อยละ 50 เกิดจากรถจักรยานยนต์ และ 1 ใน 3 เกิดขึ้นในเขตเมือง โดยเฉพาะ กทม. ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า สิ่งที่ภาคีเครือข่ายได้ร่วมจัดกิจกรรมต่อเนื่องตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้เราบรรลุเป้าหมาย นำประเทศไทยเข้าสู่สังคมที่มีอารยะ สังคมที่ผู้คนมีระเบียบวินัยในการใช้รถใช้ถนน เคารพกฎจราจรและสิทธิของคนเดินเท้า หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายอย่างปลอดภัย โดยปัจจุบันเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพในพื้นที่ กทม.ค่อนข้างมาก เช่น การปรับปรุงพื้นที่ทางข้ามทางม้าลายให้ชัดเจน มีการติดตั้งสัญญาณไฟสำหรับคนข้ามถนนมากขึ้น ประกอบกับข้อมูลของ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ชี้ชัดว่าผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนที่เป็นคนเดินเท้าในปี 2565 ลดลงถึง 12% จากปี 2564 ที่เคยมีตัวเลขสูงถึง 700 คน ทำให้เราสามารถลดการสูญเสียได้ถึง 81 ชีวิต
“สิ่งที่เราดำเนินการมาตลอด 1 ปี ได้สร้างแรงกระเพื่อมสำคัญให้สังคมไทย หลายหน่วยงานให้ความสำคัญในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในการใช้ทางม้าลายเพื่อข้ามถนนมากขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหมอกระต่ายไม่สูญเปล่า ในวันนี้เราจึงร่วมกันส่งแสงเพื่อรำลึกถึงหมอกระต่ายและส่องแสงไปสู่วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน” นายสุรชัย กล่าว

ด้าน นพ.อนิรุทธ์ ศุภวัตน์จริยากูล คุณพ่อหมอกระต่าย กล่าวว่า ผ่านมา 1 ปี เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์กับสังคม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพถนน จุดข้ามทางม้าลายหลายที่เปลี่ยนแปลงดีขึ้น มีจุดเตือนความเร็ว มีสัญญาณจราจรเพิ่มขึ้น มีจุดข้ามถนนที่ชัดเจนขึ้น เพื่อย้ำเตือนให้ผู้ใช้รถใช้ถนนตระหนักมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เป็นธรรมดาของสังคมคือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ขี้น แรกๆ เราจะย้ำเตือนกัน เป็นกระแส และเมื่อวันผ่านไปก็จะแผ่วลง ดังนั้น ขอบคุณทุกหน่วยงานที่รณรงค์โครงการนี้ให้ยั่งยืน ขอบคุณที่ ครม.กำหนดให้วันที่ 21 มกราคมของทุกปี เป็นวันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน แต่จริงๆ แล้วไม่ควรกำหนดแค่เพียงวันเดียว เพราะ ความปลอดภัยต้องมีทุกวัน
“ผมอยากฝากถึงรัฐบาลคณะถัดไป ให้มีการผลักดันกฎหมายการกำหนดความเร็วที่ใช้บนถนน และขอให้ทางม้าลายเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดของคนข้ามถนน” นพ.อนิรุทธ์ กล่าว

ขณะที่ นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ สสส. จะต้องขับเคลื่อนสังคมให้สำเร็จ ภายใต้การทำงานวิชาการวิเคราะห์ให้เห็นแนวโน้มของสถานการณ์ โดยสำคัญคือจะต้องไม่เป็นข้อมูลบนหิ้ง แต่เราจะนำมาผลักดันเป็นนโยบายนำมาสู่การขับเคลื่อน โดยที่มี สสส.เป็นเพียงหนึ่งในองคาพยพ หลักสำคัญคือ เราจะต้องแก้ที่กฎหมาย ซึ่งในส่วนนี้เราจะเป็นผู้นำเสนอข้อมูลไปสู่คณะกรรมการชุดต่างๆ ผลักดันให้เป็นกฎหมายขึ้นมา อย่างเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ที่ได้มีการผลักดันมาต่อเนื่อง คือ ดื่มไม่ขับ และการลดใช้ความเร็ว
“ในอนาคตเราอยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการใช้ความเร็วบนถนน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า หากเป็นช่วงที่มีการรณรงค์เข้มข้น ตัวเลขต่างๆ ก็จะลดลง เราจึงต้องอาศัยการเกาะติดระยะยาว ซึ่งโครงการหยุดรถฯเป็นหน้าต่างของโอกาสที่เปิดขึ้นมา ผ่านเหตุการณ์ที่เราสูญเสียหมอกระต่าย ถึงแม้โครงการหยุดสูญเสีย หยุดรถ ให้คนข้ามทางม้าลาย จบ 1 ปีนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะนิ่งไป เรายังมีโมเมนตัมที่จะขับเคลื่อนสังคมต่อ ประเทศไทยยังต้องระลึกถึงเรื่องนี้บ่อยๆ การจัดกิจกรรมปีละครั้งก็ยังน้อยเกินไป ฉะนั้น เราอาจจะต้องหยิบยกเคสสะเทือนขวัญมาเล่า ไม่ใช่เพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่เพื่อสร้างความตระหนักในสังคมผ่านวิธีการสื่อสารที่เข้าถึงคนในสังคม และต้องย้ำเตือนว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาเหล่านี้” นพ.ไพโรจน์ กล่าว

ผ่านมาพบว่า กทม.เป็นพื้นที่น่าห่วงกังวลสูงสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้ให้ข้อมูลว่า ในปี 2565 กทม. ได้ล้างทางม้าลาย 421 แห่ง ทำทางข้ามสีโคลด์พลาสติก สีแดง 145 แห่ง ปรับปรุงทางม้าลายสีขาวที่จางและชำรุด 1,000 แห่ง ติดตั้งสัญญาณไฟจราจร 4 แห่ง สัญญาณไฟข้ามทางม้าลาย 85 แห่ง สัญญาณไฟกะพริบเตือน 50 แห่ง ในปี 2566 มีเป้าหมายดำเนินการล้างทางม้าลายอีก 500 แห่ง ทาสีโคลด์พลาสติกเพิ่ม 210 แห่ง ปรับปรุงซ่อมแซมทางม้าลายสีขาว 500 แห่ง ติดสัญญาณไฟจราจรเพิ่ม 2 แห่ง สัญญาณไฟกะพริบเตือน 50 แห่ง และยังมีอีกหลายโครงการเกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนนที่กำลังดำเนินการ เพราะเรื่องของหมอกระต่ายถือเป็นบทเรียนราคาแพง กทม.พร้อมปรับปรุง ดำเนินการด้านนโยบาย รวมถึงรณรงค์เรื่องการใช้กฎหมายให้เข้มข้นขึ้น ทั้งนี้ กทม.ได้หารือร่วมกับกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างและกลุ่มไรเดอร์เพื่อขอความร่วมมือให้ทุกคนเคารพกฎจราจร
![]() |
![]() |
ด้าน นายชัชวาล อมรกุล นายกสมาคมไรเดอร์ไทย และ น.ส.อภิรดี ปงคำลือ พนักงานทำความสะอาด กทม. สำนักงานเขตราชเทวี บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาที่มีการรณรงค์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนตระหนักถึงความปลอดภัยของคนเดินเท้า มีการปรับปรุงกายภาพบนถนน เช่น การขีดสีตีเส้น ทำทางม้าลายให้กว้างขึ้น มีเส้นที่หนาและเห็นชัดเจน มีการติดตั้งสัญญาณไฟให้คนข้ามเป็นระยะ โดยเฉพาะจุดที่มีรถวิ่งหนาแน่นและมีผู้ข้ามถนนจำนวนมาก ก็เห็นได้ว่าอุบัติเหตุลดลง ทั้งนี้ นอกจากการปรับปรุงกายภาพแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ การมีจิตสำนึกของคนใช้รถใช้ถนน ปัจจุบันยังพบว่ามีรถจักรยานยนต์บางส่วนที่ไม่คำนึงถึงสัญญาณไฟให้คนข้าม หรือกรณีที่เห็นไฟแดงที่ให้รถหยุดราว 20 วินาที แต่หากไม่มีคนข้ามก็มักจะไม่หยุดรถ ซึ่งตรงนี้จะต้องมีการรณรงค์ต่อเนื่องเพื่อย้ำเตือนว่า แม้จะไม่มีคนข้าม แต่ก็ต้องหยุดรถ พร้อมกันนี้ อยากให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเป็นการกวดขันวินัยจราจรให้กับผู้ใช้รถตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนร่วมกัน
แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนับปี แต่ความรู้สึกสูญเสียของครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายยังไม่บรรเทาเบาบางลงไป ซึ่งกฎหมายและกายภาพพื้นถนนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการลดอุบัติเหตุ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ จิตสำนึกของคนในสังคมที่จะร่วมสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนได้อย่างยั่งยืน



