หน้าแรก เด่นวันนี้ เปิดแง่มุม ‘โ...

เปิดแง่มุม ‘โตมร ศุขปรีชา-ภชกร นิชชากร’ เมื่อหนังสือมีรสชาติ ผ่านอรรถ (รส) ของกาแฟ

23.02.23 | 11:05 น.

หากวรรณกรรมเปรียบได้กับกาแฟ เล่มไหนที่มีอรรถรสเข้าถึงกัน คงไม่มีใครเหมาะจะตอบคำถามนี้ ไปกว่าผู้ที่ได้ลิ้มลองรสชาติงานวรรณกรรม ดำดิ่งลึกลงไปในอารมณ์และความรู้สึกของเนื้อเรื่อง ตัวละคร ผ่านตัวอักษรที่ร้อยเรียงให้ได้อ่าน แต่กระนั้นเรื่องแบบนี้คงใช้มาตรฐานวัดทางวิชาการไม่ได้ เพราะความชอบ ความรู้สึกของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน

แต่หากไม่มีการบอกเล่าผ่านบุคคลใดบุคคลหนึ่งเลย เรื่องราวที่อยู่ในเรื่อง คงไม่ถูกสะท้อนให้รับรสชาติของวรรณกรรมเล่มนั้นเป็นแน่

เพื่อดึงรสชาติและอารมณ์ของวรรณกรรมและแก้วกาแฟออกมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจน จึงชวน โตมร ศุขปรีชา และ ภชกร นิชชากร สองวิทยากร ผู้ที่เป็นทั้งนักเขียน นักอ่าน นักเล่าเรื่อง ผู้หลงใหลในงานวรรณกรรมและกาแฟมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน ถ่ายทอดความรู้สึกของงานวรรณกรรมที่เคยผ่านตา ว่าถ้าต้องเปรียบ ‘หนังสือเล่มนั้น…มีรสชาติ จะเปรียบเป็นกาแฟชนิดใด ?’

วงสนทนาครั้งนี้ เกิดขึ้นบนเวที Book Taste : Brewing for Masterpiece ในงาน Knowledge Book Fair เทศกาลอ่านเต็มอิ่ม ที่ สำนักพิมพ์มติชน, เส้นทางเศรษฐี, ศูนย์ข้อมูลมติชน (MIC), สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD และมิวเซียมสยาม ได้โคจรมาร่วมรังสรรค์กิจกรรมครั้งนี้ขึ้น

ขม…ดั่งกาแฟ Espresso

Advertisement

ท่ามกลางบรรยากาศจากผู้ร่วมรับฟังกว่า 40 ชีวิต กาแฟแก้วแรกจึงถูกหยิบยกขึ้นมาเปรียบเปรย เป็นกาแฟที่มีรสแก่ ขม เข้ม มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเชื่อว่าหลายคนมักได้สัมผัสมาก่อนแล้ว และกาแฟที่ว่านั้นคือ กาแฟเอสเปรสโซ่ (Espresso) นั่นเอง

‘โตมร’ เริ่มเล่ารสชาติของกาแฟและวรรณกรรมว่า แท้จริงแล้วหนังสือแต่ละเล่มให้รสชาติที่แตกต่างกันไป เหมือนกาแฟต่างๆ ที่ถูกชงออกมาก็ให้รสชาติที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งหากต้องเปรียบเทียบวรรณกรรมที่ขมเหมือนรสชาติของกาแฟเอสเปรสโซ่ ตนมักนึกถึง วรรณกรรม 5 เรื่อง คือ The Brothers Karamazov (พี่น้องคารามาซอฟ) เขียนโดย Fyodor Dostoyevsky, Hunger (คนโซ) จากนักเขียน Knut Hamsun, The Good Earth (ทรัพย์ในดิน) งานเขียนของ Pearl S. Buck

ส่วนอีก 2 เรื่อง คือ The Grapes of Wrath (ผลพวงแห่งความคับแค้น) เขียนโดย Jonh Steinbeck และ Maurice ของ E.M. Foster ซึ่งวรรณกรรมทั้งห้าเรื่องที่หยิบยกขึ้นมานั้นล้วนมีรสชาติของความขม ความขมขื่น ชนิดที่ชีวิตของตัวละครในเรื่องแทบกลืนเข้าไปไม่ได้  

“เรื่องที่หยิบยกมาเปรียบเทียบกับรสกาแฟเอสเปรสโซ่ เป็นวรรณกรรมที่ไม่เพียงสะท้อนความลึกลับซับซ้อนของชีวิตเท่านั้น แต่ยังดำดิ่งไปจนถึงรสชาติของความขมขื่นที่ยากจะเปรียบเปรย เพราะพูดถึงเรื่องที่มีความสัมพันธ์กับชีวิตจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเชื่อในพระเจ้า การเดินทางของชีวิตที่มักเจอแต่เรื่องแย่ๆ อย่างเรื่อง The Grapes of Wrath ที่ยิ่งอ่านไปเรื่อยๆ มากเท่าไหร่ก็แทบจะไม่เห็นความหวังอะไรเลย ซึ่งเทียบแล้วยกให้เป็นที่สุดของความขมเลยก็ว่าได้”

ก่อนปิดท้ายพาร์ทเอสเปรสโซ่ ‘โตมร’ กลั่นความคิดเห็นจุดนี้ว่า “จริงๆ แล้วความขมของกาแฟเอสเปรสโซ่ ถ้าเราพิถีพิถันหรือชงให้ดีแล้ว กาแฟแก้วนั้นจะมีความหวานซ่อนอยู่ ซึ่งถ้าหากเปรียบกับวรรณกรรม ต่อให้ในบทหรือเรื่องเต็มไปด้วยความเลวร้ายแค่ไหน ท้ายสุดแล้วเรื่องดีๆ ก็แอบซ่อนอยู่ แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม” 

ในเรื่อง The Grapes of Wrath ‘ภชกร’ เล่ายืนยันอีกเสียงว่า ผลพวงแห่งความคับแค้น  คือ เรื่องที่ขมมากจริงๆ เป็นการเล่าเรื่องที่พูดถึงความหวังของการเดินทาง ซึ่งต้องแลกด้วยอะไรหลายอย่าง แต่สุดท้ายคือการตั้งคำถามว่าการเดินทางครั้งนั้น คุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมและสังคมอเมริกาในขณะนั้น โดยเฉพาะการเดินทางเพื่อหาความหวังของชาวอเมริกัน

หลังจากนั้น ‘ภชกร’ ก็พูดถึงรสชาติกาแฟเอสเปรสโซ่ เธอบอกว่า เมื่อพูดถึงเอสเปรสโซ่ ทำให้นึกถึงกาแฟที่เราเอาน้ำร้อน เอากาแฟไปผสม ซึ่งเป็นอะไรที่เข้มที่สุด แต่ถ้าพูดถึงวรรณกรรมที่ให้รสชาติเหมือนกาแฟแก้วนี้ ต้องยกเรื่อง A Passage to India (สู่แดนภารตะ) ของนักเขียน E.M. Foster 

ความขมของเรื่องนี้ คือ การเล่าเรื่องที่ไม่แตะประเด็นความรักโรแมนติกของหนุ่มสาวที่มีความขม แต่เป็นการพูดถึงบริบททางอำนาจ อาณานิคม ความยุติธรรมต่างๆ ที่มีความหลากหลาย ความขมขื่น ความงงงวย และความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม รวมถึงรสนิยม ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่อินเดียตกเป็นประเทศอาณานิคมของอังกฤษ

“A Passage to India สะท้อนถึงความเป็นไปไม่ได้ของความสัมพันธ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น เพราะบริบทช่วงนั้นการมีความสัมพันธ์กับคนต่างชาติ ต่างศาสนา โดยเฉพาะอังกฤษในฐานะประเทศเจ้าอาณานิคม กับอินเดียประเทศภายใต้อาณานิคม เป็นเรื่องที่ยากมาก ยังไม่นับรวมความสัมพันธ์ที่เกิดกับเพศเดียวกันที่อยู่ภายในเรื่องอีกด้วย” 

‘ภชกร’ เล่าต่ออีกว่า หากย้อนดูประวัติของนักเขียน เราจะพบว่า E.M. Foster เป็นนักเขียนที่เป็น รักร่วมเพศ (Homosexuality) ทำให้เห็นถึงกรอบบางอย่างที่สื่อถึงความเป็นไปไม่ได้ในอำนาจเชิงอาณานิคม ส่วนอีกเรื่องเป็นเรื่องสั้นของ F. Scott Fitzgerald กับเรื่องสั้นที่มีช่วงไตเติลขึ้นต้นด้วยประโยคที่ว่า ‘The Diamond as Big as the Ritz’ (โคตรเพชรที่มีขนาดใหญ่เท่าโรงแรมเดอะริทซ์) เป็นเรื่องที่ผู้ไม่ต้องตีความอะไรเยอะ สื่ออะไรชัดเจน แต่แฝงด้วยความขมแบบกาแฟเอสเปรสโซ่

 

หยอดความหวาน…เจือจางรสขมแบบฉบับ Macchiato

หมดกาแฟแก้วแรกไป ต่อด้วยกาแฟถ้วยสอง ที่เริ่มมีการหยอดความหวาน ดับรสขมของเอสเปรสโซ่ ซึ่งจะว่าไปแล้ว คาราเมล มัคคิอาโต้ (Caramel Macchiato) ถ้วยนี้ก็ไม่ได้หวานชนิดโรแมนติกไปเสียทีเดียว ดั่งคำอธิบายของ ‘ภชกร’ ที่เธอบอกว่า เมนูนี้มีความพิเศษตรงนี้ ‘ทุกสูตรของแต่ร้านจะไม่เหมือนกันเลย’ นั่นหมายความว่า หนังสือแต่ละเล่มที่หยิบยกให้ตรงกับ มัคคิอาโต้ จึงแตกต่างกันไป

เรื่องที่น่าสนใจมากๆ คือ เรื่อง The Museum of Innocence (พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา) เขียนโดย Orhan Pamuk ความยากของเรื่องนี้ อยู่ที่การเล่าถึงความสัมพันธ์ที่ต้องห้ามใจตัวไม่ให้ตกหลุมรักอีกคน เพราะตนกำลังจะหมั้นหมาย แต่ในที่สุดก็เฟลทุกความสัมพันธ์ จนเป็นความห่วงหาที่ไม่มีทางออก ต้องตามเก็บสิ่งของที่อีกฝ่ายเคยใช้ สะสมไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์

‘โตมร’ เสริมว่า The Museum of Innocence ทำให้พบว่า นักเขียนที่ยิ่งใหญ่มักจะเอาองค์ประกอบที่เหมือนปกติหรือไม่ปกติมารวมกัน เราไม่รู้ว่าจะขยะแขยงหรือซาบซึ้ง เราจะเกิดความรู้สึกสองแบบที่สุดขั้ว

สำหรับ ‘โตมร’ เล่าให้ฟังง่ายๆ ว่า เครื่องดื่มถ้วยนี้ เป็นการนำเอสเปรสโซ่เติมความหวานเข้าไปเพื่อไม่ให้รสชาติที่ได้รับหลังจากดื่มไม่ขมจนเกินไป แต่ในเมืองไทยเรามักคุ้นเคยมัคคิอาโต้แบบเย็น ซึ่งเป็นความประดิษฐ์ ซึ่งไม่ได้แย่ แต่หมายถึงการใส่ใจ ความพยายาม ทำให้นึกถึงเรื่อง ปริศนา ประพันธ์โดย ว.ณ ประมวญมารค, สร้อยสลับสี เขียนโดย สุวรรณี สุคนธา และเรื่อง ลับแล แก่งคอย งานเขียนของ อุทิศ เหมะมูล

“ปริศนาเป็นเรื่องมีความมันหวาน อ่านเพลิน ให้ความรื่นรมย์ มีความขมอยู่นิดนึง เหมือนชีวิตคนทั่วไป แต่เรื่องลับแล แก่งคอย ไม่ใช่มัคคิอาโต้เสียทีเดียว แต่หมายถึงรสชาติแบบออริจินัลมีความนุ่มนวล ละมุน มีความหนาแน่น ซึ่งต่างจาก สร้อยสลับสี ที่เล่าถึงสีสันของชีวิต เพิ่มรายละเอียดของตัวละครมากขึ้น เปรียบกับว่ามัคคิอาโต้ถ้วยนี้ คือ กาแฟที่ได้รับการปรุงแต่งแล้ว”

เปรี้ยวอมหวาน…ดุจกาแฟส้ม

มาถึงถ้วยที่ 3 กับ กาแฟน้ำส้ม (Orange Black Coffee) เครื่องดื่มยอดฮิตของใครหลายคน มาด้วยรสชาติเปรี้ยวอมหวานด้วยน้ำผลไม้ ตัดรสขมสนิทของกาแฟดำได้อย่างลงตัว ซึ่งเมื่อถาม ‘โตมร’ เขาเล่าว่า ถ้าเปรียบเทียบกาแฟส้มกับวรรณกรรม ที่รู้สึกว่าตรงมากๆ คือ เรื่อง Me Talk Pretty One Day ของนักเขียน David Sedaris เป็นการเล่าเรื่องที่มีวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างออกไป ภาษาก็ประหลาดมาก เล่าเรื่องแม่ของผม แม่ของฉัน นอนได้ทุกที่แล้วในบ้าน กล่าวคือ เป็นการกล่าวเล่าถึงพฤติกรรมแสบๆ ของคนสองคน

ส่วนถ้าให้พูดถึงนักเขียนที่มาแนวๆ นี้ คงต้องพูดถึง นทธี ศศิวิมล ด้วยภาษาของการเล่าเรื่อง ที่ออกรสชาติเปรี้ยว ฝาด ตบแล้วลูบ อย่างเรื่อง ศศิวิมลว่าร้าย ภาษาที่เขียนไม่เหมือนใคร ส่วนอีกชื่อที่ต้องยกมา คือ รงค์ วงษ์สวรรค์ เพราะการใช้ภาษามีการบรรยายชนิดที่ว่าตวัดเพื่อให้เราตายได้เลย นอกจากนั้นยังยกให้นักแปลจากงานเขียนเรื่อง ‘นิทานเวตาล’ อย่าง น.ม.ส. และศักดิ์ศรี แย้มนัดดา เข้ามาในลิสต์นี้ด้วย

“ความจิกกัดของภาษาจากนักเขียนเหล่านี้ มันสะท้อนกระบวนการคิดทุกขั้นตอน กล่าวได้ว่า ทุกอย่างเป็นระเบียบอย่างมากกว่าจะมาเป็นงานวรรณกรรม”

ด้าน ‘ภชกร’ ยกเรื่อง A Doll’s House ของ Henrik Ibsen ขึ้นมาเป็นเรื่องตัวอย่าง เพราะเธอมองว่า เป็นการเล่าเรื่องด้วยบทสนทนา แล้วเรื่องนี้สิ่งเดียวที่พูดถึงเลย คือ เรื่องเงิน สะท้อนถึงบทบาทของผู้หญิงในสมัยนั้น เหมือนกาแฟที่มีความขมแต่มีพลังบางอย่าง เพราะมันสามารถเปลี่ยนรสชาติได้

“A Doll’s House ของ Henrik Ibsen เป็นอีกเรื่องที่อยากแนะนำให้ทุกคนอ่าน ทั้งจิกกัดและตลบหลัง เรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่พลิกมาสวมบทบาทหลักในบ้านแทนผู้ชาย”

ท้ายสุดแล้ว เรื่องราวที่ผ่านการสะท้อนออกมา ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า ‘รสชาติ’ ในถ้วยกาแฟ และในงานวรรณกรรม ไม่มีใครสามารถบรรยายได้ดีเท่า ‘คนเขียน’ และ ‘คนชง’ และไม่มีใครสัมผัสความรู้สึก ‘ขม,หวาน,มัน,เปรี้ยว’ ได้ดีกว่าคนดื่มและคนอ่าน