หน้าแรก เด่นวันนี้ สสส. เดินหน้า...

สสส. เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ ก้าวสู่สุขภาวะที่เป็นธรรม ของแรงงานนอกระบบ

9.03.23 | 10:50 น.

เพราะการมีสุขภาวะที่ดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสากลที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับ และจะต้องเข้าถึงสิทธิบริการทางสุขภาพ ตลอดจนสวัสดิการต่างๆ ที่เท่าเทียมกัน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. โดยแผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ ซึ่งมีภารกิจลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพ จึงได้ดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่ายที่มีเป้าหมายหลักเดียวกัน ร่วมกันจัดงานประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน : ประชากรกลุ่มเฉพาะ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาวะ สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ รวมถึงการสื่อสารสาธารณะต่อสังคม สร้างความเข้าใจ ให้โอกาส และมีทัศนคติเชิงบวกกับประชากรกลุ่มเฉพาะยิ่งขึ้น โดยจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ 2566 ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

“แรงงานนอกระบบ” เป็น 1 ใน 10 ของประชากรกลุ่มเฉพาะ ด้วยลักษณะอาชีพ เช่น ไรเดอร์ หาบเร่แผงลอย สามล้อ คนเก็บของเก่า ฯลฯ จึงต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ เป็นต้นว่า เจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการทำงานกลางแจ้ง วิตกกังวลจากรายได้ที่ไม่แน่นอน และเครียดเพราะต้องทำงานไม่เป็นเวลา

เนื่องจากไม่ได้รับการคุ้มครองในเรื่องสวัสดิการและสิทธิใดๆ จากกระทรวงแรงงาน จึงทำให้เข้าไม่ถึงหลักประกันและสวัสดิการของรัฐ โดยเฉพาะอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข เมื่อใดที่เกิดเจ็บป่วยก็ยิ่งส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

Advertisement

แรงงานนอกระบบจึงเป็นอีกหนึ่งเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน และได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในการประชุมห้องย่อยวิชาการ ภายใต้หัวข้อ “เสรีภาพ ความมั่นคง และความเป็นธรรมของแรงงานโดยไม่แบ่งแยก” โดยภาคีร่วมจัดงาน สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ได้เชิญ วรดล ตุลารักษ์ นักวิชาการอิสระ, สุนทรีย์ เซ่งกิ่ง จากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ และ ศรีไพร นนทรี กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียงฝ่ายจัดตั้ง มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงสถานการณ์ปัญหา ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อแรงงานนอกระบบ และมี ธนากรณ์ พวยไพบูลย์ เจ้าหน้าที่กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตฯ ดำเนินรายการ

ประเด็นที่น่าสนใจในวันนั้น มาจากเสียงสะท้อนของบรรดาไรเดอร์ อาชีพยอดฮิตที่มาพร้อมกับช่วงโควิด บอกถึงจำนวนออเดอร์ที่ได้รับในแต่ละวันนั้นมีความหมายอย่างมาก ด้วยค่ารับเงินแต่ละรอบที่ต่ำ ตามกฎเกณฑ์ของบริษัท หากเป็นน้องใหม่อาจจะต้องใช้เวลาถึงวันละ 14 ชั่วโมงบนถนน จึงจะเพียงพอต่อค่าครองชีพ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ และหากพิการหรือเสียชีวิตจะต้องส่งผลกระทบต่อไปยังครอบครัว

บางคนบอกว่าแม้จะขับขี่จักรยานยนต์ไม่คล่องแต่ก็ต้องทำอาชีพนี้เพราะตกงานช่วงโควิด จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุต้องพักรักษาตัวที่บ้าน รายได้ขาดหายไม่น้อยกว่า 2 เดือน ชวนให้ตั้งคำถามว่า เมื่อรับงานจากแอปพลิเคชั่นซึ่งเป็นอาชีพที่สุจริต แต่ทำไมกฎหมายจึงไม่คุ้มครอง คุณภาพชีวิตก็ย่ำแย่ วอนขอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยสร้างมาตรการดูแลแรงงานนอกระบบอย่างพวกเขาอย่างจริงจัง

วงประชุมยังให้ความเห็นถึงการจ้างงานที่มั่นคงว่า ต้องหาแนวทางช่วยเหลือให้แรงงานมีเงินออม เพราะเมื่อถึงวัยเกษียณอายุแล้วจะได้ไม่ลำบาก และไม่เป็นภาระของประเทศ นอกจากนี้ยังควรมีการปรับเปลี่ยนกองทุน พ.ร.บ.แรงงาน รวมถึง พ.ร.บ. ประกันสังคมที่แบ่งสิทธิประโยชน์ตามมาตราต่างๆ ทำให้เกิดการเหลื่อมล้ำของแต่ละสาขาอาชีพอย่างชัดเจน

“เมื่อแรงงานนอกระบบไม่สามารถรับสิทธิใดๆ ได้ แล้วจะเข้าถึงระบบสุขภาพได้อย่างไร ทั้งการวิ่งเข้าไปสู่ความสัมพันธ์การจ้างงาน ปัญหาจากคำว่าแรงงานนอกระบบ หรือแรงงานกึ่งอิสระ ทั้งการไม่ได้รับความคุ้มครองจากอุบัติเหตุ แม้แต่เวลาที่ไม่สบายแล้วไม่สามารถลาป่วยได้เพราะทำให้ขาดรายได้ จึงต้องฝืนไปทำงาน ตรงนี้บริษัทควรรับผิดชอบทันทีเมื่อรับลูกจ้างเข้าทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำประกันสุขภาพหรือประกันสังคม อีกทั้ง พ.ร.บ.ควรมีผลบังคับใช้ไม่แตกต่างกัน ประกันสังคมที่แบ่งเป็นกลุ่มๆ ทุกคนควรได้มาตรฐานเดียวกันทั้งการรักษา และเงินสมทบจากรัฐบาลเพื่อความเท่าเทียม”

“เป็นที่รู้กันว่ารากเหง้าของปัญหาก็คือกฎหมาย ถ้ารัฐบาลมีการรับรองสถานะแรงงานนอกระบบก็อาจไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายอื่นๆ มาช่วยเสริม ยกตัวอย่างให้มองภาพชัดเจนก็คือ การจ้างงานในยุคปัจจุบันแตกต่างไปอดีต เป็นการทำงานในรูปแบบพาร์ทเนอร์ที่ไม่ใช่นายจ้างกับลูกจ้าง เมื่อไรเดอร์ต้องการออกมาเรียกร้องสิทธิ แต่ไม่รู้จะเรียกร้องกับใครเพราะไม่มีนายจ้าง ไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แล้วถ้าอยากจะได้รับสิทธิก็ควรอยู่ใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน”

บทสรุปส่วนหนึ่งจากวันนั้น ชี้ว่า ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำของประชากรอย่างมาก มีการทำงานที่หนักแทบที่สุดในโลก แต่เมื่อคนทำงานได้ชื่อว่าเป็นแรงงาน ทุกคนก็ควรมีสิทธิอย่างเสรีภาพเท่าเทียม รวมถึงต้องมีทิศทางการสร้างความเข้มแข็งให้แรงงานนอกระบบ พร้อมกับยื่นข้อเสนอแนะ 3 ข้อ ได้แก่ ต้องส่งเสริมการรวมกลุ่ม เพื่อให้มีอำนาจในการต่อรองสิทธิ์ต่างๆ ที่พึงได้รับ, ต้องยุติการแบ่งแยกแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบจะต้องไม่เป็นแรงงานที่รองรับความคลุมเครือของกฎหมาย, สุดท้ายจะต้องมีความเข้าใจและยอมรับถึงพลวัตแรงงานเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน

เพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพให้แรงงานนอกระบบมากกว่าที่เป็นอยู่