ภาพเก่าเล่าตำนาน : น้ำท่วม…อยู่ไม่ไหว…ต้องย้ายเมืองหลวง
พ.ศ.2413 ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสิงคโปร์และปัตตาเวีย (ต่อมาคือ จาการ์ตา)
พ.ศ.2414 เสด็จประพาสสิงคโปร์ พม่า และอินเดีย
สิงคโปร์และปัตตาเวีย คือ ที่หมายการเสด็จประพาสต่างประเทศครั้งแรกตามคำแนะนำของมิสเตอร์น็อกซ์ (Knox) กงสุลอังกฤษ โดยเสด็จฯไปทอดพระเนตรเมืองสิงคโปร์ซึ่งเป็นอาณานิคมอังกฤษ
เมืองปัตตาเวียและเมืองสมารังซึ่งเป็นอาณานิคมฮอลันดา (เนเธอร์แลนด์) เพื่อศึกษาวิธีการปกครองตามแบบอย่างของอังกฤษ
วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2413 ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จออกจากกรุงเทพฯ ทางเรือพระที่นั่ง “พิทธยัมรณยุทธ” พร้อมเจ้านายชั้นสูงและข้าราชการราว 200 คน เยือนสิงคโปร์เป็นเมืองแรก ตลอดระยะเวลา 7 วันที่ประทับในสิงคโปร์ได้ทอดพระเนตร โรงทหาร เรือรบอังกฤษ การไปรษณีย์ โรงเรียน โรงพยาบาล ที่ทำการโทรเลข ศาลอู่กำปั่นเรือ ฯลฯ
จากนั้นพระองค์เสด็จฯไปเมืองปัตตาเวียและเมืองสมารัง แล้วเสด็จฯกลับถึงกรุงเทพฯ รวมเวลา 38 วัน
(ในหลวง ร.5 เสด็จประพาสชวาถึง 3 ครั้ง ทรงโปรดความงดงามของสวนพฤกษชาติโบกอร์ ซึ่งตกแต่งในแบบโคโลเนียลสไตล์ การเสด็จประพาสชวาครั้งที่ 3 ใน พ.ศ.2444 ทรงนำฝรั่งชาวฮอลันดาซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการเพาะปลูก ราว 30 คน กลับมาตกแต่งสวนในบริเวณพระบรมมหาราชวัง วังสราญรมย์ วังสวนสุนันทา พระราชวังบางปะอิน ทำสวนบริเวณโรงกษาปณ์ ตกแต่งไม้ประดับในแนวถนนราชดำเนินและปลูกต้นมะขามบริเวณท้องสนามหลวง)
พ.ศ.2492 อินโดนีเซียเป็นเอกราชจากเนเธอร์แลนด์
พ.ศ.2509 เมืองปัตตาเวียถูกปรับเปลี่ยนพื้นที่เป็นเมืองจาการ์ตา เป็นเมืองหลวงของอินโดนีเซีย มีพื้นที่กว้างขวาง เป็นศูนย์กลางการค้า การเงิน เป็นเมืองอุตสาหกรรมและเป็นศูนย์กลางการศึกษา
จาการ์ตาตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มต่ำ น้ำท่วมได้ง่ายในช่วงฤดูฝน ต้องระบายน้ำออกจากหนองน้ำเพื่อสร้างอาคาร พื้นที่นี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์สำหรับปลูกผลไม้และพืชสวนอื่นๆ เนื่องจากดินส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดจากภูเขาไฟเก่า

ผู้คนทยอยอพยพเข้าสู่เมืองใหญ่…เกิดความแออัด เกิดมลพิษ มีแนวโน้มที่จะเกิดแผ่นดินไหว และจะจมลงสู่ทะเลชวาอย่างน่ากังวล
อินโดนีเซียเคยเป็นอาณานิคมของดัตช์ (เนเธอร์แลนด์)
แม้ว่าชาวดัตช์จะเป็นกลุ่มแรกที่พยายามวางผังเมือง แต่ผังเมืองน่าจะเป็นแบบอังกฤษมากกว่า ดังจะเห็นได้จากจัตุรัสขนาดใหญ่เช่น Medan Merdeka (ทุ่งแห่งเสรีภาพ) และอีกหลายพื้นที่
พ.ศ.2548 ผู้เขียนมีโอกาสไปทำงานภารกิจ “ดูแลการหยุดยิง” ในจังหวัดอาเจะห์ ของอินโดนีเซีย เดินทางเข้า-ออกจาการ์ตาบ่อยครั้ง อธิบายง่ายๆ ว่ามีสภาพใกล้เคียงกรุงเทพฯ น้ำท่วมขัง การจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ ชุมชนแออัด น้ำเน่าเสีย พื้นที่ว่างแทบหาไม่ได้
ถ้าจะปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค แทบต้องรื้อทั้งเมือง
เป็นเขตมหานครพิเศษ อยู่ในระดับการปกครองของจังหวัดอินโดนีเซีย และนายกเทศมนตรีมีสถานะเทียบเท่าผู้ว่าราชการจังหวัด แบ่งออกเป็น 5 เขตการปกครอง
มีประชากรตามทะเบียนกว่า 10 ล้านคน (ของจริงมากกว่านั้น) แต่มีพื้นที่แค่ 661.5 ตารางกิโลเมตร (พื้นที่น้อยกว่ากรุงเทพฯ 3 เท่า แต่มีประชากรหนาแน่นเกือบเท่ากัน)

นักวิชาการยืนยันข้อมูลว่า…เมืองนี้เป็นเมืองที่จมลงอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก และจากอัตราปัจจุบัน คาดว่า 1 ใน 3 ของเมืองอาจจมอยู่ใต้น้ำภายในปี พ.ศ.2593 สาเหตุหลักเกิดจากการสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้โดยที่ไม่มีการควบคุม
ในเวลาเดียวกัน…“ทะเลชวา” มีระดับน้ำสูงขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง “น้ำท่วมเมืองหลวง” ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ มาอย่างยาวนาน
สถานการณ์รุนแรง เลวร้ายต่อเนื่อง อากาศเป็นมลพิษอย่างหนัก ท่อระบายน้ำอุดตัน ประมาณว่าความแออัดสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ 4.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
ธนาคารโลกระบุว่า แผ่นดินที่จาการ์ตาทรุดตัวถึง 25 เซนติเมตรต่อปี อาคารบ้านเรือนหลายแห่งถูกปล่อยทิ้งให้รกร้าง เพราะต้องเผชิญกับปัญหาการทรุดตัวของพื้นดิน
โจโก วิโดโด หรือโจโกวี เคยเป็นผู้ว่าจาการ์ตามาก่อน ผลงานจัดจ้าน เป็นที่น่าประทับใจ ชาวอินโดฯชื่นชมในผู้นำคนเก่ง…เมื่อพ้นจากวาระผู้ว่าเมืองหลวง…ไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
ประชาชนชาวอินโดฯ เลือกโจโกวีเป็นประธานาธิบดี ด้วยคะแนนท่วมท้น จึงนำประเด็นการย้ายเมืองหลวงมาพิจารณา มีการสำรวจ ตรวจสอบ วางแผนเลือกที่ตั้ง เมืองหลวง แห่งใหม่
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่เป็นเกาะ รวมตัวกันราว 17,000 เกาะ พลเมืองกว่า 270 ล้านคน สังคมที่มีมรดกทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งและร่ำรวย กว้างใหญ่ไพศาล กระจายตัวกัน เมื่อจาการ์ตาแสนจะแออัด ขยับขยายไม่ออก ผังเมืองไม่มี…พื้นที่เมืองหลวงใหม่ต้องเป็นเมืองแห่งอนาคต สำหรับลูกหลาน
ทีมงานเลือกพื้นที่ได้เหมาะสม ห่างจากจาการ์ตาไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 2,000 กิโลเมตร
ชื่อใหม่ คือ เมืองนูซันตารา (Nusantara) ซึ่งเป็นคำในภาษาชวาเก่าที่แปลว่า “หมู่เกาะ” จะเป็นสถานที่ราชการและที่อยู่อาศัย
ประมาณการเบื้องต้นว่าข้าราชการกว่า 1.5 ล้านคน จะถูกย้ายไปยังเมืองนี้
นายบัมบัง ซูซานโตโน หัวหน้าหน่วยงานเมืองหลวงใหม่ กล่าวว่า เมืองหลวงใหม่จะใช้แนวคิด “เมืองป่าไม้” โดย 65% ของพื้นที่ได้รับการปลูกป่า ขั้นตอนสุดท้ายของเมือง ราวปี พ.ศ.2588 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 100 ปีของประเทศ
การสร้างเมืองประมาณ 2,561 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่าเมืองหลวงเดิมกว่า 3 เท่า) ซึ่งเกือบทั้งหมดแปลงมาจากพื้นที่ป่า อินโดนีเซียเป็นเจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่ในเกาะบอร์เนียว ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก โดยมาเลเซียและบรูไนต่างถือครองพื้นที่ทางตอนเหนือ ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออกของเกาะบอร์เนียว
มีเสียงแห่งความกังวลออกมาจากภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชนของอินโดนีเซียที่ติดตามปัญหาป่าไม้ แจ้งเตือนในรายงานเดือนพฤศจิกายน 2565 ว่า พื้นที่ป่าส่วนใหญ่ในเมืองหลวงใหม่เป็น “ป่าผลิต” ซึ่งหมายความว่าสามารถออกใบอนุญาตสำหรับการทำป่าไม้ซึ่งจะนำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มเติม
มีชุมชนพื้นเมืองบนพื้นที่เมืองหลวงใหม่ คือ หมู่บ้านอย่างน้อย 5 แห่ง ซึ่งมีชาวบาลิกพื้นเมืองมากกว่า 100 คน กำลังย้ายถิ่นฐานเนื่องจากการก่อสร้าง ผู้นำชุมชนท้องถิ่น และได้ให้ค่าชดเชยแก่ประชาชนที่มีการใช้ที่ดินสำหรับเมืองนี้
นครนูซันตารา จะใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมด ผังเมืองออกแบบให้ 80% ของเมืองเข้าถึงได้ด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ที่ทำการรัฐบาลจะเป็นรูปร่างในปี พ.ศ.2573 จะทยอยย้ายมายังเมืองหลวงใหม่
การย้ายถิ่นฐานช่วงแรก จะเริ่มต้นระหว่างปี พ.ศ.2565-2567 โดยถนนและท่าเรือได้รับการจัดลำดับความสำคัญ เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้
จาการ์ตาก็มิได้ถูกทิ้ง โดยยังจะเป็นเมืองหลวงด้านการเงินและศูนย์กลางแห่งการค้า ขณะที่เมืองหลวงใหม่จะเป็นศูนย์กลางแห่งการบริหารประเทศของอินโดนีเซีย
จาการ์ตาถือเป็นเมืองศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ทันสมัย เป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ และบริษัทเอกชนชั้นนำในประเทศอินโดนีเซีย ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย สำนักงานใหญ่ของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น Unilever Google และ Toyota
สถานทูตต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ก็จะถูกโยกย้ายไปยังเมืองหลวงใหม่ภายใน 10 ปี ที่ผ่านมา…โครงการต้องล่าช้าออกไปเพราะโควิด
“เกินเยียวยา” คือนิยามสั้นๆ ถึงเหตุผลที่ต้องย้าย
“…ผมขอแจ้งถึงแผนย้ายเมืองหลวงไปยังกาลิมันตัน เมืองหลวงใหม่ของเราจะไม่เป็นเพียงสัญลักษณ์สะท้อนเอกลักษณ์ประจำชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นความก้าวหน้าของประเทศ ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ เมืองหลวงใหม่จะเป็นเมืองของทุกคน ที่เน้นพลังงานสะอาดบนพื้นฐานเมืองอัจฉริยะ…” คือ คำกล่าวของ ปธน.วิโดโด (Joko Widodo)
เกาะบอร์เนียว ถือเป็นพื้นที่ห่างไกลที่ยังอุดมด้วยทรัพยากร รอวันนำมาใช้ ทั้งแร่ธาตุ ถ่านหิน และปาล์มน้ำมัน จึงมีศักยภาพสูงดึงดูดนักลงทุน ทั้งยังอยู่ติดกับประเทศบรูไน รัฐซาบาห์ และรัฐซาราวักของมาเลเซีย
ที่ตั้งหน่วยงานราชการ จะเน้นความยั่งยืนบนพื้นฐานสมาร์ทซิตี้ ผ่านการฉายภาพเมืองใหม่ฐานะ “ซุปเปอร์ฮับ” คาร์บอนต่ำ การก่อสร้างเมืองหลวงใหม่แบ่งเป็น 5 ระยะ เฟสแรกเน้นการปรับพื้นที่เปิดทางเข้าถึง ส่วนการสร้างถนนหรือท่าเรืออยู่ในช่วง ค.ศ.2022-2024 ระยะสุดท้ายกำหนดแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2588
มหาเมกะโปรเจ็กต์นี้ยังได้รับความสนใจจากต่างชาติโดยจีนต้องการออกแบบภูมิทัศน์ในเมืองและแผนจัดการน้ำ สหรัฐต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนและสะพาน ส่วนญี่ปุ่นสนใจลงทุนด้านระบบขนส่งและพลังงาน
อินโดนีเซียทั้งประเทศตั้งอยู่บน “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of Fire) มีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่อีกจำนวนหนึ่ง วันดีคืนดี ก็ออกมาพ่นลาวา พ่นเถ้าถ่านไปในอากาศ สร้างความระทึกให้ชาวเมืองเสมอมา
26 ธันวาคม พ.ศ.2547 แผ่นดินไหวระดับ 9.0 ตามด้วยสึนามิกระแทกเข้าไปที่ปลายแหลมสุมาตรา จังหวัดอาเจะห์ แทบจะหายไปทั้งเมือง คนหาย คนตายราว 2 แสนคน ที่ตั้งนูซันตารา ที่ห่างออกไปราว 2 พันกิโลเมตร จะมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติน้อยลง
เมื่อพูดถึงการย้ายเมืองหลวง…เป็นคำที่น่าตกใจ หากแต่ในความเป็นจริง คือ การขยับขยาย แยกส่วน กระจายตัวกันออกไป เพื่อลดความแออัด เพื่อลดความเสี่ยงของการบริหารราชการแผ่นดินที่จะต้อง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
ย้ายเมืองหลวง มิใช่เรื่องที่ได้ยินมาแบบในสมัยโบราณ คือ เมืองเก่าแทบจะถูกทิ้งร้าง ประชาชนเคว้งคว้าง
เรื่องแผ่นดินทรุด น้ำท่วม อากาศเป็นพิษ การจราจรติดขัด เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้ ลำบากยากแค้นจริง ต้องใช้เงินภาษีมหาศาลต่อปี เพื่อแก้ไข มิใช่เรื่องทางไสยศาสตร์
มาเลเซีย มีศูนย์ราชการที่เรียกว่า ปุตราจายา (Putrajaya) แยกออกไปจากกัวลาลัมเปอร์ มีองค์ประกอบครบของความน่าอยู่อาศัย นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ งานราชการ แขกบ้านแขกเมืองไปอยู่ตรงโน้น โอ่อ่า สง่างาม พร้อมที่พัก ไม่มาวุ่นวายในตัวเมืองกัวลาลัมเปอร์
เมียนมา…มีกรุงเนปยีดอ (Nyapyidaw) ที่แยกส่วนราชการออกมาจากย่างกุ้งที่แสนจะแออัด ตอนสร้างใหม่ๆ ถูกนินทาว่าร้าย ในทำนองเป็นเมืองร้างที่กว้างใหญ่ แรกๆ ก็เงียบเหงาเป็นธรรมดา เวลาผ่านไป…วันนี้กลายเป็นเมืองใหญ่ โอ่อ่าสุขสบาย
“ลักษณะนิสัยของผู้คน” เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ในยุโรปเมืองเล็กๆ กระจุ๋มกระจิ๋ม ผู้คนมีวิถีชีวิตแบบ “ผู้เจริญ” รักธรรมชาติ ควบคุมกันเอง เรื่องขยะ เรื่องมลพิษ เรื่องสุขภาวะ ไม่มีมอเตอร์ไซค์เสียงดังไม่มีร้านคาราโอเกะหนวกหู ผู้คนรักความสะอาด มีสวนสาธารณะ น้ำใสไหลเย็น มีดอกไม้ประดับหน้าบ้าน ตามถนน…ทำกันเอง
คนไทยแห่กันไปเที่ยวญี่ปุ่น ข้าราชการต้องไปศึกษาดูงานในญี่ปุ่น แล้วต้องเอ่ยปากชมว่า ทำไมเมืองเขาสะอาดจัง
บางเมือง ขุดแล้วขุดอีก บนดิน ใต้ดิน มีแต่การก่อสร้างรกรุงรังเพื่อ “แกะปมปัญหา” แถมต้องมีหลายหน่วยงานแบบบิ๊กเบิ้มมาร่วมกันรับผิดชอบ…เลยเละเทะ ประชาชนในเมืองลำบากทั้งชีวิต…
พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

