องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมสุขภาวะคนไทยแบบองค์รวมอย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเงินบำรุงกองทุนจากภาษีที่รัฐจัดเก็บจากผู้ผลิตและนำเข้าสุรา-ยาสูบ เป็นกลไกนวัตกรรมทางการเงินการคลังเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ที่ประสบความสำเร็จจนกลายมาเป็นต้นแบบองค์กรสร้างเสริมสุขภาพแห่งแรกในเอเชีย
นอกจากการพัฒนาด้านระบบสุขภาพในประเทศ สสส.ได้วางเป้าหมายด้านการต่างประเทศระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566-2570) ด้วยการขยายผลการสร้างเสริมสุขภาวะ ผ่านบทบาทศูนย์เรียนรู้ระดับนานาชาติ โดยมุ่งเสริมสร้างศักยภาพสร้างเสริมสุขภาพให้กับไทยและประเทศกำลังพัฒนา
เพื่อให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านสุขภาพโลกของไทย (Thailand Global Health Action Plan 2021-2027) ที่มุ่งให้ประเทศไทยมีบทบาทการเป็นผู้นำด้านสร้างเสริมสุขภาพในระดับสากล

พิทยา จินาวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 ยกตัวอย่างการดำเนินงานด้านการต่างประเทศที่ผ่านมาของ สสส. ว่า มีการเปิดเวทีถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ให้แก่ 70 ประเทศทั่วโลก ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการนานานาชาติ รวมถึงการแสดงบทบาทหลักบนเวทีเชิงนโยบายวิชาการระดับสากลที่สำคัญกว่า 50 เวที
“จากการทำงานตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี พิสูจน์ได้ว่า กลไกนวัตกรรมทางการเงินการคลังเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ สามารถทำงานได้ตามเจตนารมณ์และเกิดความยั่งยืน จากสถิติการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่ลดลง ส่งผลให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่ง สสส. ก็จะทำหน้าที่การเป็นตัวแทนองค์กรด้านสุขภาพของประเทศไทยเพื่อแชร์ประสบการณ์การทำงานให้ประเทศต่างๆ”

ล่าสุด เกิดเป็นความร่วมมือกับมูลนิธิเพื่อสังคมอาเซียนปลอดบุหรี่ (Southeast Asia Tobacco Control Alliance-SEATCA) จัดทำโครงการ ‘นวัตกรรมทางการเงินการคลังเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ’ (Fellowship : Innovative Financing For Health Promotion) เพื่อสร้างการเรียนรู้และเสริมสร้างศักยภาพให้ประเทศกำลังพัฒนา โดย สสส. ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาและสนับสนุนเชิงวิชาการให้ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วม
โครงการ Fellowship มีกำหนดระยะเวลา 10 เดือน โดยมีผู้ได้รับคัดเลือกเป็น Fellows จำนวน 20 ท่านจาก 10 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ กัมพูชา กาบอง จอร์เจีย เคนยา ไนเจอร์ เซเนกัล ศรีลังกา วานูอาตู และเวียดนาม ซึ่งได้เดินทางมาที่ประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการ ระหว่างวันที่ 27-29 มีนาคม 2566 ณ อาคารศูนย์การเรียนรู้สุขภาวะ
ตลอดทั้ง 3 วัน คณะผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ถึงรูปแบบนวัตกรรมและโครงสร้างภาษีสำหรับการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพที่ยั่งยืน ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence Generation) ที่จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันนโยบายกลไกนวัตกรรมการเงินการคลังเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ก่อนจะเริ่มการพัฒนาข้อเสนอโครงการของแต่ละประเทศ

ผู้ทรงคุณวุฒิกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 กล่าวถึงการปฐมนิเทศในวันแรกว่า ผู้แทนทั้ง 10 ประเทศได้พูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาของแต่ละประเทศ เนื่องจากเป็นประเทศกำลังพัฒนาและยากจน มีทรัพยากรที่จำกัด ส่วนใหญ่จึงเกิดความเหลื่อมล้ำทั้งในด้านการศึกษาและระบบสุขภาพ บ้างก็มีโรคติดต่อที่มาจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำ ขยะ
“ภายใต้แนวทางการทำงานของ สสส. ที่มุ่งเน้นการสร้างเสริมสุขภาพตั้งแต่ต้นน้ำด้วยการป้องกัน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการรักษาซึ่งเป็นปลายน้ำ มีการทำงานอย่างเข้มแข็งร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ประชาสังคม และเอกชน นานาประเทศก็ยอมรับและให้การยกย่องจนเรารับรางวัลเนลสัน แมนดาลา ดังนั้น เมื่อเรื่องของสุขภาพเป็นปัญหาระดับโลกที่ไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่จะต้องมีเครือข่ายช่วยกันแก้ไข สสส.จึงพร้อมที่จะเป็นต้นแบบและทำหน้าที่เป็นองค์กรพี่เลี้ยงให้ประเทศต่างๆ เหล่านี้ เพื่อให้นำไปสู่การจัดตั้งกลไกลนวัตกรรมทางการเงินการคลังเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพในประเทศตนเองได้อย่างยั่งยืน”

ภาคีสำคัญในโครงการ ดร.ยูลิซิส โดโรธีโอ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อสังคมอาเซียนปลอดบุหรี่ กล่าวถึงความสำเร็จในการทำงานที่ผ่านมาของ SEATCA ว่า ทำให้มีการจัดตั้งกองทุนควบคุมบุหรี่ (Tobacco Control Fund) ในประเทศเวียดนามและลาว ซึ่งมาจากภาษี (Surcharge Tax) ได้เป็นผลสำเร็จเช่นเดียวกับ สสส. ส่วนประเทศฟิลิปปินส์มีการนำ Excise Tax ของเหล้า-บุหรี่ มาใช้ในกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
“สำหรับเป้าหมายด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะการควบคุมยาสูบในภูมิภาคอาเซียน จากเป้าหมายที่ 3 ของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติได้เรียกร้องให้มีการเสริมสร้างการดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (FCTC) ซึ่งมีความท้าทายจากการขาดเงินทุนที่เพียงพอสำหรับการควบคุมยาสูบ ดังนั้น นวัตกรรมรูปแบบการจัดหาเงินทุนของ สสส. เพื่อใช้สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพจึงมีความสำคัญมาก ทำให้เห็นถึงประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง แต่สามารถเข้าถึงเงินทุนสำหรับการสร้างเสริมสุขภาพ รวมถึงการควบคุมยาสูบ”
โครงการ Fellowship จะมีผู้ทรงคุณวุฒิให้คำปรึกษารายประเทศ ตลอดระยะเวลา 10 เดือนจะมีการประชุมเชิงปฎิบัติการทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์ รวมถึงการมาศึกษาดูงานต้นแบบที่ สสส. ให้สามารถพัฒนาและผลักดันกฎหมายจัดตั้งกลไกการเงินการคลังเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพที่ยั่งยืนระดับชาติ นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลนานาชาติด้านระบบการเงินการคลังเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพแบบออนไลน์ ซึ่งเป็นการดำเนินการในระยะต่อไปที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอื่นๆ ไม่เพียงแต่ในอาเซียนแต่รวมถึงทั่วโลก

